Sol xx Mifa 17
เช้าวันถัดมาเราทั้งหกคนก็เดินทางไปยังวัดแถบชานเมืองโดยมีพี่เงินเป็นคนขับรถพี่ตังค์นั่งด้านหน้า ส่วนพ่อแม่ ฉันและซอลนั่งที่เบาะด้านหลัง รถยนต์ที่ใช้วันนี้เป็นรถตู้ขนาดใหญ่ เราทั้งหกคนสามารถนั่งได้อย่างสบายไม่อึดอัด พ่อกับแม่นั่งเบาะด้านหน้าส่วนฉันและซอลนั่งเบาะด้านหลังสุด เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ถูกแม่แซวเพราะเมื่อเช้าตอนออกจากห้องนอนแม่เห็นฉันและซอลเดินออกมาพร้อมกัน ดีที่พี่ชายทั้งสองไม่เห็นไม่อย่างนั้นนะมีคนงอนฉันแน่ ๆ ส่วนพ่อก็มองอย่างจับผิดที่เห็นเราทั้งสองคนเดินลงบันไดพร้อมกันในช่วงเช้าที่ผ่านมา
“โอ๊ะ!”
“อะไรครับที่รัก?” พ่อเอ่ยถามแม่ทันทีที่แม่สะดุ้งตกใจขณะรถกำลังเคลื่อนผ่านสี่แยกแห่งหนึ่งแถบชานเมือง ฉันได้แต่มองหน้าแม่ด้วยท่าทีแสนงุนงง ๆ ฉันพยายามไม่มองอะไรนอกรถแต่เหมือนกลิ่นที่ลอยแตะที่จมูกนั้นจะทำให้ฉันรู้สึกลำบากใจไม่น้อย กลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งจนแทบอาเจียน แต่ก็ทำได้แค่ขยับหันไปซบไหล่ซอล คนข้างกายเหมือนจะรู้ว่าฉันแปลกไปจึงขยับตัวเล็กน้อยยกท่อนแขนโอบรั้งฉันเข้าไปใกล้เข้ามายิ่งขึ้น กลายเป็นตอนนี้ฉันฝังใบหน้าลงบนแผ่นอกกว้างของซอลอย่างต้องการที่พึ่ง
“ที่รัก...”
“แม่โอเคค่ะพ่อ”
“อดทนหน่อยนะลูก” เสียงพ่อเอ่ยขึ้นแต่ไม่มั่นใจว่าต้องการบอกใครกันแน่ เพราะฉันเองก็ไม่ได้มองว่าพ่อกำลังคุยกับใครอยู่
“ระวังด้วยนะเงิน”
“ครับพ่อ”
“ตังค์ดูทาง ดูรถช่วยพี่เงินด้วย”
“รับทราบ!”
ตลอดการเดินทางไปยังวัดปลายทาง ฉันอยู่ภายในอ้อมกอดของซอล โดยมีพ่อกับแม่คอยปลอบอยู่ตลอดทาง เสียงร้องอื้อดึงที่ดังให้ได้ยินตลอดการเดินทางนั้นเริ่มเบาลงเรื่อย ๆ กระทั่งรถหยุดจอดที่ต้นโพธิ์ต้นในวัด รอบข้างเป็นศาลาและโบสถ์ ซอลคอยพยุงฉันลงจากรถ ทางหน้าประตูวัดนั้นมีร่างหนึ่งที่ฉันเคยเห็นอยู่บ่อย ๆ กำลังยืนจ้องมองมาทางเราด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยว
“มาทางนี้ลูก” แม่แตะลงที่หลังมือเบา ๆ ฉันจึงละความสนใจจากตรงนั้นเดินตามหลังแม่เข้าไปยังกุฏิหลังหนึ่งที่แม่เคยพามาอยู่บ่อยครั้ง
“มาแล้วเหรอโยม”
“ค่ะหลวงพ่อ”
“เขาตามมานานเกินไป”
“เราต้องทำยังไงคะหลวงพ่อ” เป็นแม่ที่เอ่ยถามกับพระที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
“เราทำได้แค่ผ่อนหนักให้เป็นเบา เขาอยากให้ไปอยู่ด้วย...” นั่นหมายถึงฉันหรือเปล่า ที่หลวงพ่อเอ่ยมานั้น หมายถึงคนนั้นที่ตามฉันอยากได้ฉันไปอยู่ด้วยอย่างนั้นเหรอ
“อ่ะ มานั่งตรงนี้ พ่อหนุ่มมาประคองโยมผู้หญิงไว้หน่อย” ฉันที่ขยับเข้าไปนั่งใกล้หลวงพ่อมากขึ้นซอลขยับขึ้นมานั่งข้าง ๆ ประคองฉันไว้ด้วยความเป็นห่วง หลวงพ่อท่านหลับตาลงเบา ๆ เริ่มบทสวดที่ฉันไม่คุ้นชิน จากนั้นสายตาฉันก็พร่าเบลอมองเห็นรอบข้างเป็นกลุ่มหมอกควัน ไม่มีเสียงใครเลยสักคนแม้ฉันจะพยายามเอ่ยตะโกนเรียกทั้งพ่อแม่ พี่ชายรวมถึงซอลแต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมา
“หึ ไม่มีใครตอบมึงหรอก!” เสียงหนึ่งเอ่ยบอกกับฉันพร้อมกับเจ้าของเรือนร่างโปร่งแสงที่เข้มขึ้นชัดเจนขึ้น ฉันขยับถอยห่างจากร่างนั้นก่อนจะเพ่งสายตาไปยังจุดที่มีคนยืนอยู่
“คุณเป็นใครคะ?” ฉันเอ่ยถามคนตรงหน้า เพราะรู้สึกไม่คุ้นชิน อีกทั้งยังรู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่ายอยู่มาก
“เป็นคนที่มึงไม่ช่วยไง”
“คะ? เราเคยเจอกันเหรอคะ? แล้วหนูไม่ช่วยอะไรคุณ” ฉันถามกลับอย่างไม่เข้าใจ กระทั่งเจ้าของใบหน้าหนุ่มอ่อนวัยแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าชายมีอายุที่ฉันเห็นเขาตามฉันอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ต้องแกล้งทำเหมือนมองไม่เห็นเพราะแม่คอยบอกอยู่ตลอดว่าไม่ควรทักสิ่งที่ไม่ใช่คน แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่
“มึงไม่ช่วยกู มึงเห็นกูแต่ไม่ช่วย!” ผู้ชายตรงหน้าตะโกนเสียงดังลั่น ฉันถอยห่างจากเขาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว ภายในใจหวังให้ใครสักคนมาช่วยฉันไว้จากสถานการณ์นี้ แต่มันก็เป็นเพียงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น เพราะตอนนี้ไม่มีใครช่วยฉันได้ ฉันรู้และเข้าใจสถานการณ์ดี
“หนูไม่เห็น...”
“มึงเห็น! กูเห็นมึง มึงไม่ช่วยกู”
“เขาช่วยโยมไม่ได้หรอก” เสียงแหบแห้งดังก้องกังวาลระหว่างกลางของเรา ร่างหลวงพ่อที่แม่นับถือเดินเข้ามาใกล้อย่างไม่เร่งรีบ พอท่านมาใกล้ฉันนั่งลงที่พื้นยกมือไหว้ท่านอีกครา
“มันช่วยได้ มันมองเห็น!”
“โยมเขายังเด็ก ยังช่วยใครไม่ได้ ในคราวนั้นหากโยมไม่ประมาทโยมคงได้กลับไปเจอลูกเมีย” หลวงพ่อเอ่ยขึ้นทำเอาอีกฝ่ายชะงักค้างไป เขายืนนิ่งค้างก่อนจะทรุดนั่งร้องไห้อย่างอ่อนแรง เขาทำหน้าเจ็บปวดเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่าง ฉันไม่เคยรู้เรื่องราวของคนตรงหน้าเลยสักครั้ง เขาตามฉันมาตลอดหลายปีมีบ่อยครั้งที่ตั้งใจทำร้ายและมีบ่อยครั้งที่ทำท่าทางน่าสงสาร หากยามที่ฉันกลับบ้านอยู่กับครอบครัว ทั้งพ่อแม่พี่ชายอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ก็มักจะมองเห็นเขายืนร้องไห้อยู่นอกรั้วบ้าน
“มันมีความสุขกับครอบครัว แต่กูกลับไปหาลูกเมียไม่ได้!” บางทีที่เขาโกรธเคืองฉันมากขึ้นเป็นเพราะฉันยังมีความสุขกับครอบครัวส่วนตัวเขากลับโดดเดี่ยวเพราะหาทางกลับบ้านไม่ได้ ใช่ไหม?
“...”
“ผมคิดถึงลูก หลวงพ่อ” ชายคนนั้นมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด และพร่ำบอกว่าคิดถึงลูก คิดถึงบ้าน
“เพราะโยมมัวแต่อาฆาต ตามติดชีวิตเด็กคนนี้วันที่ลูกโยมมาตามกลับไปโยมเลยไม่ได้เจอพวกเขา”
“ผมอยากเจอลูก อยากไปหาลูก”
“ถ้าได้เจอ โยมจะเลิกอาฆาต เลิกพยาบาทเด็กคนนี้ไหม เลิกจองเวรเด็กคนนี้ ปล่อยให้เขาได้มีชีวิตของเขา อย่าหมายมุ่งเอาชีวิตผู้อื่นให้มาเป็นเหมือนตน”
“ผมไม่เอามันแล้ว ผมอยากเจอลูก”
“อาตมาจะให้เขาพาโยมกลับไปส่ง เมื่อโยมสำเร็จความต้องการ เจอลูก เจอครอบครัว อาตมาขอบิณฑบาตความเคืองโกรธนี้”
“คะ ครับ”
“โยม...” หลวงพ่อหันกลับมาหาฉัน
“ค่ะหลวงพ่อ”
“กลับไปในที่ของโยมแล้วพาเขากลับบ้าน”
“...”
“กลับไปได้แล้วโยม”
====
วันนี้ขอสั้นๆก่อนนะคะ ^_^