ตอนที่ 23 ศาลาว่าการ
หลิวจั๋วนั่งรถม้าออกไปจากสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่แล้ว
ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมของเขาเผยท่าทีตึงเครียดขึ้นมา คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันเช่นกัน
คำพูดที่ท่านอาจารย์ฮัวหม่านถิงกล่าวกับเขานั้นยังคงดังวนอยู่ภายในหูของเขา ในยามนี้เขากำลังใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดเ่าั้ของท่านอาจารย์มีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างไกล
ในฐานะขุนนางแห่งกวงหลิง เขาย่อมมีััที่เฉียบแหลมและมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงมากมายในเมืองหลวงที่อาจจะนำพาอันตรายมา แต่ก็ยังไม่อาจััได้เลยว่าในอนาคต หลี่เฉินอันจะกลายเป็โอกาสของเขาได้
ถึงแม้เขาจะรับฟังคำพูดเ่าั้ของท่านอาจารย์เอาไว้ แต่เขาก็ยังมีความสงสัยอยู่ภายในใจดังเก่า
จวนจงหลีมีตัวตนอยู่ในระดับใดกัน !
สถานะของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีนั้นสูงส่งเพียงไหน !
นางเห็นดีเห็นชอบอันใดถึงได้ไปชอบหลี่เฉินอันที่ไร้ชื่อเสียงและฐานะทางตระกูลกัน ?
ท่านอาจารย์กล่าวว่า สิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุดคือ ‘ความรัก’ เฉกเช่นจงหลีพั่วและฝานเถาฮวา
ทว่าตัวอย่างนี้ไม่อาจโน้มน้าวเขาได้ เพราะในโลกนี้มีจงหลีพั่วเพียงผู้เดียว และในโลกนี้ก็มีฝานเถาฮวาเพียงผู้เดียวเช่นกัน
ท่านอาจารย์ยังกล่าวอีกว่า อย่างเช่นในรัชสมัยต้าเต๋อ เื่ขององค์หญิงอวี้หัวและสามัญชนชางปู้ชี่... ความสามารถของชางปู้ชี่ไม่ได้มีดีแค่ที่ด้านวรรณกรรมเท่านั้น แต่ความสามารถของเขาครอบคลุมทุกด้าน !
หลี่เฉินอันสามารถเทียบเคียงได้หรือ ?
แต่ในเมื่ออาจารย์ได้กล่าวไว้เยี่ยงนั้น หลิวจั๋วก็ถือว่ายังต้องใส่ใจหลี่เฉินอันอยู่
คิ้วของเขาคลายออกแล้ว แต่ก็มิได้ฝากอนาคตของตนเองไว้ที่ตัวของหลี่เฉินอัน อย่างไรเขาจะคอยดูแลหลี่เฉินอันไปด้วยก็ได้ เพราะเป็เื่ง่ายดายอยู่แล้ว
ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าหลายวันก่อนหน้านั้น ไช่หยูถางผู้ไต่สวนแห่งศาลาว่าการได้เสนอคดีหนึ่งขึ้นมา เหมือนว่าจะมีผู้มาแจ้งความเอาผิดเื่ที่หลี่เฉินอันบุกเข้าไปทำร้ายคนในจวนหลี่......เมื่อคืนหลี่เฉินอันได้ร่วมร่ำสุรากับตน คาดว่าห้องสืบสวนคงยังไม่ได้ส่งคนมาจัดการคดีนี้
ประเดี๋ยวกลับไปถึงศาลาว่าการ เขาต้องบอกกับไช่หยูถางเสียหน่อย คดีนี้ให้หลี่เฉินอันชดเชยด้วยค่าน้ำแกงยาก็เพียงพอแล้ว
ยามที่เกี้ยวของเขามาถึงศาลาว่าการ ด้านนอกก็มีเสียงดังโวยวายดังขึ้นมา
“เฮ้ย นี่มันหลี่เฉินอันคนโง่งมแห่งจวนหลี่ไม่ใช่หรือ ? ทำไม ้ามาปล่อยตัวคนที่ศาลาว่าการหรือ ? อย่างเ้าเนี่ยนะ ? ”
“เ้าคือสุนัขตัวใดกัน ? ”
“...”
“ไอ้เ้าเป็ดปากแข็ง เ้าฟังข้าที่เป็ปู่ของเ้าให้ดี ปู่เ้าคนนี้มีนามว่าเสิ่น......”
เสิ่นอะไรก็ไม่ทราบ หลิวจั๋วที่นั่งอยู่ในเกี้ยวก็ได้ยินเสียงดัง ‘ผลัวะ ! ’ ดังขึ้นมา ต่อจากนั้นก็มีเสียงร้องอย่างเ็ปดังโหยหวนตามมา
“เ้า นี่มันหน้าศาลาว่าการ เ้ากล้ากระทำการ......”
คำว่า ‘โหดร้าย’ ยังไม่ทันได้ออกมา หลิวจั๋วก็ได้ยินเสียง ‘พลั่ก ! ’ ดังขึ้นมาอีกคราว จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องน่าเวทนาดังขึ้น แล้วถึงได้มีเสียง ‘ปัง ! ’ ดังขึ้นอีก
ฝูงชนต่างส่งเสียงร้องใ เขาคิ้วขมวดนิ่ว เลิกผ้าม่านขึ้นมาดู สถานการณ์นอกเกี้ยวค่อนข้างร้อนแรง จึงสั่งกับคนหามเกี้ยวว่า “ไปทางด้านหลัง”
หลี่เฉินอันผู้นี้ มิใช่พวกรักสงบ !
เขาใจกล้าเกินไปแล้ว การที่ตนออกไปตอนนี้คงไม่เหมาะสม สู้เข้าไปในศาลาว่าการและไปบอกกล่าวกับไช่หยูถางไว้ก่อนจะดีกว่า
ท่ามกลางกลุ่มคนด้านนอกศาลาว่าการ มีบุรุษหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
ในมือของชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นถือพัดหนึ่งด้ามและกำลังมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ
เขาก็คือคุณชายใหญ่ฉีจือเสวี่ยจากจวนฉีกั๋วกงแห่งเมืองหลวง ใบหน้าของเขาในยามนี้ประดับด้วยรอยยิ้ม ริมฝีปากกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย ลอบคิดว่าคราวนี้หลี่เฉินอันต้องได้เข้าคุกเป็แน่ !
และเป็ไปตามนั้น ได้มีเ้าหน้าที่ของทางการสองสามนายวิ่งออกมาจากศาลาว่าการ
ทันใดนั้น ฉีจือเสวี่ยก็ชะงักและคิ้วขมวดขึ้นมา
เ้าหน้าที่ที่วิ่งออกมาจากศาลาว่าการเ่าั้กลับหยุดชะงักฝีเท้าในทันที !
เ้าหน้าที่าุโผู้นั้นยกมือขึ้นมาหนึ่งข้าง หลังจากโบกไปมากลางอากาศอยู่ชั่วครู่ เขาก็หันหลังกลับ และนำเ้าหน้าที่กลุ่มนั้นเข้าไปในศาลาว่าการ
แสร้งทำเหมือนตาบอด มองไม่เห็นเหตุการณ์รุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นทางด้านนอก
หลี่เฉินอันจับเสิ่นจี้เย่ บุตรชายของเสิ่นเชียนซานทุ่มจนกองลงไปกับพื้น !
ในระหว่างที่เขากำลังทุบตี เขาก็ด่ากราดอย่างเดือดดาลว่า “บังอาจอวดดีต่อหน้าข้า ข้าจะทำให้เ้าได้เข้าใจว่าอย่างไรถึงเรียกว่าอวดดีได้ ! ”
“บิดาของเ้าคือเสิ่นเชียนซาน หาใช่เสิ่นว่านซาน ! ”
“ข้าเกือบจะได้เป็พี่เขยของเ้าแล้วด้วยซ้ำ เ้าปฏิบัติกับพี่เขยของเ้าเยี่ยงนี้อย่างนั้นหรือ ? ”
“ข้าจะสั่งสอนเ้าแทนบิดาของเ้าเอง ให้เ้าได้เข้าใจถึงหลักสัจธรรมข้อหนึ่ง ! ”
“ทำการค้าต้องทำอย่างสุจริต จะต้องมีกฎเกณฑ์ หากละเมิดกฎเกณฑ์นั้นหมายถึงชีวิต ! ”
เสิ่นจี้เย่ที่น่าสงสารนอนขดอยู่กับพื้นและส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด เขาถูกหลี่เฉินอันทุบตีจนใบหน้าบอบช้ำ เกรงว่าแม้แต่มารดาของเขาก็คงจำหน้าเขาไม่ได้แล้ว
บางทีอาจเป็เพราะทุบตีจนเหนื่อยแล้ว
หลี่เฉินอันลุกขึ้นยืนและสะบัดมือไปมา “มารดามันเถอะ ! มือข้าแดงไปหมดแล้ว”
เขามองไปทางฝูงชนรายล้อมที่ตอนนี้ต่างก็ตกตะลึงจนถึงขีดสุด จากนั้นก็ลุกเดินไปทางด้านในศาลาว่าการ
ที่ด้านหน้าโต๊ะของผู้สืบสวนภายในห้องสืบสวนศาลาว่าการในยามนี้ ไช่หยูถางถลึงตัวลุกขึ้นยืนหลังจากได้ฟังรายงานจากเ้าหน้าที่นามเฉินเอ้อโก่ว “เ้าบอกว่าผู้ที่กำลังก่อเื่อยู่ด้านนอกคือหลี่เฉินอันหรือ ! ”
“ท่านใต้เท้า นั่นคือหลี่เฉินอันที่ท่านให้ข้าไปจับตัวเขาเมื่อหลายวันก่อน ! ”
“.....” ไช่หยูถางกลืนน้ำลายหนึ่งอึก และถูฝ่ามือไปมา “แท้จริงแล้วเขามีความสัมพันธ์เยี่ยงไรกับหอลี่จิ้งกัน ? ”
“เื่นี้ ข้าก็มิบังอาจเอ่ยถาม”
“แล้วเขามาทำอะไรที่ศาลาว่าการ ? ”
“ได้ยินว่า้ามารับตัวคนผู้หนึ่ง”
“ผู้ใด ? ”
“หลี่เสี่ยวฮวาที่ข้าเพิ่งพากลับมาเมื่อครู่”
ไช่หยูถางขมวดคิ้ว
เื่นี้แท้จริงง่ายดายอย่างมาก แต่สาเหตุที่มีอยู่กลับค่อนข้างซับซ้อน
หลังจากนำตัวหลี่เสี่ยวฮวากลับศาลาว่าการ ยังไม่ทันได้ไต่สวนก็ถูกเจียงจ้าวแห่งกรมราชทัณฑ์ที่มาพร้อมกับจดหมายของผู้พิพากษาฮั่วนำตัวคนผู้นั้นไปแล้ว
นี่เป็เพียงคดีเล็ก ๆ แต่ผู้พิพากษาฮั่วกลับมาเอ่ยถามด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าหลี่เสี่ยวฮวาได้ไปขัดขาใครเข้า ถึงได้มีคนรุดหน้ามาทักทายเช่นนี้
เดิมทีเขาหาได้คิดอันใด เพราะหลี่เสี่ยวฮวาเป็แค่พ่อค้าธัญพืชตัวจ้อย ขอเพียงทางห้องขังไม่ได้เล่นจนถึงตายก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่คาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันก็ปรี่มาหาหลี่เสี่ยวฮวาถึงที่นี่ด้วยเช่นกัน
หากเป็เพียงหลี่เฉินอัน เขาย่อมสามารถทำเป็ไม่สนใจได้ แต่หลี่เฉินอันกลับมีความสัมพันธ์กับหอลี่จิ้งในแบบที่เขาไม่อาจมองออกได้...
“เ้าจงไปกรมราชทัณฑ์ ขอให้ใต้เท้าเจียงหยุดการพิจารณาคดีของหลี่เสี่ยวฮวาไว้ชั่วคราว ข้าจะไปพบกับผู้พิพากษาฮั่ว”
“ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เฉินเอ้อร์โก่วหันหลังเดินออกไป ไช่หยูถางลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกไป แต่คาดไม่ถึงว่าหลิวจั๋วจะเดินเข้ามาหาเขาก่อนแล้ว
“นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น ? ”
ไช่หยูถางชะงัก คาดไม่ถึงว่าเื่เล็กน้อยเยี่ยงนี้จะกระทบไปถึงท่านเ้าเมืองกวงหลิง
เขารีบโค้งคำนับ และเล่าที่มาที่ไปของเื่ทั้งหมดโดยละเอียด
หลิวจั๋วที่ได้ยินดังนั้นก็คิ้วขมวดเช่นกัน เหตุใดผู้พิพากษาฮั่วฉวนิถึงได้ยื่นมือเข้ามายุ่งกับคดีเรียบง่ายเยี่ยงนี้ได้ ?
ทันใดนั้น คิ้วของเขาก็คลายตัวออก และสะบัดมือใหญ่ออกคำสั่ง “ปล่อยตัวหลี่เสี่ยวฮวา”
ไช่หยูถางตกตะลึง จากนั้นก็ได้ยินหลิวจั๋วกล่าวอย่างชอบธรรมว่า “ในฐานะขุนนาง สิ่งที่ควรจดจำให้ขึ้นใจนั้นก็คือ ความเป็ธรรม ! ”
“ต้นเหตุของเื่นี้ง่ายดายอย่างมาก หลี่เสี่ยวฮวาที่กำลังดำเนินการค้าขายไปอย่างถูกต้องกลับถูกคนเข้ามารังแกถึงหน้าบ้าน ! ”
“หลี่เสี่ยวฮวาก็ต้องขัดขืนอย่างไร้หนทางอื่น นี่คือการปกป้องตนเองของเขาอย่างชอบธรรม ไม่ใช่การละเมิดกฎหมาย ! ”
“ตามกฎหมายของแคว้นหนิงแล้ว เขาไร้ความผิด และเหตุใดจึงถูกกุมตัวมา ? ”
“ไช่หยูถางเอ๋ยไช่หยูถาง ในฐานะที่เ้าเป็ผู้ไต่สวนแห่งห้องสืบสวน จะต้องถือกฎของห้องสืบสวนเป็หลัก และรีบจัดการคดีด้วยความยุติธรรม มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น......ที่จะสามารถเป็ที่ยอมรับของเหล่าราษฎร และจะได้ไม่เกิดคดีเท็จและการตัดสินที่ผิดพลาดได้ ! ”
“เห็นว่าผู้คุมสอบของกรมขุนนางกำลังจะมาเมืองกวงหลิงแล้ว อย่าได้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่น่าจดจำให้กับท่านผู้คุมสอบ ! ”
ไช่หยูถางเหงื่ออาบกาย เขารีบลุกขึ้นยืน “ใต้เท้าสั่งสอนได้ถูกต้อง ข้าน้อมรับความผิดนี้”
“อืม ไปเสีย นอกจากนี้ก็ส่งเ้าหน้าที่ทางการออกไปจับอันธพาลพวกนั้นกลับมาไต่สวน หาผู้ที่อยู่เื้ัด้วย”
“ใช่แล้ว แล้วตอนนี้คดีของจวนหลี่ไปถึงไหนแล้ว ? ”
“...เรียนท่านใต้เท้า หลี่เฉินอันมีความสัมพันธ์ผิวเผินกับหอลี่จิ้ง หอลี่จิ้งซือได้เข้ามาแทรกแซงคดีนั้น ตอนนี้ปิดคดีไปแล้วขอรับ”
หลิวจั๋วตระหนักรู้ขึ้นมา และกำชับเสียงเข้มว่า “เื่ของหลี่เฉินอันและหอลี่จิ้งซือ อย่าให้ผู้ใดนำออกไปแพร่งพราย ผู้ที่ทราบเื่นี้ก็จงปิดปากในสนิท ! ”
เขาหันหลังเดินออกไป มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้า
ท่านอาจารย์ นี่นับว่าเป็หมากลับจริงด้วย !