“นั่งเลยหนุ่มๆ” พี่บัวเรียกสองหนุ่มที่พึ่งมาถึงเข้านั่งที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ หลังจากที่ยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ ทีมงาน นักแสดงท่านอื่นๆแล้ว ภู่กันต์เป็นคนเลือกที่นั่งก่อนโดยเลือกนั่งข้างๆนิรมนต์หล่อนเองก็ดูงงๆอยู่บ้างแต่ก็ฉีกยิ้มรับและไม่ได้ทึกทักอะไร ที่นั่งข้างมารียาจึงตกเป็นของธันวาโดยปริยายเมื่อทุกคนพร้อมหน้ากันแล้วพี่บัวจึงเริ่มกล่าวเปิดงาน
“พี่ในฐานะผู้จัดต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่ทำงานด้วยความตั้งใจ อดทน และทุ่มเทกันสุดกำลังสร้างสรรค์ละครเรื่องนี้ และพี่หวังว่าเราจะมีโอกาสร่วมงานกันอีกในครั้งต่อไป” ถัดจากพี่บัวก็เป็นผู้กำกับและทีมงานคนอื่นๆพลัดกันออกมากล่าวคำขอบคุณกันไปตามระเบียบ
ใบหน้าสวยที่เคร่งขรึมท่าทีกลัดกลุ้มเอาแต่กระดกเหล้าเข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่าถี่ๆเข้าจนธันวาอดเป็นห่วงไม่ได้
“มิ้งค์โอเคไหม” เสียงนุ่มละมุนถามไถ่มารียาด้วยความห่วงใย
“เรื่องอะไรละ ถ้าเรื่องชีวิตการงานการเงินก็โคตรจะดี เสียอยู่เรื่องเดียวก็เรื่องหัวใจจะว่าแย่ก็ไม่ใช่แต่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เธอพูดพลางมองไปทางภู่กันต์เล็กน้อยก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นกรึ๊บแล้วหันมาคุยกับธันวาต่อ
“เขาโกรธอะไรเรานักหนาวะ หน้าเราเขายังไม่อยากมองด้วยซ้ำ ธันรู้ปะเราง้อจนท้อไปหมดละเราแม่งโคตรสมเพชตัวเองเลยวะ หึ” มารียาระบายความในใจออกมาต่างๆนาๆด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์เธอยิ้มเยอะเย้ยตัวเองด้วยน้ำตา
“ธัน กันต์ เอ้าหมดแก้ว” พี่ตากล้องเข้ามาชวนชนแก้วทำให้ต้องดื่มจนหมดในคราวเดียวทุกคนกำลังฉลอง ถ้าจะไม้ให้ความร่วมมือก็น่าเกลียดแย่ ทั้งธันวาและภู่กันต์ถูกชวนชนหลายต่อหลายแก้วสำหรับภู่กันต์นั้นแค่นี้ไม่ระคายคอหรอก แต่ธันวานี่สิแทบจะไม่ค่อยได้ดื่มสักเท่าไหร่แต่ทำไมมีแค่อาการหน้าแดง หรือว่าจะแอบคอแข็งอยู่เหมือนกัน
“สเปคสาวๆของพี่กันต์นี่แบบไหนคะ” เสียงหวานๆดึงความสนใจของภู่กันต์จากชายตรงหน้าไปสนใจหญิงสาวร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ
“อืม สูง ขาว ตาโต นิ่งขรึมมีเสน่ห์มั้ง” ชายหนุ่มตอบพลางกำลังนึกคิดอยู่
“ไม่น่าเชื่ออย่างพี่กันต์จะชอบผู้หญิงสไตล์นี้แอบเหมือนพี่มิ้งค์อยู่เหมือนกันนะคะ”
“ผู้หญิงหรอ” ภู่กันต์ก้มหน้าแววตาทอประกายฉายภาพคนที่ว่าขึ้นมาในมโนจิตก่อนจะยิ้มที่มุมปากแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
งานเลี้ยงดำเนินมามากกว่าค่อนคืน คนในงานเริ่มร่อยรอลงเรื่อยๆ ต่างทยอยแยกย้ายกลับบ้านไปเกินครึ่งรวมถึงมารียาและนิรมนต์ถูกส่งกลับไปก่อนหน้าแล้วสักพัก ธันวาใช้แขนข้างหนึ่งท้าวที่โต๊ะ มืออีกข้างประคองแก้วเหล้าขึ้นดื่มสภาพตอนนี้เขาแทบจะชูคอไม่ไหว
“ว่าละ” ภู่กันต์ค่อยๆดึงแก้วเหล้าออกจากมือของคนที่ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ ถึงเวลางานเลี้ยงต้องเลิกรา
“ไม่ให้พี่ไปส่งแน่นะ” พี่ลูกแก้วยังคงห่วงหนุ่มๆเพราะเห็นว่าขับบิ๊กไบท์กลับเองอีกคนก็เมาไม่รู้สึกตัวอีก
“ไม่ครับ กลับเองได้” ภู่กันต์ยังคงปฏิเสธหนักแน่นเพราะระยะทางกลับไม่ค่อยไกลมาก อีกอย่างก็จวนจะตีสามแล้วไม่อยากรบกวนพี่ลูกแก้ว
“อืมๆ ขับรถดีๆ” สุดท้ายก็ต้องจนใจกับความดื้อด้านของภู่กันต์
“กันต์ ไอ้เลว”
“นี่ด่าผมหรอ” เสียงอ้อแอ้พูดลิ้นพันกันฟังไม่ได้ศัพท์แต่พอตอนด่านี่ชัดเจนก้องหูดี
“เออด่าแกแหละ” ธันวายังพูดพร่ำไปเรื่อยต่อ ภู่กันต์ก็ไม่รู้ว่าทำอะไรผิดถึงต้องถูกด่าอย่างนี้
“อะไรวะ ปากยังงี้น่าปล่อยให้นอนที่จอดรถ ไม่แบกมาให้เหนื่อยหรอก” ภู่กันต์เองก็มึนๆหัวอยู่บ้าง ยังต้องแบกคนที่เมาแอ๋แถมยังพูดมากแต่ฟังไม่รู้เรื่องกลับห้องมาอีกแม้ธันวาจะดูร่างเล็กเมื่อเทียบกับภู่กันต์แต่พอเมายิ่งควบคุมการทรงตัวยากไปอีก ยังดีที่ลานจอดรถอยู่ไม่ห่างจากลิฟท์มากนัก
“หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย” เมื่อปล่อยธันวาลงไปนอนที่เตียงแล้วเขาเองก็นอนเหยียดหลังคลายกล้ามเนื้ออยู่ข้างๆ
“ไอ้คนไม่มีหัวใจ ทำให้รักทำไมวะ” ธันวาก็ลุกขึ้นนั่งแหกปากสบถคำด่าดังลั่นจนภู่กันต์ต้องพลิกตัวนอนตะแคงจ้องมองด้วยอาการมึนงง
“ทำไมต้องรักแกด้วย” ธันวาก้มหน้ามองต่ำใช้มือปาดน้ำตาที่กำลังเอ่อล้นขอบตา นึกย้อนไปเมื่อสามปีก่อนวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆที่ก่อตัวหนาแน่นลมพัดโชกฝนโหมกระหน่ำ ข้างถนนชายรูปร่างท้วมเดินฝ่าพายุแม้จะสะอื้นไห้เท่าไหร่ก็ไม่มีใครได้ยิน แม้น้ำตาจะไหลเป็นสายก็ไม่มีใครเห็น เขาเดินโซเซพาร่างที่เหมือนจะไร้วิญญาณกลับเข้าห้องมืดๆ ทรุดตัวลงนั่งที่มุมๆหนึ่งของห้อง มีเพียงแสงจากสายฟ้าที่แล่บแปล๊บๆเป็นระยะทะลุผ่านม่านและกระจกเข้าส่องให้ความสว่างพอลางๆ ‘เราสองคนเป็นแฟนกัน’ เสียงที่ยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท ใบหน้ายิ้มแย้ม สองมือประสานกันแน่นเป็นภาพจำติดตาที่ยังไม่มีวิธีลบออก ธันวาเปียกโชกทั้งตัวแต่กลับไม่รู้สึกหนาวสั่นเลยสักนิด เพียงเพราะความรู้สึกเจ็บดั่งเหล็กแหลมทิ่มแทงใจค่อยๆถูกไอเย็นเข้าแทรกซึมกลายเป็นความชินชา แต่มันยังคงความเจ็บจิ๊ดอยู่ลึกๆเมื่อนึกถึงคนทั้งคู่ ธันวาครุ่นคิดทั้งคืนใช่ว่าหาเหตุผลว่าทำไมจึงมีรักที่ผิดๆให้กับคนที่ขึ้นชื่อว่าเพื่อน ตั้งแต่เริ่มก็รู้ว่าจะจบอย่างไร ผลของการรักคนที่ไม่ควรรักสักวันจะกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง ความรักที่ผิดเพศและยังเป็นเพื่อนสนิท เดิมทีก็คือกำแพงอิฐที่สูงท่วมหัว ธันวาใช้เวลานานกว่าสามปีกว่าจะสร้างกำแพงใจที่แข็งแก่งดั่งเหล็กกล้าที่ทั้งหนาและทนทานเหมือนอย่างทุกวันนี้ ความรู้สึกที่ถูกกักเก็บไว้หลังกำแพงมานานเมื่อถูกไฟร้อนหลอมจนเหล็กอ่อนตัวลงแค่เขาทำดีด้วยก็คิดเข้าข้างตัวเอง ใจเจ้ากรรมก็หวั่นไหวอีก สภาพธันวาตอนนี้ไม่ต่างกับเมื่อสามปีก่อนเลย นั่นคือบทเรียนราคาแพงจากการรักคนที่ไม่ควรรัก มือเรียวยาวจิกที่ผ้าห่มเบาๆและแรงขึ้นเรื่อยๆจนเส้นเลือดนูนปูดให้เห็นเด่นชัด น้ำตาที่ไหลยิ่งพรั่งพรูไม่มีวี่แววว่าจะหยุด นี่เป็นครั้งแรกที่อ่อนแอต่อหน้าภู่กันต์
“ขอโทษ ผมไม่รู้มาก่อนว่ามู๋ธันรักมิ้งค์ ถ้ารู้จะไม่มีวันคบกับมิ้งค์เด็ดขาด ผมไม่เคยคิดจะทำให้มู๋ธันต้องเจ็บช้ำน้ำใจ” ภู่กันต์เพิ่งกระจ่างแจ้งตอนนี้เอง สมควรแล้วที่ธันวาจะโกรธและต่อว่า เคยได้ยินมารียาเล่าเชิงตลกขบขันว่าที่ธันวาหนีหายไปอยู่แคนนาดาเป็นเพราะอกหักจากมารียาที่แท้แล้วเป็นเรื่องจริง ภู่กันต์เสียใจมากที่ทำผิดต่อชายที่อยู่ตรงหน้าเขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวเบาๆโดยหวังว่ามันจะคลายความโกรธของธันวาลงได้บ้าง แต่ตรงกันข้ามธันวากลับคว้าเอาข้อมือแล้วพุ่งตัวสุดแรงดันภู่กันต์ลงนอนหงายโดยมีธันวานั่งคร่อมอยู่ด้านบน ภู่กันต์ถูกล็อคข้อมือทั้งสองข้างขึงไว้เหนือศรีษะแต่เขาก็ไม่ได้ขัดขืนหรือตอบโต้ใดๆ ภู่กันต์หลับตาหริ้มเตรียมใบหน้าอันหล่อเหลาไว้รอรับหมัดหนักๆของธันวา ด้วยหวังว่าจะช่วยให้ได้ระบายทุกความโกรธแค้นมาที่เขา ถ้าคืนนี้จะต้องนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนี้เข้าก็จะไม่ต่อว่าอะไร
“ทำไมฉันต้องรักแกด้วย” น้ำตาของผู้ชายคนหนึ่งหยดแมะลงที่ใบหน้าเข้มประโยคเมื่อครู่ปลุกภู่กันต์ให้ลืมตาตื่นเขายังไม่เข้าใจความหมายที่ธันวาสื่อออกมา
“ฉันรักแก ภู่กันต์ รักมานานมากไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน แต่แก ฮึกกก” เสียงสะอื้นไห้จนตัวโยนหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก เมื่อได้ยินอย่างนั้นมันทำให้หัวใจภู่กันต์พองโต หูอื้อไปชั่วขณะไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมันจากปากของธันวา คนที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งคนนั้นในวันนี้ต่างกันสุดขั้ว แล้วภู่กันต์จึงหยุดเสียงสะอื้นนั้นด้วยริมฝีปากที่นุ่มละมุนลิ้มรสหวานล้ำดั่งภมรกำลังดื่มด่ำกับเกสรของดอกไม้จนเขาพึงพอใจจึงถอนจูบออกเพื่อจะมองใบหน้านั้นได้ถนัดตา หัวใจที่เต้นแรงระรัวไม่เป็นจังหวะด้วยอาการดีใจสุดจะบรรยาย ดวงตาแห่งความหวังส่องประกายความสุข เขายิ้มพลางหัวเราะไปพลางไม่ต่างจากคนบ้า สองแขนกอดรั้งคอธันวาเข้ามาใกล้แล้วมอบจุมพิตแสนหวานไว้ที่แก้มขาวที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา ที่บอกกันว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจในยามปกติอาจใช้ไม่ได้กับธันวาแต่คำพูดนี้ก็ยังใช้ได้จริง เมื่อภู่กันต์มองลึกลงไปในดวงตาของธันวานาทีนี้มันได้บอกทุกๆความรู้สึกของผู้ที่เป็นเจ้าของไปหมดแล้ว การเข้านอนคืนนี้คงจะไม่เหมือนทุกคืนที่ผ่านมาเพราะเขาจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปเด็ดขาด