ตอนที่ 22
พ่อลูกสนทนา
“เ้าไม่ต้องห่วงหลังจากที่เ้าสลบไป พอดีปรากฏกองกำลังของราชสำนักยกมาถึง นางจึงได้รับความช่วยเหลือเื่นี้ท่านแม่เ้าเป็ผู้เล่าให้ฟังเอง เมื่อแม่ของเ้า ช่วยพ่อและเ้าขึ้นมาจากรังของเ้าหนอนผีนั่นได้ก็ไม่มีผู้ใดเหลืออยู่นั่นแล้ว ดูท่ากองคาราวานที่เหลือ คงเดินทางกลับตระกูลหลินไปั้แ่รุ่งสาง”หยางเฉิงรู้เื่ราวจากปากของภรรยาว่าไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแต่มิอยากให้หยางอี้โศกเศร้าหลังจากเพิ่งฟื้นขึ้นมาจึงได้ปั้นเื่เอ่ยคำโกหกออกไป “เ้าหิวรึยังละ” หยางเฉิงเอ่ยจบ จึงพยายามเปลี่ยนหัวเื่ในทันที
...คนของราชสำนัก
หยางอี้ขบคิดบางสิ่งในใจ แต่มิได้เอ่ยออกมา เื่ราวของหลินรั่วซีแม้ไม่ชัดเจนแต่ก็ถือว่าได้รับคำตอบแล้ว แม้เื่ราวไม่ค่อยสมเหตุผล แต่หยางอี้ก็ไม่คิดจะสืบสาวต่อในตอนนี้เทียบกับความคิดเมื่อเห็นท่าทีปล่อยวางของบิดา ต่อแขนซ้ายที่ขาดด้วนไปถึงข้อศอกตนเองค่อยเกิดความคิด ว่าเื่นี้มิอาจละเลย ในเมื่อตอนนี้ตนเองมิใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาเช่นวันวานแถมแขนที่เสียไปของบิดา ตนเองก็มีส่วนผิด หยางอี้จึงตั้งมั่นสัญญากับตนเอง ว่าจะต้องหาหนทางฟื้นคืนแขนของบิดาอย่างสุดความสามารถแม้จะยากเย็นไปบ้าง แต่ในโลกของผู้ฝึกตนชั้นสูง หากมิถึงกับศีรษะขาดหลุด ย่อมมีหนทางฟื้นคืน“ท่านพ่อตอนนี้ข้ายังไม่หิวหรอก แต่ข้าอยากฟังท่านเล่าเื่ต่าง ๆให้ข้าฟังมากกว่า”
“ตกลงเ้าอยากฟังตำนานโบราณ หรือว่าเื่เล่าเก่า ๆ ที่พ่อเคยเล่าให้เ้าฟังเมื่อตอนเด็กๆ ดีละ” หยางเฉิงเอ่ย พลางวางมือจากของทานเล่นบนโต๊ะพร้อมกับลากเก้าอี้ไม้ที่อยู่ใกล้ ให้เลื่อนไปชิดขอบเตียง “เ้าตัวเล็กของพ่อตัดสินใจได้รึยัง”
หยางอี้แย้มยิ้ม เขาจดจำได้ว่าคำ...เ้าตัวเล็กมักจะถูกเอ่ยจากปากของบิดาตนเอง ยามที่กำลังจะเริ่มเล่านิทานกล่อมนอนจนกระทั่งเมื่ออายุได้ห้าขวบ ตนเองนี่ละ ที่เป็ผู้เอ่ยต่อบิดา ว่าไม่ต้องเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังอีก“ข้ามิใช่เด็กเล็ก ๆ อีกแล้วนะขอรับท่านพ่อ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าเ้าจะเปลี่ยนไปเช่นไร เ้าก็คือเด็กน้อยของพ่ออยู่วันยังค่ำละน่าเอาละตัดสินใจได้รึยัง ว่าจะให้พ่อเล่าเื่ใดให้ฟังหรือเ้าอยากจะให้พ่ออ่านตำราให้ฟังดีไหม” หยางเฉิงจดจำออก ว่าหยางอี้ชมชอบอ่านตำรับตำราจึงยื่นข้อเสนอนี้ออกไป
“ข้ามิได้อยากฟังเื่เก่าๆ หรือตำนานอันใดอีกแล้ว”
“เช่นนั้นเ้าอยากฟังสิ่งใดกัน”
“ท่านพ่อนับั้แ่วันที่ข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็ได้ยินผู้คนในตระกูลหลิว เอ่ยถึงเื่ราวของข้อพิพาทระหว่างหลิวและหยาง...”เอ่ยถึงตรงนี้หยางอี้ก็หยุดคำจ้องมองใบหน้าของบิดาตนเองด้วยจริงจัง
“เื่เหล่านี้มัน...”หยางเฉิงเอ่ยพลางสูดหายใจลึก
“ข้าหลับใหลยาวนานเื่ราวภายนอกล้วนไม่รับรู้ เมื่อเห็นผู้คนเป็กังวล และวุ่นวายเกี่ยวกับเื่นี้...ข้าก็เลยอยากรู้ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่”
“อืมเื่ทั้งหมดเป็เพราะพ่อเอง” หยางเฉิงนึกย้อนไปถึงคำสัญญาที่ตนให้ไว้กับหยางหย่งทำให้ตระกูลหลิว พลาดโอกาสทำลายล้างหยางอวี่ถง ไปั้แ่ตอนที่ยังไม่เข้มแข็งเช่นปัจจุบัน
“เห็นไหมท่านพ่อกล่าวเช่นนี้แต่ข้าก็ไม่เข้าใจเื่ราวอยู่ว่าเหตุใดท่านจึงโทษตนเอง”หยางอี้ยิ้มพลางเขย่าแขนบิดา “ถ้าเช่นเอายังงี้ท่านพ่อเล่าเื่ราวมาให้ข้าฟัง...”หยางอี้หยุดชั่วอึดใจ ก่อนจะเน้นคำ“เอาแบบละเอียด ๆ นะขอรับ แล้วข้าจะตัดสินเอง ว่าความผิดนั้นเป็ของใครดีหรือไม่”
“นี่เ้าคิดจะตัดสินบิดาของเ้าเชียวรึ”หยางเฉิงเอ่ยหยอกด้วยรอยยิ้ม
“ตอนนี้ท่านพ่อยังไร้ความผิดแต่ถ้าท่านไม่เล่าละก็...ท่านพ่อจะมีความผิดทันที !!!”
“ความผิดอันใดกันหึ”
“อืม...เอาเป็ว่า ความผิดตอนนี้ยังไม่มีชื่อเรียกเพราะลูกก็ยังคิดไม่ออกขอรับ” หยางอี้เอ่ยพลางหัวเราะเบา
“เช่นนี้ก็ได้รึ”
“อาแต่ถึงไม่มีชื่อเรียก แต่ลูกรับรองว่า ลูกจะนำความผิดของท่านพ่อ ไปฟ้องต่อท่านแม่แน่นอนเลยขอรับ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าเ้าตัวแสบ อย่าเชียวนะ” หยางเฉิงไม่คิดว่าหยางอี้ฟื้นกลับมาครั้งนี้ไม่เพียงปานแดงนูนใหญ่นั้นหายไป แต่อัธยาศัยยังดูเปิดเผย ไม่เงียบขรึมเก็บตัวเช่นแต่ก่อนแถมยังเจรจาฉะฉานน่าฟังยิ่งนัก “ตกลง บิดายินยอมเล่าเื่ราวทั้งหมด ตามคำข่มขู่ของเ้าแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าท่านพ่อมิได้กลัวคำข่มขู่ของข้าจริง ๆ ใช่มั้ย ขอรับ”หยางอี้เอ่ยพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย“ท่านพ่อกลัวท่านแม่ต่างหาก”
เพ้ย !!!
หยางเฉิงอุทานดังอย่างลืมตัว
สุดท้ายบทสนทนาแรกพบหน้าก็จบลงหยางเฉิงเห็นบุตรชายร่าเริงเอ่ยคำเล่าเื่ไปอมยิ้มไปไม่หุบ เวลาผ่านมาครู่ใหญ่พอดีเหลือบสายตาไปเห็นของฝากที่ตนนำมากองกันอยู่บนโต๊ะ แต่เห็นหยางอี้กึ่งนั่งกึ่งนอนรับฟังกำลังสบายจึงไม่คิดเอ่ยให้เด็กน้อยลุกออกจากเตียง ไปนั่งสนทนากันที่โต๊ะตนเองจึงเป็ฝ่ายออกแรง เดินไปขยับลากโต๊ะซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง ให้เลื่อนมาจนชิดเก้าอี้ข้างเตียงป้อนขนมและของกินเล่นที่ตนนำมาใส่ปากของหยางอี้ พลางเล่าเื่ราวความเป็ไปของสองตระกูลหลิวและหยางตลอดขวบปีที่ผ่านมา
เื่เล่าที่ออกจากปากของบิดาแม้ยืดยาวมากล้นแต่คนผู้เดียวอาจมีตกหล่น หลังจากนั้นหยางอี้ยังออดอ้อนให้มารดาเล่าเื่ราวบ้างแถมเมื่อมีญาติผู้ใหญ่คนใดแวะมาเยี่ยมเยียน หยางอี้ก็จะเลียบเคียงสอบถามในส่วนที่ตกหล่นจนผู้คนในตระกูลหลิวรู้ถึงความอยากรู้อยากเห็นของหยางอี้ เกี่ยวกับเื่ราวความขัดแย้งใน่หนึ่งปีของทั้งสองตระกูลแต่ก็คิดว่าเป็เพราะความอยากรู้อยากเห็นของเด็กที่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในห้องโดยมิมีผู้ใดเฉลียวใจ ว่าที่หยางอี้้ารู้เื่ราวเหล่านี้ เพราะเ้าตัวกำลังพยายามจะคิดหาทางเข้าไปขโมย...แผ่นหนังเก้านิรนามที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในตระกูลหยาง ให้ได้ภายในหนึ่งเดือน ซึ่งหยางอี้คิดทบทวนและคาดเดาว่าน่าจะเป็...แผ่นหนังรูปวาด ซึ่งตนเองเคยเห็นแผ่นหนังนี้ แขวนอยู่บนนผนังด้านในสุสานบรรพชนของตระกูลหยาง...แต่นั่นคือความคิดแรกที่ยังมิรู้เื่ราวที่แท้จริง
หยางอี้ใช้เวลารับฟังและประติดประต่อเื่ราวความขัดแย้งที่ลุกลามของตระกูลหลิวและหยางระหว่าง่เวลาที่ตนเองหลับใหล ยืดยาวรวมอีกกว่าสามวันจึงค่อยสรุปเหตุการณ์ั้แ่ต้นออกมาได้ชัดเจนราวๆ เจ็ดส่วน