สิ่งหนึ่งที่เป็ปัจจัยหลักทำให้แคว้นอยู่ได้ โดยไม่ล่มสลายคือองค์กรใต้ดิน องค์กรใต้ดินในแคว้นเฉว่ มีมายาวนานร่วมร้อยกว่าปี นับวันยิ่งเจริญรุ่งเรืองตามกาลเวลา ทางการไม่สามารถโค่นล้มรากฐานที่มั่นคงเหล่าร่วมร้อยปีนี้ลงได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม นั้นเป็สาเหตุหลักที่ทำให้เยว่เหม่ยเสวี่ยสนใจองค์กรใต้ดินเหล่านี้ การที่นางจะสามารถอยู่ในเฉว่ได้โดยไร้รอยขีดข่วนนั้น นางจะเป็ต้องสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับตนเองเสียก่อน หรือพูดง่ายๆก็คือหาพรรคพวกนั้นเอง แต่เป้าหมายแรกของนางคือการหาเงิน
เงินบันดาลได้ทุกอย่าง
ร่างเล็กในชุดของบุรุษกวาดหน้ามองห้องโถงอย่างสนอกสนใจ ตอนนี้เยว่เหม่ยเสวี่ยได้มาอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้คนในองค์กรใต้ดิน ซึ่งภายนอกก็เป็เพียงบ่อนการพนันที่ตั้งอยู่ในตลาดมืด เป็บ่อนการพนันขนานใหญ่ ซึ่งเปิดทำการอย่างเปิดเผยโดยถูกกฎหมาย ไม่มีใครรู้ว่าเ้าของคือใคร เพราะไม่มีใครเคยเห็นหน้ามาก่อน คนขององค์กรใต้ดินที่แท้จริง ไม่เคยเปิดเผยตัวตนของตนเองให้ใครได้รับรู้ นี่เป็อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้องค์กรใต้ดินยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน
ผู้คนที่เข้ามาล้วนแต่เป็คนให
ญ่คนโตภายในแคว้น แต่ละคนต่างเป็นักพนันตัวยง เสียงร้องเฮฮาดังทุกคราที่มือขึ้น ไม่ต่างอะไรไปจากคาสิโนในยุคปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย เยว่เหม่ยเสวี่ยเดินมองการเล่นในแต่ละจุดด้วยสีหน้าเรียบเฉย บางครั้งก็ยกยิ้มเมื่อเห็นเื่ราวที่ดูขบขันในสายตาของนาง
นางเดินไปแลกเงินตำลึง ให้เป็ฉลากเงินมาสี่สิบตำลึงเงิน ที่นี่มีระบบแลกเงินเป็ฉลากเงินของที่นี่ เพื่อง่ายต่อการถือไปมาและตรวจสอบ การจะทำการใหญ่ใดๆ
เงินลงทุนล้วนเป็สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ การหาเงินก้อนใหญ่จากการเล่นการพนันก็เป็วิธีที่ดี นางเองก็เคยเข้าคาสิโน ซึ่งเป็กิจการของเพื่อนสนิทอยู่่หนึ่ง ฝีมือการเล่นของนางก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด เยว่เหม่ยเสวี่ยเลือกเล่นเกมที่มีลักษณะคล้ายไฮโลก่อนเป็อย่างแรก การพนันชนิดนี้กลโกงมีมากมาย ไม่ว่าจะเทพแค่ไหนก็ไม่มีวันทายถูก แต่ถ้ารู้ทริคการเล่นก็อีกเื่
เยว่เหม่ยเสวี่ยจ้องมองไปยังถ้วยกระเบื้อง ที่กำลังถอยลูกเต๋าไปมาอย่างรวดเร็ว ใบหูของหญิงสาวฟังเสียงที่วัตถุภายในเคลื่อนไหวไปมา อีกทั้งยังสังเกตุมือที่จับอยู่บนถ้วยกระเบื้องของเ้ามือไม่วางตา
ติ้ง
ยามที่ทุกอย่างหยุดนิ่ง หญิงสาวก็วางเงินทั้งหมดของนางลงตรงหน้า ด้วยท่าทีสบายๆ โดยไม่มีความลังเล หรือลุ้นจนตัวโก่งเหมือนใครหลายๆคน
“สาม สี่ ห้า”
เสียงนุ่มที่ดัดให้ห้าวเอ่ย ส่วนคนอื่นก็บอกตัวเลขที่แตกต่างกันไป โดยไม่มีใครเอ่ยตัวเลขเหมือนกับนางเลยแม้แต่คนเดียว ทันทีที่เ้ามือยกถ้วยออก ก็มีเสียงโห่อย่างเสียดาย เพียงตาแรกเยว่เหม่ยเสวี่ยก็กวาดเงินพนันไป แต่ละคนกระเป๋าหนักไม่น้อย เพราะนางกวาดเงินไปถึงห้าตำลึงทอง ในการเล่นครั้งเดียว แม้แต่เกมง่ายๆ วงเงินพนันยังสูงลิ่ว
ตาต่อไปเยว่เหม่ยเสวี่ยก็ใช้วิธีเดิม และเป็นางอีกเช่นกันที่กวาดเงินพนันไปได้ นางอยู่เล่นอยู่อีกสามสี่ตา ก่อนจะถอนตัวออกมา ทำให้คนที่หวังให้นางเป็ตัวนำโชค ต่างเสียดายกันยกใหญ่ นางทำเพียงส่งยิ้มขี้เล่นไปให้ เยว่เหม่ยเสวี่ยมองตั๋วเงิน ที่อยู่ในมือนับสิบตำลึงทองด้วยความพึงพอใจ
ก่อนจะหาเป้าหมายต่อไป ไม่ว่านางจะเล่นอะไร ย่อมกวาดเงินกลับมาได้ไม่ต่ำกว่าสิบตำลึงทอง ทำให้ตอนนี้เยว่เหม่ยเสวี่ยมีเงินอยู่ประมาณสองร้อยสี่สิบตำลึงทอง การกระทำของเยว่เหม่ยเสวี่ย ตกอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งตลอดเวลา ก่อนจะยิ้มชอบใจเมื่อหญิงสาวกวาดเงินไปอีกร้อยตำลึง ในการเล่นทายไพ่
เมื่อเล่นจนพอใจแล้วเยว่เหม่ยเสวี่ย จึงนำฉลากไปแลกเป็ตั๋วเงิน แทนเงินสด นางไม่อยากจะเสี่ยงหิ้วเงินมากมายล่อหน้าโจรหรอกนะ เยว่เหม่ยเสวี่ยเดินออกจากบ่อน มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านยากจนนอกเมือง นางไปปรากฏตัวอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ที่ทั้งเก่าและโทรม พร้อมพังทลายลงได้ตลอดเวลา
+++++++++++++++++++++++
เยว่เหม่ยเสวี่ยผลักประตูเข้าไปข้างใน ใบหน้าเรียบนิ่งของนางกวาดมองดูรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่ไม่ไกล นางเดินลงไปทรุดนั่งลงข้างๆ นางไม่พูดพร่ำทำเพลงอันใด ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ก็ยกมือน้อยตุบลงใจกลางหน้าอกหนาอย่างแม่นยำ และเฉียบคม
อ่อก
หานตงผวาเฮือกสำลักน้ำลายของตนเองทันที หน้าอกร้อนรุ่มดังเปลวเพลิง และเ็ป ประหนึ่งถูกฉีกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขางอตัว นอนคู้อย่างทรมาน ความร้อนรุ่มกำลังแผดเผา ลามเลียไปทั่วทุกตารางนิ้วบนร่างกาย
ตึก ตึก
เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำเร่งเร้า รุนแรง
ร่างหนาหายใจหอบสะท้าน พยายามสูดอากาศเข้าไปให้มากที่สุด ดิ้นทุรนทุรายรักษาชีวิตของตนเองอย่างสมเพช น้ำตาไหลออกจากดวงตาที่ปิดสนิท ในห้วงคำนึงของชายหนุ่มปรามาสตนเอง ที่เกิดมาอ่อนแอ ไร้พลัง ซ้ำไปซ้ำมา ฉับพลันคล้ายร่างกายได้ขับเมือกสีดำคล้ำออกจากร่างกาย ร่างกายของชายหนุ่มก็เบาสบายขึ้น ไม่รู้สึกเ็ปอีกต่อไป เขายิ้มออกมาอย่างโง่งม แม้โชคชะตาจะโหดร้าย แต่์ยังเมตตา แม้ก่อนจะตายก็ไม่ได้เ็ปมากมายนัก
“ลืมตาได้แล้ว”
เยว่เหม่ยเสวี่ยที่มองหานหงยิ้มโง่งมออกมา ก็เอ่ยเสียงเ็าดับฝันกลางวันชายหนุ่ม
อา เสียงใครกันช่างไพเราะยิ่ง
“ข้าให้เวลาเ้าสามลมหายใจ หากยังมิลืมตาขึ้นข้าจะสังหารเ้าซะ” ไอสังหารอันดำมืด พุ่งไปยังร่างหานตงที่นอนอยู่ หานตงรู้สึกตัวผวาลืมตาตื่นขึ้นทันที ยามรู้สึกถึงกลิ่นไปความตายที่ห่างไปเพียงแต่คืบ
“เ้า...เป็ใคร”
หานตงที่ตั้งสติได้แล้ว ก็พบว่าเขามิได้อยู่ในบ้านคนเดียว ยามนี้ตรงหน้าเขาปรากฏร่างของสตรีสวมใส่หน้ากากขาว นั่งเป็ประติมากรรมมีชีวิตได้อยู่
เหอะ
หญิงสาวไม่ตอบ กลับร้องเหอะออกมาลำคอมาคำเดียว นี่เขาลืมนางที่เคยช่วยชีวิตไปแล้วรึ
หานตงนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะเผยสีหน้าประหลาดแล้วแปรเปลี่ยนเป็ยินดี เมื่อเขานึกเื่บางอย่างออก ที่แท้สตรีตรงหน้าก็เป็คนที่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ หานตงรีบเปลี่ยนท่านั่งเป็คุกเข่า
เยว่เหม่ยเสวี่ยเพียงมองอย่างฉงน ก่อนทุกอย่างจะประจักษ์ เมื่อหานตงโขกศีรษะกับพื้นด้วยน้ำหนัก ที่แสดงถึงความหนักแน่นและสำนึกในบุญคุณอย่างสุดซึ้ง ชีวิตนี้ของมันล้วนเป็หนี้หญิงสาวหน้ากากขาวผู้นี้
“ข้าหานตงเป็หนี้ชีวิตท่าน” ก่อนจะโขกศีรษะลงไปอีก จนครบสามครั้ง เยว่เหม่ยเสวี่ยสะบัดมือเล็กน้อย ให้หานตงทำตัวปรกติกับนางไม่ต้องมากพิธี
ถึงจะอย่างนั้นหานตงก็ยังคงนั่งคุกเขาอย่างสำรวม หายใจให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนหญิงสาว เยว่เหม่ยเสวี่ยเห็นก็นึกขำ ในความซื่อของชายหนุ่ม
“เอาล่ะข้าไม่ได้จะกินหัวเ้า ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก” หานตงเพียงผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย นางเห็นดังนั้นก็ปล่อยเลยตามเลย ไม่ได้กล่าวอันใดออกมาอีก
“ยังจำสัญญาของเราได้หรือไม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบเนิบนาบ หานตงพยักหน้า เขายังจำคำสัญญาที่เคยกล่าวไว้กับหญิงสาวตรงหน้าได้ดี ว่าเขาจะเป็กำลังสำคัญให้แก่นาง แต่ยามนี้เขาอ่อนแอนัก ไม่อาจช่วยอันใดนางได้แม้แต่น้อย เยว่เหม่ยเสวี่ยล่วงรู้ความคิดของหานตง ก็เอ่ยออกมาว่า
“ไม่ต้องห่วงในเมื่อเ้าอยู่ภายใต้การดูแลของข้า ข้าย่อมทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นได้”
“จริงหรือของรับ” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความหวัง แม้จะน้อยนิดแต่เขาก็ไม่เคยหยุดหวัง
“ข้าไม่เคยพูดเล่น”
“แต่ว่าน้องสาวของข้า”
เมื่อน้องสาวยังตกอยู่ในมือขุนนางชั่ว เขามิอาจวางใจให้ความสำคัญกับเื่อื่นได้อีก หูของหานตงลู่ลงราวหมาหงอย เยว่เหม่ยเสวี่ยปรายตามอง ก่อนจะล่วงไปในแขนเสื้อ ลวงตำราเล่มหนึ่งโยนไปทางชายหนุ่ม พร้อมกับโยนแก่นลมปราณสีดำทมิฬตามไป
ตำราลมปราณอสูร
“นี่คือตำราลมปราณอสูร และแก่นลมปราณอสูร กลืนแก่นลมปราณลมไปซะ ส่วนวิธีควบคุมลมปราณนั่นอยู่ในตำราเล่มนั้น จงฝึกฝนมัน ข้าให้เวลาเ้าหนึ่งเดือน พลังยุทธของเ้าจะต้องอยู่ในขั้นที่สอง”
หานตงหายใจสะดุดเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ภายในหนึ่งเดือนเขาจะต้องฝึกพลังยุทธให้อยู่ในขั้นที่สอง ซึ่งนั้นเป็ไปไม่ได้ แม้แต่อัจฉริยะยังใช้เวลาฝึกฝนกว่าสามสามเดือน เพื่อให้อยู่ในขั้นที่สอง เขาเป็เพียงคนธรรมดามิใช่อัจฉริยะ คนธรรมดาเช่นเขาหนึ่งปียังไม่อาจบรรลุได้ ภายในหนึ่งเดือน ไฉนเลยจะกระทำได้
“ขั้นสองภายในหนึ่งเดือน นายท่านข้า..ข้า ทำมิได้หรอกขอรับ” หานตงเอ่ยปฏิเสธเสียงสั่น
“งั้นน้องสาวเ้า คงต้องตายตกอยู่ในจวนขุนนาง ไม่อาจโงหัวขึ้นมาจากขุมนรกนั้นได้อีก”
นางเอ่ยวาจาโหดร้ายออกมา อย่างไม่นึกสงสารแม้แต่น้อย ร่ำร้องหาความแข็งแกร่ง แต่กลับไม่ทุ่มเทพยายาม คนประเภทนี้นางสมควรต้องเห็นใจอีกงั้นหรือ หานตงกายสั่นระริกเมื่อได้ยิน ว่าน้องสาวฝาแฝดจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในจวนขุนนางชั่วนั้น
ก็พลันแค้นเคืองอาฆาตจับจิต แววตากระหายความแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด เยว่เหม่ยเสวี่ยยกยิ้มมุมปาก อยู่ใต้หน้ากากด้วยความพอใจ แรงอาฆาตแค้นเป็ตัวแปร ที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งได้ในระยะเวลาอันสั้น
“ภายในหนึ่งเดือน ข้าจะมีพลังยุทธอยู่ในขั้นที่สองขอรับ”
หานตงเอ่ยหนักแน่น เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อช่วยน้องสาวของตน และติดตามผู้มีพระคุณไปตลอดชีวิต นั้นคือสิ่งที่หานตงได้วางแผนเอาไว้ในใจ
“ดีมาก ส่วนนี้เงินหนึ่งสามร้อยตำลึงทอง นำไปกว้านซื้อที่ดินมาให้ข้า ที่กลางเมืองหนึ่ง และนอกเมืองอีกสี่ทิศให้มากที่สุด”
นางรู้ว่าที่ดินในเมืองแพงที่สุดราคาเพียงสองร้อยตำลึงทองเท่านั้น และที่ดินรอบนอกก็มีราคาต่ำมากเช่นกัน เงินสามร้อยตำลึงทองนับว่าเพียงพอ
“ที่ดินหรือขอรับ? ไม่มีปัญหาข้าพอรู้จักนายหน้าขายที่ดินอยู่บ้าง” หานตงเอ่ยกรุ่นคิดชั่วครู ก่อนจะรับคำสั่ง
“เช่นนั้นก็มีเท่านี้แหละ” นางเอ่ยจบก็ทำท่าจะจากไป แต่หานตงเอ่ยรั้งเอาไว้เสียก่อน
“ข้ายังไม่รู้ชื่อของนายท่านเลยขอรับ ไม่-- ”
เอ่ยไม่ทันจบเยว่เหม่ยเสวี่ยก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้หานตงยืนสับสนอยู่เื้ั เอ่ยพึมพำชื่อของผู้มีพระคุณซ้ำไปซ้ำมา
“คูลอาย”