เหตุประหลาดที่บ้านมนัสเนตรเกิดขึ้นหลายต่อหลายสัปดาห์แล้ว มีแต่พวกนาย ๆ บนตึกยังไม่รู้ตัว ครัวหลังบ้านมุบมิบนินทากัน ร้อยวันพันปีบุตรชายของท่านเ้าบ้านไม่ตื่นก่อนสามโมงเช้าในวันหยุดนอกเสียจากออกเที่ยวหรือมีราชการด่วน วงซุบซิบลงมติว่าปรากฏการณ์นี้เริ่มั้แ่ครูเปียโนมาสอนเสาร์แรก
เก้าโมงเช้าเสาร์นี้ก็ไม่ต่างไป ระหว่างส่องจากหน้าต่างห้องนอนลงยังสวน ปรากฏร่างครูพิศท่ามกลางหมู่ดอกไม้จนหายเข้าในกระท่อม ทัศน์นึกเสียดายว่าชัยภูมิไม่เป็ใจ หากเปียโนยังตั้งอยู่โถงหน้าเขาเกร่ไปเกร่มาง่ายกว่าเพราะคนในบ้านใช้ผ่านเข้าออกนอกในร่วมกัน อีกทั้งเชื่อมไปห้องอื่นได้อีก เรือนน้อยมีประตูเดียวเป็สัดส่วน ไม่มีเหตุผลให้เข้า ๆ ออก ๆ ได้ตามใจชอบจึงเลียบได้แต่ภายนอก เดินเล่นในสวนหรือนั่งดื่มกาแฟ่สายแก่ ๆ ที่ศาลากลายเป็กิจวัตรใหม่ เวลานี้เขายกถ้วยกาแฟอุ่นหอมขึ้นจิบขณะอ่านหนังสือพิมพ์ ศาลาไม่ไกลจากห้องเรียนนัก มองเห็นครูนักเรียนทางหน้าต่าง เสียงเปียโนลอยมาไม่ลื่นไหลเป็สายแต่ฟังปะติดปะต่อเป็เพลงได้ เรียกว่าก้าวหน้าทีเดียว
ปกติสอนเสร็จครูพิศใช้ทางระเบียงข้างตึกสู่ประตูรั้วหน้าบ้าน เมื่อเธอออกจากกระท่อมเป็เวลาไม่กี่นาทีที่ได้เจอหน้าตรงๆ ส่วนใหญ่หัวข้อสนทนาคือเื่เรียนของน้องสาว ระยะหลังครูพิศจึงถือเป็หน้าที่รายงานเมื่อเจอกัน แต่ยังรู้สึกว่าเธอดูหลบหน้าเขาชอบกลเลี่ยงได้เป็เลี่ยง ตอนนี้ก็เช่นกันเธอก้มหน้าก้มตาเดินเข้าตึก แปลกใจนิดหน่อยตรงเ้าเฟื่องเดินคู่ด้วยไม่วิ่งปรู๊ดไปเล่นทันทีที่เลิกเรียนเช่นเคย หรือครูพิศจะไปรายงานแม่เขาซึ่งวันนี้อยู่บ้าน หนนี้คงไม่ได้พูดคุยใกล้ ๆ แต่เฉียดกรายแถวห้องโถงพอได้อยู่...ยังได้เห็นเธอก่อนกลับ คิดพลางย่างเท้า
โครม !!!
เสียงสนั่นจากในตึกตามด้วยเสียงวี้ดว้ายลั่น ทัศน์รีบวิ่งเข้าไป แม่บ้านสาลีเรียกหาคนขับรถโหวกเหวกจากโถงหน้า ดังปนเสียงครูพิศร้อง “จับคุณหญิง จับคุณหญิงไว้ เร็ว !” เขาแหวกแม่บ้านกับแป๋วที่ยืนเลิ่กลั่กขวางคาประตู
ตรงพื้นข้างเก้าอี้ล้มนั่น...ร่างน้องกองอยู่ นิ้วมือทั้งสิบงอเกร็งชักกระตุกทั้งตัว ! แม่ลนลานบีบนวดเขย่าตัวเรียกให้ฟื้นสติ ครูพิศกำลังยื้อยุดฉุดออกมา ไม่มีใครกล้าเข้ายึดตัวคุณหญิงซึ่งยิ่งสะบัดและพยายามดัดแขนดัดนิ้วหงิกงอของลูก
“อย่าขืน! ปล่อย คุณหญิงอย่างัดแขน !”
คนยึดร้องไปเท้าถีบเก้าอี้ไปไกลๆ ทัศน์ถลาลงกับพื้นข้างน้อง ครูพิศร้องสั่งทันใด “จับคุณหญิงไว้ !” เสียงเฉียบขาดเสียจนเขาทำตามทันที คนรถกับคนสวนวิ่งหน้าเริดมาแล้วทุกคนขยับล้อมวงเข้าดูเหตุการณ์
“อย่ามุง! ถอยไปให้หมด !”
เสียงเล็กถืออำนาจควบคุมสถานการณ์เต็มที่ แต่ไม่เพียงพอกระทั่งเสียงห้าวของชายหนุ่มย้ำคำสั่งครูพิศ “อย่ามุง !” ทั้งหมดจึงถอยกรูด รวมทั้งตัวเขาที่กึ่งอุ้มกึ่งลากแม่ให้พ้นตัวเด็ก
มือคล่องแคล่วจับเด็กหญิงนอนตะแคงหันศีรษะไปด้านข้างแล้วคว้าหมอนอิงมารอง ปลดกระดุมคอเสื้อคลายโบรัดเอว
“แป๋ว! ช้อน ๆ ไปเอาช้อนมางัดเข้าปาก” แม่บ้านร้อง
“ช้อนไม่ต้อง” ครูพิศห้าม ยกข้อมือดูนาฬิกา
“งั้นผ้า...ผ้าก็ได้ครู ยัดปากกันกัดลิ้น”
“ไม่ต้องทั้งนั้น โทรเรียกรถพยาบาล”
เธอใช้นิ้วถ่างหนังตาเด็กหญิงและก้มลงมอง
“มีประวัติเคยชักมาก่อนไหม”
“ไม่เคย” ทัศน์ตอบ
“ขอคุณหญิงตอบ”
“แม่ เ้าเฟื่องเคยชักไหม” ลูกชายถามแม่ที่อกสั่นขวัญแขวน
“ไม่ ไม่...ไม่มี”
“โรคประจำตัวล่ะ”
“ไม่...”
ครูพิศจับข้อมือเกร็งกระตุกและดูนาฬิกาอีกที อึดใจต่อมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“นอกจากคุณหญิงกับคุณทัศน์ ทุกคนออกไปก่อน”
คนงานมองหน้ากันอย่างไม่รู้ว่าควรฟังคำสั่งครูดนตรีหรือไม่
“ทุกคนออกไป!”
เสียงคุณทัศน์ดังสำทับ เขาเองก็ไม่รู้ทำไมต้องว่าตามครูพิศ อาจเพราะความแน่วนิ่งมั่นใจจะสั่งการของเธอ แต่แล้วเมื่อเหลือเพียงสี่คนในโถงหน้าครูพิศก็หยุดทั้งมวล นั่งยองกอดเข่ามองเด็กหญิงที่ชักกระตุกบนพื้นเสียเฉยๆ
“อยากเป็ดาราหนังเหรอคะ แสดงเหมือนเชียว”
“ครูพิศ! หล่อนทำบ้าอะไร!!” คุณหญิงตวาดลั่น
เ้าตัวยังพูดกับร่างที่ชักดิ้นชักงอ “เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์หรอก”
แม่เด็กดิ้นจะโจนเข้าหา ลูกชายที่ดูเหมือนอยู่ข้างครูพิศเต็มตัวแล้วยิ่งยึดตัวไว้แน่น
“รถพยาบาลมา อยู่ดี ๆ เด็กชัก หมอจะเจาะเืเจาะน้ำไขสันหลังมาตรวจหาเนื้องอกในสมอง พยาธิในสมอง หรือดูว่าสมองอักเสบหรือเปล่า โอ้ย! จะหาสาเหตุกันจริง ๆ ตรวจนั่นเจาะนี่จนพรุน คุณหนูลุกตอนนี้ยังทัน”
ราวกับครูพิศเป่ามนตร์วิเศษหายในพริบตาได้ เด็กหญิงหยุดชักกระตุกเป็ปลิดทิ้ง นอนนิ่งอึดใจแล้วลุกขึ้นเองเป็ที่อัศจรรย์ต่อหน้าต่อตาแม่กับพี่ชาย
“ยายเฟื่อง!”
เห็นลูกไม่เป็อะไรแน่แล้ว สติคนเป็แม่ก็กลับคืน ทัศน์ปล่อยตัวแม่เป็อิสระก่อนถอนหายใจเฮือก เขาต้องกินยาขนานไหนถึงจะไม่หลงกลเ้าเฟื่องแต่ทีแรกได้
เผียะ ! พรวดถึงตัวลูกสาวแม่ฟาด “ไม่มีอะไรเล่นแล้วรึยายเฟื่อง อยู่ดี ๆ ชักแหงก ๆ เป็ผีเข้า”
แม่ง้างฝ่ามือจะซัดอีกผัวะ ร่างเล็กเปรียวะโผลุงเดียวหลบหลังพี่ชาย ทัศน์หันมองครูของน้องอย่างจะถามที่มาที่ไปเพราะเธออยู่ในเหตุการณ์แต่ต้น ตอนนั้นเองรัมภาเพียงพิศเพิ่งนึกได้ ครั้งแรกเจอคุณทัศน์ มัวใจลอยถึงชายในเครื่องแบบฟ้าเข้มอีกคนเผลอจ้องหน้าสวนจังๆ ไปที ยังไงขอหลบก่อนปลอดภัยกว่า
เธอบอกลูกศิษย์ “ไปคุยกับครู” แล้วกล่าวกับผู้ปกครอง “ขออนุญาตนะคะคุณหญิง”
“ไปเถอะ” พี่ชายตอบแทน
เฟื่องระย้าวิ่งผลุนออกจากโถงหน้า ครูพิศจ้ำตามพลางทบทวนว่าตอนเลิกเรียนลูกศิษย์แจ้ง ‘แม่ขอพบ’ จึงเดินไปด้วยกัน เื่ที่คุณหญิง้าคุยด้วยคือเดือนหน้าจะมีงานวันเกิดท่านรัฐมนตรี อยากให้ลูกสาวแสดงเปียโนเป็ของขวัญคุณพ่อสักเพลง พูดกันถึงตรงนี้เด็กหญิงก็ล้มจากเก้าอี้ลงไปชัก
คุณหนูเ้าบ้านพาครูมาหยุดหน้าห้องค่อนข้างใหญ่ด้านยาวโปร่งขนานแนวระเบียง ของเล่นล้นหลามกระจายเกลื่อน เด็กหญิงดูจะภูมิใจกับอาณาจักรของตัวเอง ครูพิศก้าวตามเข้าในห้องเล่น
“ตกเก้าอี้เจ็บไหมคะ”
“ไม่เจ็บ ล้มเป็ เรียนยืดหยุ่นที่โรงเรียน”
“แกล้งเกร็งกระตุกแบบนั้น ระวังเถอะ...ตะคริวกิน”
เด็กหญิงทำเมินไปที่อื่น
“ทำแบบนั้นทำไมคะ”
เ้าของห้องลงนั่งกับพื้นหันหลังให้ คว้าคันธนูกับลูกศรมายิงใส่เป้าบนผนังใต้แนวหน้าต่าง
“อันนี้พี่ทัศน์ซื้อให้”
ครูเม้มริมฝีปาก เด็กหญิงล้มลงชักตอนที่คุณหญิงยังสนทนากับเธอไม่จบ แต่ก็จับความได้ว่าเธอกำลังได้รับมอบหมายให้เตรียมนักเรียนขึ้นเวทีแสดงเปียโน ต้นตอสาเหตุน่าจะอยู่ตรงนั้น
“คุณเฟื่องไม่อยากเล่นเปียโนโชว์เหรอคะ”
“แหวะ!”
“แล้วเราจะทำยังไงกัน”
“ไม่รู้!”
“ไม่ผิดหรอกนะคะถ้าคุณหนูจะต่อต้านสิ่งที่ฝืนใจ แต่จะดื้อด้านแผลงฤทธิ์ไปวัน ๆ ?”
“ไม่สน!”
“สมมติยอมชักกระแด่วๆ แต่ไม่ยอมซ้อมเปียโน คุณหญิงเลิกจ้างครู นั่นจะช่วยคุณหนูไหมคะ”
“ไม่ แม่หาครูใหม่”
“ก็ต้องตั้งต้นนับหนึ่งวนไม่ไปไหนเลย”
“ช่างมัน!”
“คุณหนูจะแกล้งพิการอีกไหม อุบายนั้นมีคนรู้แล้ว คิดหาทางต่อไปหรือยัง”
“...”
“ที่ครูไม่รายงานคุณหญิงเื่แกล้งพิการ ไม่ใช่ว่าเห็นด้วยหรือจะช่วยปกปิด แต่คุณหนูได้เห็นเองแล้วว่าโดนจับได้ซึ่งหน้าเป็ยังไง ที่คิดว่าทำแล้วใครจะจับไม่ได้น่ะไม่ใช่ เปล่าประโยชน์ต้องเรียนเปียโนอยู่ดี เมื่อกี้ก็เพิ่งโดนจับโกหกได้อีก คราวนี้งานวันเกิดคุณพ่อจะหนีแบบไหน ลงชักแด็ก ๆ บนเวทีเหรอคะ คุณหนูเฟื่องไม่ได้เป็ลมบ้าหมูสักหน่อย”
เด็กหญิงเกือบหลุดหัวเราะแต่รีบบึ้งกลบไว้
“ชักดิ้นกลางบ้านได้อะไร ถ้าครูช่วยได้เรามาแก้ปัญหากัน”
“ครูช่วยไม่ได้ แม่ดื้อ !”
“คุณแม่กำหนดเพลงที่ต้องเล่นรึเปล่า”
ศีรษะเล็ก ๆ ส่ายว่า ไม่
“กลศึกครั้งนี้มีช่องโหว่” เธอรู้ว่าเด็กหญิงชอบแนวบู๊ เ้าตัวหันขวับมาหูตาเปิด “ยังไง”
“ก็จะเล่นเพลงยากทำไมล่ะ ในเมื่อคุณหนูเลือกเองได้”
“เชอะ ! นึกว่าอะไร” เด็กหญิงแลบลิ้นใส่ “มาล่อหลอกให้เฟื่องเล่น ไม่หลงกลหรอก”
“ใครว่า ครูกำลังเสนอแผนเปิดโต๊ะเจรจา”
“ยังไง”
“เจรจาต่อรองแลกเปลี่ยน หาจุดที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
คุณหนูหน้าคว่ำไม่ตอบ หนนี้ไม่ใช่ดื้อเงียบแต่กำลังคิด
“คุณแม่อยากให้คุณหนูเล่นเปียโนโชว์ นั่นคือฝ่ายหนึ่งอยากให้อีกฝ่ายทำตาม คุณหนูมีอะไรอยากให้คุณแม่ยอมตามบ้างไหมคะ ต่างคนต่างแลก”
“แม่ไม่ฟังหรอก แม่ไม่เคยฟังเฟื่อง”
“ลองอีก รอบนี้ต่อรองอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เอาความเป็ความตายต่อรอง เห็นคุณแม่ตัวสั่นน้ำตาคลอเป็ห่วงคุณหนูไหม”
“แม่บังคับเฟื่องก่อน เมื่อคืนเฟื่องบอกแล้วว่าไม่เล่น”
“ก็เลยหลอกคุณแม่จนป่น ถ้าแป๋ว แม่บ้าน คนรถ คนสวนรู้ว่าไม่ได้ชักจริง คุณหนูว่าพวกเขาจะเห็นคุณแม่เป็ตัวตลกแอบหัวเราะกันหลังบ้านหรือเปล่า”
เด็กหญิงไม่โต้แต่ก้มหน้ามุ่ย
“เรามีเวลาสี่เสาร์ เท่ากับแปดชั่วโมงกับอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีบนเวที หากตั้งใจฝึกตั้งใจแสดงดนตรี แลกกับสิ่งที่ตัวเอง้า คำนวณเองค่ะ...คุ้มไหม”
“...”
“นึกดี ๆ สิ่งที่อยากทำ โอกาสมาถึงแล้ว”
“...”
“ครูต้องไปละ” พูดจบหมุนตัวก้าวยังประตู
“เอาเพลงง่ายสุด”
ได้ยินเสียงร้องบอกตามหลัง ครูพิศหันกลับมายิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ครูไม่หาเื่ใส่ตัวหรอก”
คุณหนูเฟื่องลุกมาเขย่งเท้าจะกระซิบข้างหู ครูพิศเอียงคอลงฟัง
เอาจริงเหรอ สีหน้าครูถาม
ลูกศิษย์พยักหน้า
“ว่าไงนะ อยากเรียนยิงปืน !!!” คุณหญิงสดศรีร้องเสียงหลง
ลูกสาววัย 12 ขวบมาเสนอข้อต่อรอง หากแม่ตกลงรับปากจะยอมเล่นเปียโนวันงาน
“วันเกิดคุณพ่อแค่เล่นให้แม่ชื่นใจสักเพลง ต้องมีข้อแม้ !” แม่ฮึ่มใส่
“วันเกิดพ่อ ทำไมต้องทำให้แม่ชื่นใจ”
“คุณหนูลูกเฟื่องแสดงดนตรี คุณหญิงแม่แฮปปี้คนในบ้านก็แฮปปี้ ดีทุกสิ่งสรรพ”
“ผมเห็นแม่สุขสันต์หรรษาตลอดล่ะครับ” ลูกชายสอด
“เ้าทัศน์! หยุดให้ท้ายน้อง จะไปไหนก็ไป”
“คุณแม่ให้เรียนเปียโนคุณลูกเฟื่องก็มีวิชาติดตัว มีดีแล้วก็ต้องโชว์ คุณหญิงแม่ลงทุนไปแยะ”
“เงินพ่อหาต่างหาก”
“นั่นล่ะจ้า คุณพ่อบ้านรวยคุณแม่บ้านก็รวยด้วย”
พี่ชายยิ้มร่าเขย่าหัวน้อง “คุณลูกชักแด่ว ๆ คุณแม่ก็ดิ้นพราด ๆ”
“สรุป คุณหนูเฟื่องระย้ามนัสเนตร ต้องขึ้นเวทีเล่นเปียโนในงานฉลองวันเกิดของท่านรัฐมนตรีไพฑูรย์สามีคุณหญิงสดศรี” ว่าแล้วเบนทางครูดนตรี “ฝากครูพิศด้วย”
“เื่ยิงปืนของเฟื่องล่ะ” ลูกสาวทวงข้อตกลง
“คุณหนูเฟื่องจะหัดไปทำไมคะ !”
“มีวิชาติดตัวไงคุณแม่”
“วิชาโจรป่าน่ะสิ”
“พี่ทัศน์ยิงปืน เปรี้ยง !เปรี้ยง ! ไม่เห็นต้องเป็โจร”
“นั่นพี่เขาผู้ชาย ฝึกไว้ป้องกันประเทศชาติ”
“พี่ทัศน์เป็ทหารอากาศ ยิงจรวดฟิ้วววจากเครื่องบินหรอก”
“เออ นั่นล่ะ เขาเรียนวิชาลูกผู้ชาย”
“ผู้ชายก็เล่นเปียโน โมสาร์ท”
“แกไม่ดีดเปียโนให้เก่งเหมือนเถียงเก่งยังงี้บ้าง!”
ลูกศิษย์ยื่นมือกำกระโปรงครูไว้มั่น ยืนยันว่ามีผู้ร่วมขบวนการต่อรอง
“เอาล่ะ คุณหนูเฟื่องยอมเล่นบนเวทีไม่พอ แม่จะตัดสินว่าผ่านไหมด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวเล่นเละๆ เทะ ๆ ต้องได้เื่แม่ถึงจะอนุญาตให้เรียนยิงปืน ครูพิศก็เหมือนกัน สอนยายเฟื่องแสดงไม่เป็ชิ้นเป็อัน ฉันก็ไม่เอาไว้”
“ค่ะ” ครูรับคำ
“อ้อ คุณหนูเฟื่องต้องแต่งชุดที่คุณแม่เตรียมให้”
“แต่วันไปยิงปืน เฟื่องจะใส่เอี๊ยมยีนของชูชู”
“ย่ะ จะใส่ยี่ห้อรถไฟรถบรรทุกรถถังก็เอาเถอะ แต่วันงานห้ามงอแงต้องที่แม่เลือก แหม...เสื้อผ้าแกยี่ห้อเมืองนอกซื้อจากห้างใหญ่ๆ ทั้งนั้น เกี่ยงนัก ! ตอนฉันเด็ก ๆเห็นแล้วน้ำลายหก ชุดกระโปรงสีหวาน ๆ ติดลูกไม้ผูกโบ อยากใส่ใจจะขาดแต่ยายแกไม่มีอัฐเอื้อม”
“คุณพ่อว่าถ้าเ้าเฟื่องเป็ผู้ชาย บ้านเราได้ทหารสองนาย”
“หยุดเลยเ้าทัศน์ แม่อยากได้ลูกสาวน่ารัก ๆ คุณหนู ๆ”
“อย่าฝืนความจริงเลยครับ”
“แกอย่ามาเป็จระเข้ขวางคลอง เข้าข้างน้องล่ะที่หนึ่ง”
เด็กหญิงกอดเอวพี่ชายหมับ
“แล้วเมื่อไหร่แกจะเปลี่ยนชื่อเป็ทัศน์เทพ จะได้ฟังสูงส่งจาก์ แม่อยากมีลูกชายแบบคุณชาย ๆ”
“ชื่อประทัดสิแม่ ยิงขึ้นฟ้าปิ้ว ะเิปัง ! ทั้งสูงทั้งดังไงแม่”
“โอ๊ยยย ยายเฟื่อง แกจะฝังใจอะไรนักกับปืนกับะเิ ฉันไม่ได้คลอดแกในหลุมหลบภัย”
“เออดี ประทัด” พี่ชายหัวร่อเอิ๊กอ๊ากชอบใจชื่อที่น้องตั้ง “ชื่อทัศน์เทพ...คันคะเยอขนลุก ประทัดดีกว่า”
เ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกๆ “เนอะพี่ทัศน์เนอะ”
“แกสองคนผิดเหล่าแค่หน้าตา” คุณหญิงตีแขนตัวโตหนึ่งเผียะ ! “ที่เหลือผสมวงเข้ากันเป็กรับเป็กลอง” หยิกตัวเล็กหนึ่งหมับ ! แล้วแล่นอ้าวก่อนลูกสาวเถียงลูกชายเข้าพวกรุม ครูดนตรีก็จะขอตัวลาไปเหมือนกัน
หากตอนนั้นเอง...
พี่ชายลูบต้นแขนน้องเล็กที่โดนหยิก โน้มลงถาม
“ลิงน้อย เปียโนไม่อยากซ้อม ไปซ้อมยูโดกับพี่ทัศน์เอามั้ย”
รัมภาเพียงพิศจ้องตาค้าง ท่าเอียงคอช้อนตามองแบบนี้... น้ำเสียงปลอบเด็กหญิงแบบนี้...
“เป็ดน้อย พี่ชายธเจตไม่เต้น เต้นรำกับพี่ชายทัศน์เอามั้ย”
เพะละ !
เพื่อนร่วมรุ่น ตัวตั้งตัวตีล้อคุณชายหมอกคืนนั้น
เมื่อทัศน์หันไปอีกที ครูพิศไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
“ครูเราไปไหน ผลุบโผล่ไวนัก”
เด็กหญิงแหงนหน้าตอบพี่ชาย “ครูเฟื่องเป็นินจา”