Ep 001 :: ชาติภพใหม่
“...เจ็บ”
ฉันพึมพำพลางกะพริบตาถี่ ๆ ปรับโฟกัสการมองเห็นของตัวเอง
ทันทีที่ดวงตาทำงานเต็มที่จนสามารถมองเห็นมือขวาที่ชูขึ้นของตัวเองได้ฉันก็เริ่มกวาดตามองรอบข้าง พลางทบทวนความทรงจำของตัวเอง
ความทรงจำไหลย้อนกลับ ภาพที่พึ่งเกิดขึ้นย้อนคืนในสมองทีละฉาก น้ำตาก็เอ่อคลออยู่ในดวงตา จากนั้นไม่นานมันไหลรินหยดลงบนตักอย่างเงียบงัน
ฉันปาดน้ำตาทิ้งลวก ๆ ก่อนจะหันซ้ายขวาสำรวจรอบข้าง
“...ที่นี่ที่ไหน...ฉัน ...ตายไปแล้วนี่นา?”
คล้ายห้องที่ถูกทาสีขาวกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด มองไม่เห็นแม้กระทั่งเส้นขอบฟ้า ทำให้มั่นใจว่าตัวเองน่าจะตายไปแล้วแน่ ๆ เพราะที่แบบนี้ไม่มีทางใช่โรงพยาบาลชัวร์
หลังจากตั้งสติครุ่นคิดตัวเลือกที่น่าจะถูกต้องที่สุดสักพัก ก็เผลอหลุดปากพูดออกมา
“หรือว่า...ที่นี่จะเป็โลกหลังความตาย”
“เกือบใช่ แต่ยังไม่ใช่”
“!!?”
ฉันหันมองรอบตัวที่แสงสีขาวสว่างวาบจนไม่น่ามีอะไรหลบซ่อนอยู่ได้ ทว่ากลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังก้องกังวานไปทั่วทุกทิศจนไม่อาจหาแหล่งที่มา เสียงนั้นนุ่มทุ้มทรงอำนาจจนเหมือนตัวเองถูกกดดันกลาย ๆ
“อย่ากลัวเลย เราไม่ทำอะไรเ้าหรอก ชื่อของเราคือ...อืม...เรียกเราว่าเทพเ้าก็แล้วกัน นามของเราไม่อาจเอ่ยเป็ภาษาของเ้าได้”
“พระเ้า?”
ฉันขมวดคิ้วน้อย ๆ แอบคิดว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นอะไร แต่ก็นึกได้ว่าถ้าฉันไม่บ้าหรือไม่ก็ตายไปแล้วก็คงเป็ไปได้ ซึ่งบ้านั่นตัดทิ้ง ฉันมั่นใจว่าสติฉันยังอยู่ดี แต่ตายไปแล้วนี่สิ...ดูท่าแล้วคงจะ...
...ของจริงสินะ
“เป็เกียรติยิ่งที่ชาตินี้มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ที่อยู่เหนือสรรพสิ่ง?”
ฉันพูดพลางก้มตัวลงทำความเคารพอย่างจริงใจ หากมองในแง่ดีแม้จะไม่ใช่ผู้ศรัทธาในพระเ้าแต่การได้พูดคุยก็เป็การเปิดโลกทัศน์อย่างหนึ่ง
“หืม? ไม่เลวเลย เ้าเป็คนแรกที่มายังสถานที่นี้แล้วไม่สติแตก ซ้ำยังพูดคุยกับเราราวกับเป็เื่ธรรมดา”
“ขอบคุณสำหรับคำชม แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้ท่านหรอกนะคะ”
ฉันยิ้มขมขื่น พูดจากใจจริงหาได้ประชดประชัน
อย่างที่เขาว่ากันเลยว่าต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากมายแค่ไหน ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ดวงิญญาของฉันก็คงมีแค่ตัวกับความดีและความเลวที่สั่งสมมาเท่านั้น
...น่าแปลกนะที่ฉันไม่ได้ถูกส่งไปลงนรก...
“หึ ๆ เ้านี่...น่าสนใจนะ”
เสียงทุ้มแฝงแววขบขันอยู่กลาย ๆ
“จากนี้... ฉันจะเป็ยังไงต่อไปเหรอคะ?”
ฉันถามเพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองในชาตินี้จบสิ้นแล้ว ความตายเป็เพียงจุดเริ่มต้นของบ่วงกรรมในชาติใหม่ การดิ้นรนไม่รู้จบท่ามกลางสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา
“นั่นสินะ ตอบคำถามของเราสักสองสามข้อ แล้วเราจะตัดสินชะตากรรมของเ้าเองก็แล้วกัน ตอบจากใจจริงอย่าได้โกหกเชียว”
“...”
“ไม่งั้นชาติหน้าเราอาจจะให้เ้าเกิดไปเป็หมูหมากาไก่นะเออ”
“...ล้อกันเล่นใช่มั้ยคะ?”
“คำถามแรก หากเ้าขับรถอยู่แล้วมีคนเป็ลมอยู่กลางถนนเ้าจะเลือกช่วยหรือไม่ช่วย?”
“ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ถ้าตามหลักความเป็จริงคงโทรแจ้งตำรวจให้เขามาช่วยแทน เพราะฉันไม่้าเสี่ยงเจอมิจฉาชีพค่ะ”
“สมกับเป็คนยุคสองพันนะ งั้นคำถามต่อไป...”
คำถามโลกแตกไปจนถึงคำถามไร้สาระร้อยแปดถูกยกมาถามคำถามฉันไม่รู้จบ ซึ่งฉันก็ตอบทั้งหมดไปตามที่คิด ตามหลักความเป็จริงของชีวิตจนเริ่มรู้สึกเบื่อ จากที่ยืนจนเมื่อยก็ตัดสินใจทิ้งตัวนั่งอย่างเรียบร้อยเมื่อคำถามผ่านไปถึงข้อที่ยี่สิบกว่า ๆ
“ไหนว่าแค่สองสามข้อไงคะ?”
“ใกล้แล้ว อีกไม่มากหรอก ข้อต่อไปคือ หากเ้าสามารถขึ้นครองแผ่นดิน เ้าจะยินยอมหรือไม่?”
“ไม่”
“เพราะเหตุใด?”
“ฉันไม่คิดหาภาระชิ้นโตที่มีชื่อว่าการปกครองมาวางไว้บนบ่าหรอกค่ะ ต่อให้เป็เื่สมมุติก็ไม่เอา หากจะให้ฉันใช้ชีวิตขอเป็คนธรรมดาที่ไม่มีชีวิตลำบากยากจนก็เพียงพอแล้ว”
“แล้วหากสามีของเ้าเป็จักรพรรดิ เ้าจะยินยอมฝ่าฟันอุปสรรคอยู่เคียงข้างเขาหรือไม่?”
“ถ้าเขาเป็คนที่ฉันจะสามารถเชื่อมั่นได้จากจิติญญาก็คงยอม แต่ฉันไม่คิดหรอกว่าจะมีคนที่ทำให้ฉันเชื่อมั่นจากใจได้แบบนั้น”
“เ้าไม่คิดเชื่อใจบุคคลรอบข้างเ้าเลยหรือ?”
“ใช่ค่ะ” ฉันตอบกลับอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นว่าเสียงของพระเ้านิ่งเงียบไปสักพัก ก็เข้าใจว่าควรเสริมเหตุผลต่อให้อีกฝ่าย “...ในเมื่อแม้แต่บุพการียังทิ้งลูกในไส้ตัวเองได้ลง คนแปลกหน้าที่ไหนจะยังสามารถเชื่อใจได้เล่าว่าเขาจะไม่ทิ้งเราไป”
“...เ้าเป็คนน่าสนใจ อีกนัยหนึ่งก็ช่างน่าสงสาร เราตัดสินใจแล้วว่าเ้าจะได้เกิดใหม่อีกครั้งในชาติภพที่แตกต่างไปจากยุคสมัยที่เ้าอยู่ พร้อมหรือไม่?”
“การเวียนว่ายตายเกิดมันเป็เื่ธรรมดาไม่ใช่เหรอคะ”
“มันก็ใช่ล่ะนะ เช่นนั้นเราจะถือว่าเ้าพร้อม และเพราะเราถูกใจเ้า ดังนั้นเราจะให้เ้าขอสิ่งหนึ่งที่จะติดตัวเ้าไปยังชีวิตใหม่ นึกมาสิว่าเ้าจะขออะไรจากเรา”
คำพูดของพระเ้าทำเอาฉันต้องก้มหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“อะไรก็ได้เหรอคะ?”
“ใช่”
“จะไม่ผิดคำพูด?”
“คำสัตย์ของเราไม่เคยบิดพลิ้ว”
“พอบอกได้มั้ยคะว่าที่ที่ฉันจะไปเกิดเป็ที่แบบไหน?”
“เื่นั้นไม่ได้”
“งั้น...” ฉันยกยิ้มเ้าเล่ห์ที่มักใช้บ่อย ๆ ตอนติดต่อธุรกิจ จากนั้นจึงเอ่ยปากอย่างจริงจัง “ขอทุกอย่างที่เป็ของฉันในชาติภพนี้ค่ะ!”
สิ้นคำเหมือนพระเ้าในเงามืดที่ไม่ปรากฏหน้าค่าตาอึ้งไปพักใหญ่จนกระทั่งตั้งสติได้ ถึงได้มีเสียงตวาดกลับมาดังลั่น
“ขออย่างนั้นไม่นับ!!!”
“ไม่นับได้ไง ทุกอย่างที่เป็ของฉันก็เท่ากับว่าเป็คำขอเดียว ไหนว่าพระเ้าไม่เคยตระบัดสัตย์ นี่มันหลอกลวงกันชัด ๆ นี่คะ”
“ทรัพย์สินเ้าหาใช่น้อย ๆ ซะที่ไหน!!”
“แต่มันก็เป็คำขอเดียวนี่คะ?”
ฉันยักไหล่เอ่ย ถามว่ากลัวพระเ้าจะกริ้วจนส่งไปลงนรกมั้ย ก็มีบ้าง แต่ในเมื่อสิ่งที่ขอจะเป็สิ่งจำเป็กับการใช้ชีวิตในชาติภพต่อไปมันก็จำเป็ต้องเสี่ยง
“...เ้า!! เข้าใจแล้ว เราจะให้ตามที่เ้า้า!!”
เสียงทุ้มฟังดูโกรธเคือง ทว่าพอฟังดูดี ๆ แล้วกลับมีแววขบขันในน้ำเสียงอยู่ไม่น้อย
ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่เคยปรากฏอะไรให้เห็นเลยนอกจากร่างกายของฉัน อยู่ ๆ ก็พลันมีแสงหลากสี แต่โดดเด่นด้วยสีแดงสว่างวาบ ก่อให้เกิดเป็ประตูไม้ที่รอบด้านถูกพันไว้ด้วยเถาไม้เลื้อยไม้ดอกจำนวนหนึ่ง ดูงดงามและเชิญชวนให้ยื่นมือไปเปิดประตูนั้น
ในระหว่างที่ฉันกำลังสงสัย เสียงทุ้มของพระเ้าก็เอ่ยให้ฉันได้เข้าใจชัดแจ้ง
“ประตูนั้นเชื่อมต่อกับห้วงมิติที่เราสร้างขึ้น ในนั้นจะเก็บทุกอย่างที่เป็กรรมสิทธิ์ของเ้าในชาติก่อนไว้ เพราะสิ่งของของเ้ามีมากทำให้ไม่อาจพกพา เราจึงสลักรูปภาพที่ใช้สำหรับเปิดประตูนี้ไว้บนหลังมือขวาของเ้า จะมีเพียงเ้าเท่านั้นที่เปิดได้ ทุกที่ทุกเวลาที่เ้า้า”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายฉันจึงยกหลังมือขวาของตัวเองขึ้นมาจ้องมอง ปรากฏรูปเถาไม้เลื้อยพันไปมาอย่างวิจิตรงดงามไม่ต่างจากภาพวาดภาพหนึ่ง แต่ไม่นานมันก็จะจางหายไป
“เมื่อเ้าไม่ได้ใช้ตรานั้นจะหายไปไม่อาจพบเห็น ทว่าเมื่อเ้าเรียกใช้ประตูมิติตรานั้นจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง”
“แล้ววิธีใช้ล่ะคะ?”
“เ้าไม่ได้เปิดมันทั้ง ๆ ที่พึ่งเกิดแน่นอน เราจะเป็คนไปสอนเ้าเองเมื่อถึงเวลาอันสมควร เอาล่ะ เราจะส่งเ้าไปล่ะนะ”
“เดี๋ยวค่ะ! แล้วน้องสาวของฉัน...?”
“นางมาที่นี่ก่อนเ้า และเราก็ได้ให้นางไปเกิดใหม่แล้ว ทว่าไม่ใช่ในยุคสมัยเดียวกันกับเ้า ในชาติภพใหม่ เ้าและนางหาได้มีชะตาร่วมกัน ดังนั้นจงอย่าได้ห่วงไป”
“...”
ฉันไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่คาดหวังว่าในชาติต่อไปที่ไม่มีฉันคอยช่วย เฟิ่งเสวี่ยจะสามารถมีชีวิตที่ดีได้ อย่าได้ผิดพลาดอย่างชาติภพนี้ ให้เธอได้มีครอบครัวที่สั่งสอนให้เธอเติบโตได้ดีกว่าที่ฉันทำ
“ถ้าเช่นนั้นจงไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเ้าตามที่ใจปรารถนาเถิด จงจำไว้ว่าชีวิตเป็ของเ้า จะเลือกเดินทางไหน มีเพียงเ้าที่เป็ผู้กำหนด”
“...”
“โชคชะตาหาได้ควบคุมชะตากรรมของเ้าหรอกนะ”
สิ้นเสียงทุ้ม รอบข้างที่มืดสนิทพลันกลายเป็สีขาวแสบตา พร้อม ๆ กับสติของฉันที่ดับวูบไป
หลังจากที่หมดสติไปไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ฉันก็ได้สติขึ้นอีกครั้ง เมื่อลืมตาก็พบกับภาพเบลอ ๆ พร่า ๆ ไม่อาจจับจุดโฟกัสใด ๆ ได้ เมื่อพยายามจะขยับตัวก็กระดิกไม่ออก เหมือนกับทั้งตัวถูกผ้าผืนหนารัดจนขยับไม่ได้ พอจะออกเสียงพูด เสียงของตนเองก็กลายเป็เสียงแอะ ๆ แอ้ ๆ ของ...
...ทารก?
ทารกเหรอ!?
"แอ้! แอ้!"
เมื่อลองส่งเสียงร้องหลายรอบเข้าฉันก็มั่นใจว่าเสียงทารกร้องที่ได้ยินคือเสียงของตัวเอง อีกทั้งหลังจากดิ้นจนแขนหลุดจากผ้า ภาพมือเล็ก ๆ นุ่ม ๆ ของทารกก็ปรากฏแก่สายตาที่ยังคงปรับโฟกัสไม่ได้
ในขณะนั้นเองฉันก็เห็นเงาร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังก้มมองมาที่ฉัน ฝ่ายหญิงมีแววเหนื่อยล้าแต่ยังคงไปด้วยความงดงามผุดผาด น้ำเสียงอ่อนหวานแหบระเรื่อนิด ๆ ในขณะที่ฝ่ายชายองอาจสมชายชาตรี ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มสง่างามดวงตาดุดันฉายแววรักใคร่ น้ำเสียงนิ่งเรียบนั้นมีความยินดีปรากฏอยู่ไม่น้อย
หรือว่าคนตรงหน้าคือ...พ่อ...กับ...แม่
"ท่านพี่คะ ดูสิ ลูกช่างน่าเกลียดน่าชังนัก ไม่ทราบว่าท่านคิดชื่อให้นางไว้หรือไม่?"
"แน่นอน ชื่อของนางคือ 'เฟิ่งปิง' "
"ช่างไพเราะนัก 'หยาง เฟิ่งปิง' ปิงเอ๋อร์ของแม่"
"เ้ารู้หรือไม่ว่าชื่อนี้ฝ่าาทรงเป็ผู้พระราชทานให้นางด้วยตนเอง พระองค์กล่าวว่าพระองค์ฝันเห็นพระโพธิสัตว์เป็ผู้มาบอกกล่าวนามนี้ให้แก่พระองค์ทราบ ว่านามนี้มีเพื่อนางโดยเฉพาะ"
"จริงหรือเ้าคะ แปลว่านางต้องเต็มไปด้วยโชคลาภวาสนาเป็แน่แท้"
เสียงพูดคุยยังคงดังต่อไปเป็ระยะ ๆ โดยที่ฉันไม่ได้ส่งเสียงขัดอะไร เพราะ้าเก็บข้อมูลเงียบ ๆ
ตอนนี้ฉันมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นบ้างแล้ว เท่าที่สังเกตได้ที่นี่คงเป็จีนสมัยโบราณ เพราะลักษณะการแต่งตัวของคนที่ได้ชื่อว่าพ่อแม่ ชุดพวกนั้นเหมือนในหนังจีนสมัยเก่า ภาษาที่พวกเขาพูด แถมห้องถูกทำให้สว่างด้วยตะเกียง ประตูเป็ประตูไม้ปิดช่องด้วยกระดาษ แค่นี้ก็ไม่ต้องเดาเลยว่าฉันเกิดมาในยุคสมัยไหน
...ในยุคที่ไม่มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกสบายใด ๆ เลยแบบนี้ ต้องถือว่าฉันขอพรได้ถูกเื่จริง ๆ
‘ถูกต้องเ้าขอพรได้ฉลาดแกมโกงมาก! อีกทั้งดูท่าแล้วสมองของเ้าจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะกลายเป็ทารกสินะ’
เสียงทุ้มที่ได้ฟังจนคุ้นชินก่อนจะหมดสติไปนั้นไม่ได้ทำให้ใแต่อย่างใด ฉันพยายามสื่อสารแต่ไม่ว่ายังไงก็ยังคงเป็เพียงเสียงของทารกที่ฟังไม่ได้ศัพท์
“แอ้!! แง้~!”
“โอ๋ ๆ ลูกแม่ เป็อะไรไปจ้ะ”
คนเป็แม่รีบอุ้มลูกขึ้นปลอบเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าลูกงอแงแปลก ๆ
‘ไม่ต้องตอบเราหรอก ฟังเราอย่างเดียวก็เพียงพอ’
‘...’
ฉันหยุดร้องและตั้งใจฟังในบัดดล แม้ในใจจะมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดให้เต็มไปหมดก็ตามที
‘เรามาเพื่อเตือนว่าทุกสิ่งที่เ้านำมาด้วยพร นับได้ว่าเป็สิ่งที่ไม่มีอยู่ที่นี่ ดังนั้นหากจะนำอะไรออกมาก็คิดให้ดีเสียก่อน แต่ด้วยมันสมองของเ้าแม้ไม่มีคำเตือนของเราเ้าก็คงคิดได้เอง’
‘...’
‘ในชาติภพนี้สิ่งต่าง ๆ จะแตกต่างกับชาติภพที่เ้าจากมาโดยสิ้นเชิง แต่ด้วยสติปัญญาของเ้า ไม่ช้าไม่นานเ้าก็จะสามารถเรียนรู้เื่ราวในโลกใบนี้ได้แน่ ๆ’
‘...’
‘เมื่อเ้าอายุครบสามขวบข้าจะมาหาเ้าอีกครั้ง เพื่อสอนให้เ้ารู้จักวิธีใช้ประตูมิตินั่น’
‘...’
พระเ้าเงียบไปเพียงนิดเดียว ประตูไม้ก็ถูกเปิดออก ร่างเล็กของเด็กชายสองคนวิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียง ทั้งสองอยู่ในชุดนอนไม่ค่อยจะเรียบร้อย ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ทว่าแววตากลับกระจ่างใสซ้ำยังยิ้มกว้าง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ น้อง...น้อง... น้องคลอดแล้วหรือ?”
เด็กชายทั้งสองขึ้นปีนขึ้นเตียงของมารดา พยายามยืดคอมองร่างของฉันที่อยู่ในหอผ้า มือเล็กกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะััร่างของทารก
“หวา~ น้อง...ตัวเล็กจังเลย”
“ข้าบอกให้พวกเ้าไปนอนอย่างไรเล่า”
“ท่านแม่คลอดน้องเช่นนี้ แล้วพวกข้าจะนอนหลับได้อย่างไรล่ะขอรับ ท่านพ่อ ๆ น้องเป็ชายหรือหญิงขอรับ?” เด็กชายตัวโตกว่าหันไปถามบิดา
“สตรี นามว่าหยางเฟิ่งปิง”
“นางน่ารักมากเลย”
เด็กชายตัวเล็กกว่ายื่นนิ้วมาตรงหน้าฉันแล้วค้างไว้อย่างนั้นเพราะไม่กล้าัั กลัวว่าทารกน้อย ๆ ที่ดูเปราะบางจะแตกหักหากเขาััแรงไป
ฉันใช้มือเล็ก ๆ ของตัวเองคว้านิ้วของเด็กชายตรงหน้าไว้ พลันเด็กชายก็ฉีกยิ้มกว้างเข้าไปใหญ่แล้วหันไปโอ้อวดกับพี่ชายอีกคน
“หย่งเลี่ย ดูสิ ๆ นางจับนิ้วข้าด้วย!”
“หย่งสือขี้โกง”
คนเป็พ่อและแม่หัวเราะกับท่าทีงอน ๆ ของลูกชายคนโต ส่วนคนรองนั้นหาได้ใส่ใจซ้ำยังโอ้อวดว่าน้องสาวติดตัวเองมากกว่าพี่ชายยิ่งกว่าเก่า
ช่างเป็ครอบครัวสุขสันต์ แม่ที่ใจดี พ่อที่คอยดุ พี่ชายที่คอยปกป้อง มันทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน จนเผลอยิ้มอย่างไม่ทันรู้ตัว
“ว้าว น้องยิ้มแล้ว!”
‘...ชาตินี้เ้ามีแล้วนะ ครอบครัวที่จะรักและปกป้องเ้ายิ่งกว่าใคร ๆ คนที่จะไม่มีวันทรยศหักหลังเ้า อ้อนพ่ออ้อนแม่ให้สมใจอยากเถอะนะ’
...เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง คล้ายกับกำลังปลอบประโลมเด็กน้อยที่หลบไปร้องไห้อยู่มุมห้อง
...ครอบครัวที่อบอุ่น...
สิ่งที่คอยเฝ้าฝันถึงมาตลอดแต่ไม่เคยได้มา ฉันตัดสินใจได้ในเวลานั้นเอง
ไม่ว่าชาตินี้จะเป็อย่างไร แต่ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทำทุกอย่างที่อยากทำให้คุ้มค่าที่ได้ชีวิตใหม่มาอีกครั้ง
...แต่คนอายุสามสิบต้องมาดูดนมแม่...เอาจริง!?
ดรุณีน้อยร่างเล็กยืนอยู่ใต้เงาร่มไม้ใหญ่ นางเพียงยืนนิ่งเฉยเหม่อมองไปยังกำแพงที่สูงเกินอายุไปมากโขด้านหน้า รอบข้างมีสาวใช้แรกรุ่นสองคนยืนรอปรนนิบัติรับใช้อยู่ไม่ห่าง ไม่นานเสียงเรียกทุ้มใสของเด็กชายก็ดังมาจากด้านหลังไม่ใกล้ไม่ไกล
“ปิงเอ๋อร์ กลับเข้ามาเถิด ประเดี๋ยวท่านแม่จะเป็ห่วง”
ดรุณีน้อยหันหลังกลับไปยังต้นเสียง ส่งยิ้มพร้อมกับเอ่ยตอบด้วยเสียงไพเราะราวกับเสียงระฆังแก้วให้กับเด็กชายสองคนที่วิ่งเข้ามาหา ไม่ต่างจากดอกไม้แรกแย้ม
“ปิงเอ๋อร์ทราบแล้ว”