“เตาผิงมาแล้วเ้าค่ะ”เสียงเล็ก ๆ ของสาวใช้นางหนึ่งชวนให้กงหนุ่มหลุดออกจากห้วงภวังค์แห่งความคิดอย่างฉับพลัน
“เข้ามา”เขาหมาดคอเล็กน้อยก่อนจะอนุญาตให้นางแง้มประตูเข้ามาด้านใน
เ้าบ้านหนุ่มชำเลืองมองสาวใช้ตัวน้อยที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดเตาผิงอย่างตั้งใจเหวยจื่อเหวินคล้ายมีเื่อยากถาม แต่ก็ไม่ถามออกไปเสียทีที่เขาปล่อยให้บรรยากาศรอบกายเงียบงันไปครู่หนึ่ง เพราะกำลังชั่งใจอยู่ว่าหากพูดประโยคนั้นออกไป มันจะเป็การทำให้บ่าวไพร่เข้าใจผิดไปในทำนองที่ว่าตนนั้นรักใคร่และเสน่หาในตัวภรรยายิ่งยวดจนต้องถามถึงแต่นางทั้งที่เพิ่งห่างกันได้แค่ไม่กี่ชั่วยามหรือไม่
ครั้นสาวใช้นางนั้นจวนจะละตัวออกไปกงหนุ่มที่อมพะนำอยู่แต่แรก จึงอ้าปากโพล่งถามขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ตอนนี้...สตรีนางนั้น... นางกำลังทำอันใดอยู่?”
"นะ...นะนางนั้น?นายท่านหมายถึงนางไหนหรือเ้าคะ?"
สาวใช้ผู้ไร้เดียงสาตอบกลับด้วยน้ำเสียงไขสือทั้งยังก้มหน้าขณะพูด ท่าทางดูเงอะงะไม่ได้เื่เพียงเท่านี้จื่อเหวินก็ทำท่าดุนางไม่ลงเพียงแต่ไม่อาจสลัดน้ำเสียงหยาบห้วนเมื่อกล่าวถึงฮูหยินได้
"ข้าหมายถึงหลินซูเฟยตกลงว่านางมัวทำอันใดอยู่ ได้ก่อเื่อันใดในจวนของข้าหรือไม่?"
จื่อเหวินหมาดคอกระแอมไอเล็กน้อยแล้วดันน้ำเสียงให้ดูห้วนกระด้างที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อบ่งบอกให้ผู้ฟังรับรู้ได้เอง ว่าการที่เขาถามถึงฮูหยินในครานี้เพียงแค่อยากสอดส่องความสงบเรียบร้อยของคนในจวนก็เท่านั้นหาได้สนอกสนใจในการเป็อยู่ของนางเสียหน่อย
“ฮูหยินน้อยกำลังนอนพักผ่อนอยู่ในเรือนใหญ่เ้าค่ะ”
‘เหอะ!มาอาศัยชายคาผู้อื่นอยู่ นอกจากไม่เอาใจสามี ไม่ทำหน้าที่ภรรยาไม่นึกทำประโยชน์อันใด ยังนอนี้เีอีกหรือนี่ ช่างเป็สตรีที่ไร้ค่านักเป็เช่นนี้ยังมีหน้ามาบอกว่าข้าสอบตกวิชาความเป็สามีงั้นหรือดูท่าว่าจะเป็นางซะมากกว่าที่สอบตกวิชาของการเป็ภรรยา’
เ้าบ้านหนุ่มเผลอรำพึงรำพันแล้วเผลอก่นด่าเกือบทุกครั้งที่นึกถึงหลินซูเฟยเขาอดไม่ได้ที่จะพูดจากระแนะกระแหนฮูหยินของตัวเองแม้แต่ยามที่ไม่รู้จะก่นด่าให้ผู้ใดฟังเขายังอุตส่าห์ก่นด่าอยู่ในใจให้ตนเองได้ฟังอีกทอดหนึ่งนับเป็บุรุษที่เ้าคิดเ้าแค้นเสียจริง
“แล้วเ้ายังจะยืนเซ่ออะไรอยู่อีกหมดธุระแล้วก็ไสหัวออกไปเสีย”
จื่อเหวินหงุดหงิดให้หลินซูเฟยแล้วก็พาลไปลงที่สาวใช้จนได้ด้วยท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่านของเ้านายหนุ่มจึงทำให้สาวใช้ผู้ไร้เดียงสาเข้าใจผิดคิดไปเองว่าผู้เป็นายอาจกำลังคิดถึงฮูหยินน้อย และ้าพบหน้าฮูหยินผู้งดงามก็อาจจะเป็ได้
นางมีนามว่าหมานเจียงเป็สาวใช้คนใหม่ จึงไม่ค่อยรู้ประสีประสา และอ่านใจเ้านายไม่ค่อยออก
ด้วยอยากให้ผู้เป็นายอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยนางจึงรวบรวมความกล้า แล้วถือวิสาสะเปิดปากพูดโต้ตอบ ทั้งที่ผู้เป็นายไม่ได้ขอให้ออกความเห็น
“หากคุณชายคิดถึงฮูหยินอยากพบหน้าฮูหยิน เช่นนั้นบ่าวจะรีบไปแจ้งให้ฮูหยินทราบเดี๋ยวนี้”
เพียงประโยคสั้น ๆนี้เอ่ยขึ้น ทำเอาผู้เป็นายจำต้องหันขวับมามองด้วยหางตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความไม่พึงพอใจ
“เหลวไหล!ข้าจะคิดถึงนางได้อย่างไร ในเมื่อั้แ่เริ่มต้นจวบจนวันนี้นางไม่เคยอยู่ในสายตาของข้าเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำสตรีที่ข้าอยากแต่งงานด้วยหาใช่นาง! แต่เป็คุณหนูรองหลิน พี่สาวต่างสายเืของนางต่างหากข้าผู้แซ่เหวยเป็ถึงขุนนางใหญ่ระดับกงไหนเลยจะสมัครใจแต่งภรรยาที่เคยเป็เด็กกำพร้าเอามาเป็ฮูหยินของตนเองทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับสกุลเหวยของข้า มันยังชัดเจนไม่มากพออีกหรือที่ข้าผู้นี้จะเกลียดชังนางจนเข็ดไรฟัน”
สาวใช้คนนี้ช่างปากดียิ่งนักเ้านายพูดสองคำ แต่นางดันพูดฉอด ๆ ไปแล้วเป็เก้าคำสิบคำหาได้รู้จักมารยาทขั้นพื้นฐาน ดูก็รู้ว่าตลอดหลายเดือนมานี้บ่าวไพร่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสตรีไม่ได้เื่นางนั้นล้วนพากันหละหลวมไปมากเพียงใด
'ดูท่า...ข้าคงต้องเหนื่อยกวดขันคนพวกนี้ใหม่ทั้งหมดเสียแล้วกระมัง!'
ว่าไว้เพียงเท่านี้ก็สะบัดชายแขนเสื้อสั่งให้สาวใช้นางนั้นไสหัวออกไปให้พ้นหน้าแล้วสิ่งแรกที่เหวยจื่อเหวินทำหลังจากนั้น ก็คือเรียกพ่อบ้านชราให้เข้ามาพบแล้วเริ่มตรวจสอบทุกอย่างย้อนหลังไปพร้อม ๆ กัน หากพบข้อผิดสังเกตเพียงจุดเดียวนั่นเท่ากับว่าจะต้องมีใครสักคนวอดวายหรือไม่ก็เืตกยางออก!
ภายในวันเดียวกันนั้นเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามเว่ยสองเค่อ (13.30น.)
“คุณหนูตื่นเถิดเ้าค่ะ เกิดเื่ขึ้นแล้ว”
อาเหยากุลีกุจอเข้ามาหาเ้านายสาวถึงในเรือนนอนสีหน้าของนางดูตื่นตระหนกมิใช่น้อย ชวนให้หลินซูเฟยที่กำลังอยู่ในห้วงภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นพลันรู้สึกตัวขึ้นด้วยสีหน้ามิค่อยสู้ดีนัก...
“เกิดเื่อันใดขึ้น?”
ซูเฟยสันนิษฐานว่าตัวต้นเื่จะต้องเป็สามีผู้นั้นอย่างแน่นอนเพราะั้แ่ที่ซูเฟยย้ายเข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ก็ไม่เคยต้องพบเจอกับเื่ยุ่งยาก ยิ่งแม่สามีไม่ได้พักอยู่ในจวนชีวิตความเป็อยู่ของนางยิ่งเรียบง่ายเข้าไปใหญ่บัดนี้สามีของนางกลับมาถึงจวนได้แค่ครึ่งวัน ก็มิวายมีเื่ให้ต้องปวดหัว
“ตอนนี้นายท่านกำลังสั่งลงโทษบ่าวไพร่ในจวนเป็การใหญ่แม้แต่พ่อบ้านตั้วก็ยังมิถูกละเว้นเ้าค่ะ”
แต่ไหนแต่ไรมาหลินซูเฟยไม่ชอบความรุนแรงดังนั้นนางจึงปกครองบ่าวไพร่ในจวนด้วยความเห็นอกเห็นใจเสียมากกว่าครั้นได้ยินว่าสามีตัวร้ายผู้นั้นกำลังสั่งลงโทษบ่าวไพร่อย่างอุตลุดดั่งคนบ้าคลั่งในอำนาจนางจึงรู้สึกขัดเคืองจนไม่อาจปล่อยผ่าน แม้ว่านางจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่ายามนี้ผู้ที่เป็ใหญ่ในจวนสกุลเหวย หาใช่นาง แต่เป็สามีตัวร้ายผู้นั้นต่างหาก
“อาเหยา...ไปหยิบผ้าคลุมมา...ข้าจะไปดูเสียหน่อย ว่ากระทิงตัวนั้นคลุ้มคลั่งไปถึงขั้นไหนแล้ว”
ซูเฟยหยัดตัวลุกขึ้นยืนกะทันหันแต่นางก็จำต้องซวนเซเสียการทรงตัวเพราะรู้สึกวิงเวียนหัวเล็กน้อยอาเหยาที่เห็นอย่างนั้นก็รีบพุ่งเข้ามาประคองคุณหนูของนางไว้แล้วกล่าวอย่างห่วงใยว่า
“คุณหนูตัวร้อนดั่งไฟลนข้าจะไปต้มยาให้คุณหนูเดี๋ยวนี้”
อาเหยาพลันรู้สึกผิดต่อคุณหนูนางกำลังต่อว่าให้ตนเอง และกำลังคิดในใจว่าไม่ควรเอาเื่นี้มาบอกคุณหนูเลยทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคุณหนูไม่ค่อยสบาย ้าพักผ่อนแต่นางก็ยังถือวิสาสะเข้ามารบกวนคุณหนูถึงในเรือนนอน
หากไม่ใช่ว่าจู่ ๆนายท่านเหวยก็เรียกบ่าวไพร่เข้าไปรับโทษอย่างไร้สาเหตุ สาวใช้ตัวเล็ก ๆอย่างอาเหยาก็คงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ และดูตื่นตูมถึงขั้นนี้เพราะไม่แน่ว่ารายต่อไปที่ต้องถูกเฆี่ยนตีอาจจะเป็อาเหยาก็ได้ ใครจะไปรู้เล่า
ยามนี้ในหัวของอาเหยาขาวโพลนไปหมดนางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคนพวกนั้นถึงโดนลงโทษอาเหยาพยายามซักถามจากสาวใช้คนอื่น ๆ ที่ยังมิถูกเรียกตัวเข้าไปลงโทษแต่ทุกคนก็ตอบเป็เสียงเดียวกันว่า 'อย่าสอดรู้สอดเห็นเลยจะดีกว่า'
ให้ตายสิ!แล้วตอนนี้อาเหยาจะต่างอันใดกับหนูตาบอดที่วิ่งอยู่ในถังข้าวสารกันเล่าปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าการกลับมาของนายท่านเหวยพลอยให้บ่าวไพร่ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่เริ่มออกร้อนออกหนาวอยู่ไม่สุขไปตาม ๆ กัน
“อาเหยาเ้าก็รู้ว่าข้าเป็คนนิสัยเช่นไร ฉะนั้นรีบไปหยิบผ้าคลุมให้ข้าเดี๋ยวนี้”
เหตุใดอาเหยาจะไม่รู้ว่าคุณหนูของนางเป็คนจิตใจดีมีเมตตา และมักใส่ใจความทุกข์ร้อนของคนรอบข้างมากเพียงใดแต่ทว่ายามนี้ร่างกายของคุณหนูดูอ่อนแอนัก อาเหยาจึงอดเป็ห่วงไม่ได้