‘ช่วยข้าด้วย’
‘ช่วยข้าด้วย’
‘ช่วยข้าด้วย’
“เฮือก!!!”
กลางดึกคืนหนึ่งของปีพุทธศักราช 2225 หญิงสาวชาวฟรองเซ (ฝรั่งเศส) อายุราว 20 ต้นๆสะดุ้งตื่นขึ้นบนแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ไรผมหยักศกสีน้ำตาลไหม้ชุ่มด้วยเหงื่อแม้อากาศในเดือนห้า(ในที่นี้คือกุมภาพันธ์) จะห่างไกลจากคำว่าร้อนสำหรับดินแดนนี้มากนักดวงตากลมโตสีน้ำทะเลสอดส่ายหาที่มาของเสียงประหลาดที่เพิ่งบุกรุกห้วงนิทราของเธอหากแต่ไม่พบใครอื่นนอกจากเพื่อนสาวร่วมมุ้งนอนเดียวกันที่กำลังลืมตาแป๋วมองเธออยู่ข้างๆ
“เป็อะไร โอฟีลีย์ เมื่อกี้สะดุ้งซะมุ้งแทบขาด ฝันร้ายรึไง” เพื่อนร่วมห้องเอ่ยถาม เธอเป็หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับโอฟีลีย์ผมตรงยาวสีทองสว่างและดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างทำให้เธอดูราวกับสุภาพสตรีชั้นสูงของยุโรป
“โซเฟีย เมื่อกี้เ้าได้ยินเสียงผู้ชายขอให้ช่วยมั้ย” หญิงสาวตาสีน้ำทะเลตอบกลับด้วยคำถาม
“ไม่นะข้าได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรเนี่ย...หรือว่า...เ้าจะถูกผีสยามหลอกเข้าให้แล้ว!เขาว่ากันว่า ผีสยามชอบร้อง ‘ช่วยด้วยๆ’ อะไรแบบนี้ด้วยซี่--โอ๊ย!” หมอนขนเป็ดคู่กายของโอฟีลีย์ที่อุตส่าห์หอบข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากบ้านเกิดลอยเข้าปะทะหน้าโซเฟีย
“ผีเผออะไรล่ะ พระเ้าไม่ได้สอนให้เชื่อเื่ผีสักหน่อย”
“งั้นอาจจะเป็เสียงปีศาจจากบ้านเราที่ติดเรือสำเภามาเที่ยวอยุธยาก็ได้นา--แอ้ก!”
“ถ้าเ้าไม่ได้ยินอะไรละก็นอนต่อไปเลยไป!” หญิงสาวมองค้อนคว้าหมอนทุบหน้าเพื่อนไปอีกตุ้บ
“จ้าๆ เ้าก็รีบนอนล่ะอย่าลืมว่าพรุ่งนี้เราต้องรีบไปซื้อกระดาษที่ตลาดกันแต่เช้าก่อนถ้าตื่นสายเดี๋ยวกลับไปสอนไม่ทัน ห้าววว”
“อื้ม” โอฟีลีย์ยิ้มอย่างระอาใจให้เพื่อนสาวผู้ไม่เคยวิตกกังวลอะไรที่กลับไปนอนต่ออย่างสบายใจทิ้งเธอให้นั่งตาค้างอยู่คนเดียว
‘ช่วยข้าด้วย’
เสียงที่อัดแน่นด้วยความหวาดกลัวและสับสนนั้นแจ่มชัดจนยากจะปักใจว่าเป็เพียงความฝันหรือหูแว่วไปเองไม่ว่ามันจะเป็เสียงผีหรือเสียงปีศาจหรือไม่แต่มันก็ทำให้หญิงสาวฟุ้งซ่านจนข่มตานอนต่อไม่หลับเธอกุมสร้อยไม้กางเขนที่อกไว้แน่นเพื่อเตือนใจว่าเธอมีพระเ้าอยู่กับเธอเสมอและเรือนแห่งนี้ก็เป็ถึงเรือนพักมิสซัง (มิชชันนารี หรือผู้ได้รับหน้าที่สอนและเผยแผ่ศาสนาคริสต์) หากมีภูตผีปีศาจหลุดเข้ามาล่ะก็เ้าผีนั่นต้องโดนรุมสวดจนอยากรีบไปเกิดใหม่แน่นอน นอกจากนี้เธอก็ไม่เคยสามารถติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้มาก่อนในชีวิต อยู่ๆคงไม่มามีญาณััอะไรเอาตอนนี้
“แอออออออออ๊!!!!!”
ทันใดนั้นอยู่ๆ เสียงกรีดร้องเล็กแหลมก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังเรือน โอฟีลีย์สะดุ้งสุดตัวรีบจุดตะเกียงแล้วคว้าผ้าคลุมวิ่งลงจากเรือนไม้ยกพื้นสูงกันน้ำท่วมแบบชาวสยามไปหาเ้าตัวการของเสียงที่เธอคุ้นเคยดี
“Mon Dieu!(พระเ้า) ลูธ! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!?!”
โอฟีลีย์ร้องเรียกสัตว์เลี้ยงคู่ใจพลางเดินตามเสียงสวบสาบที่ดังมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆกระทั่งเจอเงาวูบไหวสองเงากำลังฟัดกันอยู่ในความมืด ไม่ทันที่เธอจะได้ทำอะไรเ้าของเงาทั้งสองก็พากันกลิ้งออกมาจากพุ่มไม้ปรากฏร่างของชายวัยต้นสามสิบในชุดเครื่องแบบสีดำขลิบแดง หอบข้าวของพะรุงพะรังผมหยักศกยาวประบ่าดูกระเซอะกระเซิงไม่เป็ทรงหน้าตาโหลเหลเหมือนอดหลับอดนอนอยู่เป็นิจ ผิวซีดเซียวเหมือนไม่ค่อยโดนแสงแดดและที่สำคัญ คอของเขามีนากตัวเขื่องงับอยู่จนเืท่วม
“ว้ากกกกก ออกไปสักทีสิไอ้นากบ้า!!!” ชายคนนั้นร้องโวยวายพยายามกลิ้งตัวบนพื้นเพื่อสลัดคมเขี้ยวที่คอให้หลุดแต่ทำอย่างไรเ้านากตัวใหญ่ก็ไม่ยอมปล่อย ครั้นจะฉวยหยิบมีดที่เหน็บไว้ที่เอวมาใช้ก็โดนเ้านากเอาหางฟาดจนมีดหลุดมืออย่างง่ายดาย
“ลูธ พอแล้ว เดี๋ยวเขาก็ตายหรอก!” โอฟีลีย์ร้องห้ามสัตว์เลี้ยงของตัวเอง
“แอ๊ะ แอ๊ะ” ในที่สุดตัวนากที่ชื่อลูธก็ยอมปล่อยคอของชายผู้โชคร้ายแล้วเดินมาอ้อนให้โอฟีลีย์อุ้มเหมือนอย่างเคย
“ไม่ต้องมาอ้อนเลยลูธ เืเปรอะขนาดนั้นข้าไม่อุ้มหรอก” หญิงสาวปรามเ้านากเสียงดุ ก่อนจะนั่งยองลงข้างชายในเครื่องแบบหมายจะช่วยประคองเขาให้ลุกขึ้น “ข้าขอโทษแทนลูธด้วยมันค่อนข้างจะหวงถิ่นน่ะจ้ะ เดี๋ยวข้ารีบทำแผลใ--”
ชายแปลกหน้าปัดแขนโอฟีลีย์ที่ยื่นมาประคองเขาแล้วผลักเธอออกไปอย่างไม่ไยดีเขาแค่เอามือปิดแผลที่โดนกัดจนเืพุ่ง ลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะเดินหนีไปแต่โอฟีลีย์ก็หยุดเขาเอาไว้ก่อน แวบหนึ่งเธอคิดในใจว่านี่อาจจะเป็เ้าของเสียงเรียกให้ช่วยที่เธอได้ยินก็ได้
“เดี๋ยวก่อนสิ! ถ้าเ้าไปทั้งแบบนั้น ได้เืออกตายกลางทางแน่มาให้ข้าทำแผลให้ก่อนเถอะ”
“เหอะ! หมอผีของทางการอยุธยาอย่างข้า ไม่้า...อึก...ให้แหม่มต่างเมืองอย่างเ้ามาช่วยหรอก”ว่าแล้วเขาก็ล้วงย่ามคู่กายมืออันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินหยิบว่านบางอย่างขึ้นมาเคี้ยวแล้วนำไปพอกกดแผลไว้ปากก็บริกรรมคาถาไปด้วยอย่างอ่อนแรง แล้วเืจากาแของเขาก็ค่อยๆหยุดไหลได้สมราคาคุย
โอฟีลีย์มองอย่างทึ่งๆั้แ่เธอมาที่เมืองอยุธยาเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นหมอผีแดนสยามตัวเป็ๆหรือวิชาเหนือธรรมชาติของภูมิภาคนี้สักครั้งเพราะคณะมิสซังของเธอเข้มงวดเื่การยุ่งเกี่ยวกับลัทธิที่พวกเขาเห็นว่า ‘นอกรีต’ มาก
“งั้นหมอผีของทางการอย่างเ้า มาด้อมๆ มองๆ อะไรแถวเรือนมิสซังอย่างพวกเราตอนกลางค่ำกลางคืนกันล่ะ”โอฟีลีย์ถาม
“ข้าเป็หมอผีถ้าไม่ให้ทำงานตอนกลางคืนแล้วจะให้ข้าไปทำตอนรุ่งเช้าแข่งกับพระสงฆ์หรือไงอีกอย่าง ข้าก็แค่ผ่านทางมา ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้นากบ้านี่มาลอบกัดข้าข้าก็ไม่อยากเฉียดมาใกล้ที่พักพวกคริสตังให้ของเสื่อมหรอก”
“แออออรรร่!!!” ลูธส่งเสียงขู่เหมือนรู้ว่ากำลังโดนด่าจนชายหมอผีสะดุ้งโหยง รีบวิ่งหนีไป ปากก็บ่นมุบมิบว่านากผีอะไร แรงเยอะอย่างกับหมี
ก่อนที่เขาจะหายลับตาไปในความมืดโอฟีลีย์สังเกตว่ารองเท้าหนังของเขาเขลอะฝุ่นดินไปหมด ราวกับเพื่งไปขุดดินมาเมื่อเธอมองส่องตะเกียงไปทางพุ่มไม้ที่ก่อนหน้านี้ลูธกับชายคนนั้นโผล่ออกมาก็เห็นจอบที่ควรจะถูกแขวนไว้ใต้ถุนเรือนมิสซังตกอยู่และมีร่องรอยเพิ่งถูกใช้งานจริงๆ เสียด้วย
“ที่บอกว่าไม่อยากมาตรงนี้น่ะ โกหกนี่นา” โอฟีลีย์รำพึงกับตัวเองขณะเดินไปหยิบจอบเริ่มรู้สึกคิดผิดที่ยอมปล่อยผู้บุกรุกไปง่ายๆ
แต่ในขณะที่โน้มตัวลงไปจะหยิบจอบนั่นเองแสงตะเกียงของเธอก็ตกต้องกับบางสิ่งที่ดูแปลกตาเมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็ภาชนะอะไรสักอย่างทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยวขนาดพอดีมือฝาโลหะที่ปิดอยู่้ามีลายอักษรขอมโบราณประทับอยู่ มีเงี่ยงยื่นออกมาจากฝาไว้สำหรับกดเปิดตัวภาชนะทำด้วยเขี้ยวสัตว์ ดูจากขนาดแล้ว น่าจะเป็เขี้ยวเสือโคร่ง
“ของหมอผีคนนั้นทำตกไว้แน่เลย”
“แอ๊ะ แอ๊ะ” ลูธส่งเสียงเหมือนเห็นด้วย
“เ้านี่ก็นะ เห็นหน้าตาน่ารักน่าชังแบบนี้ แต่ดุกว่าหมาเฝ้าเรือนตัวไหนๆที่ข้าเคยเจอเลย” โอฟีลีย์หัวเราะคิกพลางจิ้มหัวเ้านากเบาๆอย่างหมั่นไส้ “ตัวคาวคลุ้งไปหมดเลยเ้าน่ะลงน้ำไปล้างเืก่อนไป”
ลูธได้ฟังเ้านายสาวแบบนั้นก็วิ่งฉิวไปที่ท่าน้ำข้างเรือนอย่างรู้ความ
นากแสนรู้ตัวนี้โอฟีลีย์เคยช่วยมันไว้ตอนโดนฝูงสุนัขรุมกัดั้แ่เธอเพิ่งมาอยุธยาใหม่ๆชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นไม่มีใครสนใจต่างบอกว่าหมามันก็ชอบวิ่งไล่นากเป็ปกติ เธอจึงรับมันมารักษาดูแลอย่างดีหลังจากแผลหาย แม้เธอจะปล่อยมันไป แต่มันก็วนเวียนมาอยู่กับเธอตลอดไม่เคยหนีหายไปไหน สงสัยจะติดใจรสปลาปิ้งที่เธอให้กินจนลืมรสปลาสดไปเสียแล้วเธอจึงคอยดูแลมันเรื่อยมา...ไม่สิ ต้องเรียกว่ามันคอยดูแลเธอมากกว่าก็กับคนแปลกหน้าน่ะ มันดุยิ่งกว่าหมาซะอีกนี่นะ
ด้วยความขี้อ้อนและแสนรู้พวกมิสซังที่เรือนนี้ก็เลยต่างเอ็นดูมันและยินดีต้อนรับให้มันอยู่ที่นี่ด้วยจะได้ไม่ต้องไปโดนหมาที่ไหนไล่กวดอีก และความที่ทุกคนต่างพร้อมใจกันเรียกมันว่า ‘ลูธ’ ที่แปลตรงๆ ว่า ‘ตัวนาก’ในภาษาฟรองเซเ้าลูธก็เลยได้ชื่อเรียกที่สิ้นคิดนี้เป็ชื่อตัวเองไปโดยปริยาย
“ของแบบนี้ใส่อะไรได้กันนะ” หญิงสาวกลับมาสนใจภาชนะในมือนิ้วเรียวไล้ไปตามผิวเรียบลื่นของเขี้ยวสัตว์ั้แ่ปลายสุดคมเขี้ยวไปถึงฝาสลักอย่างอดทึ่งไม่ได้เธอนึกไม่ออกเลยว่าเ้าของเขี้ยวที่ใหญ่ขนาดนี้จะตัวใหญ่ขนาดไหนสิ่งที่หมอผีชาวสยามจะใส่ไว้ในภาชนะที่ดูทรงพลังขนาดนี้ก็คงหนีไม่พ้นสิ่งนั้น…
“เดี๋ยวก่อน ไม่ว่าอะไรจะอยู่ในเขี้ยวเสือนี่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าควรไปยุ่งเกี่ยวนี่นาพระเ้าโปรดให้อภัยในความอยากรู้อยากเห็นของลูกด้ว--”
แปะ!!!
“ว้าย!!!”
ในขณะที่โอฟีลีย์กำลังอยู่ในภวังค์ความคิดมือหนักๆ ก็ถูกตบลงมาบนไหล่เธอจากด้านหลัง โอฟีลีย์สะดุ้งสุดตัวนิ้วมือที่ค้างเติ่งอยู่ที่เงี่ยงสลักเผลอกดลง ทำให้ฝาสลักถูกเปิดออก
วินาทีเดียวกับที่ฝาสลักถูกเปิดลมหอบใหญ่ที่ไร้ที่มาก็พัดวูบจนไฟในตะเกียงแทบดับ โอฟีลีย์ทิ้งภาชนะในมือทันทีเธอหันหลังขวับไปหาคนที่กำลังจับไหล่เธออยู่ มือปิดปากแน่น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างมองผู้ที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างตระหนก
“ใอะไรขนาดนั้นโอฟีลีย์ นี่ข้าเอง จะออกมาฉี่น่ะแต่เผอิญเห็นเ้าพูดอะไรอยู่คนเดียวเลยเดินมาดู...ว่าแต่ เมื่อกี้มันลมอะไรน่ะฝนจะตกหรือไงนะ”
“ซะ...โซเฟีย...ที่ด้านหลังข้า...มะ...มีอะไรอยู่ไหม” โอฟีลีย์ถามปากคอสั่น โซเฟียชะโงกหน้าข้ามไหล่โอฟีลีย์ไป มองซ้ายมองขวาก่อนจะตอบ
“ก็...มี...”
“มีอะไร!?!”
“มีต้นไม้ใบหญ้า จอบอันหนึ่ง หมอกจางๆ แล้วก็ความมืด--โอ๊ย” ได้ยินคำตอบแบบนั้น โอฟีลีย์ก็ฟาดมือไปที่แขนเพื่อนป้าบใหญ่
“เ้านี่ก็ คนกำลังเครียดๆ อยู่”
“เครียดอะไรขนาดน้าน ข้าไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติเลย...เ้าอะไรหรือเปล่าทำตัวแปลกๆ มาั้แ่ตอนอยู่บนเรือนแล้วนะ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจพรุ่งนี้ตอนไปสอนก็แวะสวดมนต์เสียหน่อยสิ เผื่อใจจะสงบขึ้น” โซเฟียแนะนำด้วยคำพูดที่ดูเป็งานเป็การที่สุดในรอบวันโอฟีลีย์ถอนหายใจ แต่ก็ตกปากรับคำแต่โดยดี
“งั้นข้าไปฉี่ละนะ ไม่ไหวแล้ววว” พูดจบโซเฟียก็เดินจากไปทิ้งให้โอฟีลีย์อยู่คนเดียวอีกครั้ง
แต่ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศยามดึกสงัดที่วังเวงเป็ทุนเดิมอยู่แล้วหรือเพราะความฟุ้งซ่านของเธอเองโอฟีลีย์ถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่กับเธอที่นี่ด้วยหญิงสาวจึงหันกลับไปมองรอบตัวอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็เป็อย่างที่โซเฟียบอกนอกจากทิวทัศน์ของโลกราตรีแล้ว เธอก็ไม่ได้มองเห็นสิ่งผิดปกติอื่นใด
“เฮ้อออ คิดมากไปเองกระมัง”
โอฟีลีย์ปลอบใจตัวเองก่อนจะก้มลงไปเก็บภาชนะเขี้ยวเสือที่ฝายังเปิดอ้ากะว่าจะเก็บมันเอาไว้ก่อนแล้วค่อยส่งคืนให้หมอผีแปลกหน้าเมื่อเขากลับมาหาของที่ทำตกไว้และจะได้ถามให้รู้เื่ด้วยว่ามาขุดดินแถวนี้ทำไม
ก่อนที่มือบอบบางจะกดปิดฝาภาชนะลึกลับเธออดไม่ได้ที่จะส่องมองสิ่งที่ถูกเก็บกักอยู่ภายในแต่ก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากความดำมืดชวนให้คิดว่าสิ่งที่เคยอยู่ในนี้ได้หลบหนีออกไปแล้วพร้อมลมหอบใหญ่ตอนที่เธอเปิดฝาออก...แล้วถ้าสิ่งที่หลุดออกไปเป็ปีศาจร้ายล่ะ?
“อึก...คือ...ข้าไม่รู้ว่าข้าเผลอปลดปล่อยอะไรไปหรือเปล่า ตะ...แต่ถ้าใช่ได้โปรดกลับมาเถอะนะ อย่าออกไปตระเวนเบียดเบียนใครเลย” โอฟีลีย์หลับตาอธิษฐานอย่างซื่อตรงกับเขี้ยวเสือในมือก่อนจะบรรจงปิดฝาโลหะของมันลง
ทันทีที่ฝาภาชนะกำลังแง้มปิดมิสซังสาวก็รับรู้ได้ว่าสิ่งที่อยู่ในมือเธอเริ่มสั่นระรัวกระแสลมแปลกประหลาดถูกดูดเข้าสู่สลักอย่างรุนแรงโอฟีลีย์ยื่นมันออกไปให้ไกลตัวอย่างหวาดกลัวริมฝีปากเม้มแน่นเพื่อสะกดเสียงกรี๊ดของตัวเองไม่ให้เล็ดลอดออกมาปลุกคนทั้งเรือนชั่ววูบหนึ่ง หญิงสาวรู้สึกเหมือนเสียงลมที่หวีดหวิวอยู่นี้ช่างฟังคล้ายเสียงครวญขอความช่วยเหลือที่เธอได้ยินผ่านห้วงนิทรา
‘ม่…...ช่...วย…...ว...ย’
โอฟีลีย์ขนลุกซู่สติกระเจิดกระเจิงจนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญได้แต่ถือเขี้ยวเสือนิ่งค้างไม่ไหวติงจนฝาโลหะปิดสนิทลง และความเงียบสงัดของรัตติกาลกลับมาปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง
ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในความคิดมิสซังสาวสมองของเธอบอกว่าควรทิ้งของอาถรรพ์ของหมอผีสยามนี่ไปเพราะเธอกำลังพาตัวเองมายุ่งเกี่ยวกับ ‘สิ่งนอกรีต’ ที่เธอไม่ควรมาพัวพันด้วยอย่างยิ่งพลันภาพเสาไม้กางเขนสองเสาที่ไฟลุกโชนก็แวบเข้ามาในห้วงคำนึงจนหญิงสาวต้องรีบสะบัดหัวสลัดมันทิ้งไปแต่ใจเธอกลับรู้สึกเย็นเยียบเมื่อคิดว่าต้องละทิ้งเ้าของเสียงขอความช่วยเหลืออันปวดร้าวที่มีเพียงเธอที่ได้ยิน
“ยัง ยังไม่ไปนอนอีก!” โซเฟียแหวมาแต่ไกลดึงโอฟีลีย์ออกจากภวังค์แห่งความสับสน มือบอบบางรีบเก็บภาชนะเขี้ยวเสือซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุมแล้ววิ่งไปหาเพื่อนรักทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น