อารามซินเซียงเป็อารามสงฆ์ทางศาสนาพุทธ แต่ภิกษุภายในวัดต่างก็เป็เพียงภิกษุธรรมดาทั่วไป หาได้ฝึกวิชาอยากกับสำนักวัดเส้าหลินไม่ ทำให้หลัวเซียนไม่ต้องกังวลว่าจะถูกผู้ใดในอารามสังเกตเห็นยามลอบออกไปปในยามดึก
หลัวเซียนเพียงรอให้เข้ายามห้าย (亥 คือเวลา 21.00 - 22.59 น) ก็ลอบออกมาด้านนอกอีกครั้ง กว่าจะถึงวันสอบเชิงหยวนก็ยังอีกสามวันข้างหน้า หงสือเมิ่งผู้เป็อาจารย์แม้เคร่งครัดในการอบรมศิษย์เสมอมา แต่เมื่อมาถึงเมืองเฉิงตูแล้วกลับมิได้เข้มงวด เื่การเรียนมากนัก หงสือเมิ่งเพียงใช้เวลาหลายวันนี้ให้ลูกศิษย์ทั้งสาม ทำตัวให้คุ้นเคยกับเมืองใหญ่ เมื่อถึงเวลาสอบจะได้ไม่ตื่นเต้นจนพลาดท่า หากถึงเวลานี้ยังจดจำตำรามิได้ เวลาอีกไม่กี่วันที่เหลือยังจะมีประโยชน์อันใด หงสือเมิ่งมิใช่คนคร่ำครึที่สักแต่ว่าสั่งสอน โดยมิเข้าใจสิ่งที่ตนเองกำลังสอนสั่ง
นี่ทำให้หลัวเซียนไม่ต้องกังวลที่จะออกมาเถลไถลในยามค่ำคืนเช่นนี้ หลัวเซียนกระโจนไปตามหลังคาบ้าน เสียงลมพัดผ่านยามกระโจนข้าม จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หลัวเซียนมุ่งหน้าไปยังสถานที่ ที่พบเจอกับถังจื่อฉวนในคืนก่อน ไม่แน่ว่าถังจื่อฉวนจะปรากฏตัวในคืนนี้ จะอย่างไรคุณชายของสกุลถังไม่จำเป็ต้องออกมาลาดตระเวนด้วยตนเองในทุกคืนเช่นนี้
แต่ยังนับว่าโชคยังเข้าข้างหลัวเซียนอยู่บ้าง หลัวเซียนหยั่งเท้าลงที่ยอดหลังคาสูง เสียงของถังจื่อฉวนก็ดังแว่วมา
“หลัวเซียน เ้าออกมาอีกแล้ว” ถังจื่อฉวนลอยตัวมาทางด้านข้าง สีหน้ายิ้มแย้ม
หลัวเซียนไม่คิดว่า ตนเองในชาตินี้กลับกลายเป็สหายแรกพบของคนสกุลถังไปเสียได้ ตนเองในชาติก่อนนั้น ต่อสู้เอาเป็เอาตายกับสกุลถังมานับไม่ถ้วน แม้ว่าทั้งสกุลถังกับพรรคห้าเซียนจะมิได้มีความแค้นลึกล้ำ จนถึงขั้นมิอาจอยู่ร่วมแผ่นดินแต่ก็ถือเป็ศัตรูคู่แค้น มิอาจญาติดีกันได้
“คุณชายถัง” หลัวเซียนประสานมือคารวะ ทั้งยังก้มศีรษะเป็การขอบคุณ วันนี้ในตอนบ่ายหากถังจื่อฉวนปากมาก กล่าวเปิดโปงหลัวเซียนต่อหน้าผู้อื่น ความลับที่หลัวเซียนปกปิดเื่วิชาฝีมือคงต้องสิ้นสุดในวันนี้ ทั้งยังไม่ทราบว่าจะเป็อย่างไรต่อไป
นับว่าถังจื่อฉวนผู้นี้ สติปัญญาไม่เลว รู้จักสถานการณ์แยกแยะเื่ราวได้ดี สมกับที่อยู่ในยุทธภพมาั้แ่เยาว์วัย
“เ้าดูไปอายุน้อยกว่าข้าหลายปี พวกเราพบเจอกันหลายครา นับว่ามีวาสนาต่อกัน เ้าเรียกข้าว่า พี่จื่อฉวน เถอะ”
ถังจื่อฉวนกล่าว พอถึงคำว่า พี่จื่อฉวน น้ำเสียงกลับดูแปลกประหลาดพิกล หลัวเซียนแม้ฟังแล้วไม่เข้าใจนัก กลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกเอาเปรียบ แต่ที่มาคืนนี้เพราะ้าสอบถามเื่ราวกับถังจื่อฉวนจึงกล่าวเรียกอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย
“พี่จื่อฉวน”
ถังจื่อฉวนยิ้มอย่างยินดี กล่าวว่า “เ้าออกมาในคืนนี้ คงมิใช่ออกมาชมจันทร์กระมั่ง”
“ผู้น้องเพิ่งออกท่องเที่ยว ยังมีเื่มากมายที่ยังไม่ทราบคงต้องสอบถามพี่จื่อฉวนแล้ว”
“เอาเถอะ ข้าเองก็มีเื่้าสอบถามเ้าเช่นกัน เ้าตามข้าไปที่ป้อมสกุลถังเถอะ”
ถังจื่อฉวนใช้วิชาตัวเบานำทางหลัวเซียนไปที่ป้อมสกุลถังที่อยู่ด้านเหนือของเมืองเฉิงตู ถังจื่อฉวนใช้วิชาตัวเบาประจำตระกูล สกุลถังถนัดด้านการใช้พิษ อาวุธลับทั้งหลาย วิชาประจำตระกูลล้วนเด่นเื่ความรวดเร็ว วิชาตัวเบาของสกุลถัง แม้ไม่อาจกล่าวว่าเป็อันดับหนึ่งในแผ่นดิน แต่ก็มีความโดดเด่นไม่เป็รองผู้ใด
ถังจื่อฉวนลอบทดสอบวิชาตัวเบาของหลัวเซียน ที่ติดตามมาโดยไม่ทิ้งห่าง หลัวเซียนติดตามหลังถังจื่อฉวนมา โดยไม่มีทีท่าอ่อนล้าหรือแสดงว่ากำลังใช้กำลังมากเกินไปแม้แต่น้อย ท่าทางของหลัวเซียนที่ติดตามมาเหมือนกับว่า หลัวเซียนกำลังเดินเล่นอยู่ก็มิปาน หลัวเซียนอายุเยาว์เพียงเท่านี้กลับมีวิชาตัวเบาน่าตื่นตระหนกนัก เมืองถงซือ มณฑลอี้โจว ไฉนไม่เคยได้ยินปรมาจารย์ท่านใดที่แซ่หลัวมาก่อน
ป้อมสกุลถังยามค่ำคืนยังจุดไฟไว้ตลอดแนวกำแพงสูง ถังจื่อฉวนนำหลัวเซียนผ่านกำแพงนอก เข้ามาที่กำแพงด้านใน ลัดเลาะมาจนถึงศาลาหลังหนึ่งที่สงบเงียบ ถังจื่อฉวนโบกมือไล่ให้ผู้รับใช้ที่นำน้ำชามาให้หลบไปทางอื่น ถังจื่อฉวนแม้นำพาหลัวเซียนมาจนถึงป้อมสกุลถัง แต่ศาลาหลังนี้น่าจะอยู่ในบริเวณส่วนนอกของป้อม เพียงพอให้รองรับแขก แต่ยังไม่สามารถนำพาเข้าสู่ส่วนลึกภายในป้อมสกุลถังได้ ถังจื่อฉวนผู้นี้นับว่ามีความสามารถ จะอย่างไรหลัวเซียนเป็คนนอก มีความเป็มาไม่ชัดเจน
ถังจื่อฉวนรินน้ำชาให้หลัวเซียน “หลัวเซียนเ้ามีอันใด้าถาม ก็กล่าวมาได้เลย”
เื่ที่หลัวเซียนอยากรู้นั้นมีมากมายนัก เมืองถงซือที่หลัวเซียนเติบโต มีเพียงคนของพรรคกระยาจกที่ตำแหน่งต่ำต้อย ความรู้เื่ราวในยุทธภพมีไม่มากนัก หลัวเซียนสอบถามเื่ราวได้ไม่เท่าไร เื่ที่ถังจื่อฉวนบอกกล่าวนั้นมากกว่าเื่ราวหลายปีที่เหล่าขอทานรู้มามากมายนัก ยุทธภพในตอนนี้แตกต่างไปจากเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
ในยุคสมัยนี้ ยุทธภพมีหนึ่งพรรค สิบสำนัก ห้าสกุลใหญ่ ที่นับเป็ผู้นำยุทธภพ ฝ่ายธรรมะ ฝ่ายอธรรมนั้นแม้ยังคงแบ่งแยกแต่ความขัดแย้งไม่ใหญ่หลวง ราชสำนักซ่งแม้วางตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ในวงยุทธภพ แต่การเข่นฆ่าล้างสำนักนั้นกระทำไม่ได้ หากทำการเกินเลยไป ทางการจะส่งทหารเข้ามาจัดการ
สำนักต่าง ๆ ต่อให้มีวิชาฝีมือสูงส่งเลิศล้ำ ยังไม่อาจรับมือทหารนับพันนับหมื่นได้ ต่อให้ตนเองหนีเอาตัวรอดไปได้ ไหนเลยจะสามารถยกหิ้วเอารากฐานของสำนักนับร้อยนับพันปีหลบหนีติดตัวไปด้วยได้ นอกจากนี้ราชสำนักยังมียอดฝีมือรับใช้เป็ขุนนางอยู่ไม่น้อย ในเมืองหลวงเปี้ยนจิง มีผู้ใดบ้างไม่รู้จักราชองครักษ์ระดับสี่ จอมยุทธใต้จั่นเจาที่ทำงานให้กับใต้เท้าเปา ผู้ตรวจการเมืองหลวง องครักษ์จั่นผู้นี้ร่ำลือว่ามีวิชากระบี่สูงล้ำ วิชาตัวเบาเป็อันดับหนึ่งในแผ่นดิน
เื่นี้หลัวเซียนกลับยังไม่เชื่อมากนัก คำร่ำลือในยุทธภพมักกล่าวเกินจริงไปเสียสิบส่วน
“แล้ว สำนักฝ่ายอธรรมเล่า อย่างเช่นพรรคห้าเซียน ข้าได้ยินมาว่าพรรคห้าเซียนกับสกุลถังเ้ามิใช่ว่าเป็ศัตรูกัน”
“เ้าผิดแล้ว พรรคห้าเซียนแม้ไม่นับว่าเป็พรรคในฝ่ายธรรมะ แต่ก็ไม่ถือว่าอยู่ในฝ่ายอธรรม สกุลถังกับพรรคห้าเซียนเองก็ไม่ยุ่งเกี่ยวในเื่ของอีกฝ่าย ความจริงนับว่าความสัมพันธ์ของสกุลถังกับพรรคห้าเซียนหลายสิบปีมานี้ เป็สหายมากกว่าศัตรู”
แม้หลัวเซียนจะไม่กล่าวสิ่งใด แต่ในใจกลับรู้สึกขัดแย้งยิ่ง นี้แสดงว่าหลังจากที่หลัวเซียนตายไปเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน พรรคห้าเซียนกับสกุลถังในยุคหลังจากนั้น ลดวางความแค้นระหว่างกันกลับกลายจากศัตรูเป็สหาย นี่ถ้าถังฮุยจินผู้เป็ประมุขสกุลถังในครั้งกระโน้นรับทราบ ไม่แน่ว่าจะลุกขึ้นมาจากสุสานก่นด่าลูกหลานของตนเองหรือไม่
“ข้าแค่เคยได้ยินตำนานของยุทธภพว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อนประมุขสกุลถังนามว่า ถังฮุยจินกับประมุขพรรคห้าเซียนในครั้งกระโน้นนามว่า ซุนไป่หาน ต่อสู้แย่งชิงกันก่อให้เกิดาระหว่างสองพรรคจนเมืองเฉิงตูปั่นป่วน คิดไม่ถึงยามนี้ทั้งสองกลับกลายเป็สหายไปได้”
ถังจื่อฉวนกล่าว “เื่นี้ข้ากลับไม่ทราบ ท่านถังฮุยจินเป็บรรพบุรุษสกุลถังเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน มีฝีมือสูงล้ำ เื่ความขัดแย้งของท่านกับประมุขพรรคห้าเซียนนั้น ข้าผู้เป็ชนรุ่นหลังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็ท่านถังฮุยจินเองที่สั่งเสียเอาไว้ว่ามิให้คนของสกุลถังเข้าไปเขตของพรรคห้าเซียนอีก”
หลัวเซียนได้ยินที่ถังจื่อฉวนกล่าวแม้แปลกใจแต่ยังคงระงับความสงสัยเอาไว้ “อ่อ ที่แท้เป็เช่นนี้”
“ข้าเล่าเื่ให้เ้าฟังมากมายแล้ว แล้วเื่ของเ้าเล่า หลัวเซียน วิชาฝีมือของเ้าไม่ธรรมดา”
“ข้าฝึกวิชาประจำตระกูล วิชานี้สืบทอดภายในตระกูลไม่สืบทอดต่อคนนอก ข้าเริ่มฝึกไม่นาน นอกจากคนในบ้านแล้วไม่มีผู้อื่นทราบ” หลัวเซียนมิได้กล่าวเท็จแม้ครึ่งคำ เพียงแต่วิชาประจำตระกูลนี้มิใช่ของสกุลหลัวแต่เป็ของสกุลซุนในชาติที่แล้วต่างหาก
ถังจื่อฉวนพยักหน้า เื่วิชาฝีมือสำนักอาจารย์ในยุทธภพ หากอีกฝ่ายไม่้าเปิดเผยก็ถือเป็เื่ปกติ ถังจื่อฉวนแม้ไม่เชื่อถือที่หลัวเซียนบอกมาทั้งหมด แต่ก็ไม่้าฝืนใจอีกฝ่าย
ตอนนี้หลัวเซียนรู้เื่ราวในเมืองเฉิงตูมากพอแล้ว แต่หลัวเซียนยังไม่้าสอบถามถังจื่อฉวนเื่ของเถ้าแก่ชาวไป่ของหอสราญหอมในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นจะสะกิดความสงสัยของถังจื่อฉวนขึ้นมาได้ หลัวเซียนอาจต้องเข้าไปในเขตของพรรคห้าเซียนด้วยตัวเอง จะอย่างไรหลัวเซียนต้องเข้าเพื่อหาตัวยาเพิ่มพูนกำลังภายในอยู่แล้ว
“ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ข้าไม่รบกวนเ้าแล้ว” หลัวเซียนลุกขึ้นยืน ถือโอกาสกล่าวลา
“ข้าไปส่งเ้า” ถังจื่อฉวนลุกขึ้นยืนตาม
ถังจื่อฉวน้าไปส่งหลัวเซียนจนถึงอารามซินเซียง หลัวเซียนได้แต่ยินยอม ใครใช้ให้คืนนี้ถังจื่อฉวนยินยอมตอบคำถามมากมายกันเล่า กว่าหลัวเซียนจะกลับเข้าเรือนที่พักก็เกือบเข้ายามโฉ่ว (丑 คือ 01.00 - 02.59 น.)
วันนี้เป็สอบเชิงหยวนในวันแรก ถังจื่อฉวนส่งรถม้าของสกุลถังมารับหลัวเซียนกับพวกตามที่รับปากเอาไว้ ทั้งยังมาด้วยตนเอง หงสือเมิ่งต้องออกปากขอบคุณ คุณชายสกุลถังผู้นี้ด้วยตนเอง
“หงชิ่วไฉ เกรงใจไปแล้ว พวกเราคนกันเอง” ถังจื่อฉวนกล่าว
“คุณชายเฉวียน ท่านก็มาด้วย” หลัวเซียนกล่าวทัก
“วันนี้พวกเ้าสอบเชิงหยวน ข้ายอมมาส่งพวกเ้า”
“ขอบคุณ คุณชายเฉวียน”
“หลัวเซียนแล้วข้าเล่า ข้าต่างหากที่เอารถม้ามารับพวกเ้า” ถังจื่อฉวนตัดพ้อ
“ขอบคุณ พี่จื่อฉวน”
เฉวียนหวาฉีเหลือบมอง หลัวเซียนที่อกกปากเรียกถังจื่อฉวนว่าพี่จื่อฉวน ไม่ทราบสองคนนี้ไปนับเป็พี่น้องกันั้แ่เมื่อใด
การสอบเชิงหยวนเป็การสอบระดับเมือง จัดขึ้นทุกสองถึงสามปี แล้วแต่กำหนดการจากทางราชสำนัก การสอบหนึ่งครั้งกินเวลาราวสองวัน ในสองวันนี้ผู้ที่เข้าสอบจะต้องอยู่ในสถานที่ที่จัดเอาไว้ ไม่อาจออกมาภายนอกได้ การกินอยู่หลับนอนล้วนต้องอยู่ในที่ ที่กำหนดไว้เท่านั้น
การตรวจข้อสอบจะให้เวลาราวสิบวัน ผลสอบจะถูกส่งไปตามเมือง จากเมืองสู่อำเภอจากอำเภอสู่หมู่บ้าน ซึ่งใช้เวลาหลายเดือน ผู้ที่สอบผ่านในชั้นนี้จะถูกเรียกว่า ชิ่วไฉ
ชิ่วไฉจะไม่ถูกทางการเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ไม่ต้องคุกเข่าเมื่อเข้าพบขุนนาง ไม่ถูกลงโทษโบย เมื่อสอบผ่านในชั้นนี้แล้ว จะสามารถเข้าสอบต่อในระดับมณฑลหรือการสอบเจี้ยหยวนได้ ซึ่งการสอบเจี้ยหยวนครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปีหน้าที่เมืองเฉิงตูนี้ เมื่อผ่านชั้นเจี้ยหยวนแล้ว จากนั้นจึงสามารถเข้าสอบในเมืองหลวงนั้นได้ ในสามปีต่อจากนี้
หงสือเมิ่ง ตั้งใจที่จะรอจนกว่าผลสอบของการสอบเชิงหยวนออกแล้วจึงค่อยเดินทางกลับเมืองถงซือ การเดินทางในแต่ละครั้งกินเวลายาวนาน ในเมื่อมาจนถึงเมืองเฉิงตูแล้ว หากกลับไปโดยไม่รอผลสอบ ก็ต้องรอให้ทางการส่งจดหมายไปซึ่งอาจกินเวลาอีกหลายเดือน หลัวเซียนเองเพราะทราบเช่นนี้จึงยังมีเวลาร่วมสิบวันในการจัดการสิ่งที่ตนเอง้า
หลัวเซียนหอบข้าวของ เสบียงเครื่องนุ่งห่มที่ต้องให้ในสองวันนี้เข้าไปยัง ที่ว่าการเมืองเฉิงตู ในสองวันนี้หลัวเซียนต้องอยู่ที่ ที่ว่าการเพื่อสอบเชิงหยวนให้เรียบร้อย
“อาจารย์ อาหง พี่จื่อฉวน คุณชายเฉวียน พวกข้าจะเข้าไปแล้ว อีกสองวันพบกันใหม่”
หลัวเซียนกล่าวอำลา เดินนำหยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซาน เข้าไปยังสถานที่สอบด้วยท่าทางมั่นใจ