ภายในกระท่อมมืดสนิท
กู่ฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง เขาหลับตาลงและปล่อยให้ลมหายใจดำเนินไปตามจังหวะธรรมชาติที่ร่างกาย้า โดยไม่บังคับหรือฝืนปะทัง
ความเ็ปที่ไหล่ซ้ายยังคงแล่นริ้วขึ้นมาอย่างที่ควรเป็ น้ำมันยาของหลินเต๋อเจี้ยซึมลึกเข้าสู่กล้ามเนื้อ มอบความรู้สึกอุ่นตื้ออันหนักหน่วง แม้มันจะไม่ได้ช่วยระงับปวดในทันที ทว่าก็ทำให้รับรู้ได้ว่ากลไกของร่างกายกำลังเริ่มซ่อมแซมตัวเอง
อีกสองวันคงทุเลาลง...
เขาคิดอย่างสงบก่อนจะผลักความเ็ปนั้นออกไปจากขอบเขตความสนใจ เหมือนที่เคยทำยามต้องยืนปฏิบัติการในห้องผ่าตัดนานถึงสิบสองชั่วโมง มันไม่ใช่การปฏิเสธความจริง แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของจิตใจ
และปัจจุบัน มีเื่ที่คอขาดบาดตายยิ่งกว่า
ความคิดที่เวียนวนอยู่ในหัวตลอดทั้งคืนคือภาพของต้นเทพสังหาร ลำต้นสีเทาเงิน กิ่งก้านที่กางเหยียดราวกับกำลังอ้าแขนรอรับทัณฑ์จากสรวง์ และกระแสพลังงานอันเข้มข้นที่แผ่ทะลักออกมาจนััได้แม้ยืนห่างออกไปถึงห้าก้าว
หากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นดูดซับพลังงานทุกสรรพสิ่งรอบตัวเข้าหาตัวเอง แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็ตัวนำพาพลังงานเ่าั้กระจายออกมาด้านนอก?
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้น ดวงตาคู่วัยเยาว์ในร่างชราทอดมองฝ่ามือซ้ายที่วางอยู่บนหัวเข่า
น้ำ...
คำตอบลอยเด่นขึ้นมาในความคิดอย่างเงียบเชียบ ราวกับฟองอากาศที่ผุดขึ้นสู่ผิวน้ำ
ลำธารที่ไหลผ่านรากของต้นไม้ใหญ่ ดินที่เปลี่ยนสีรอบโคน รากที่แผ่ขยายออกไปดูดซับน้ำใต้ดิน... หากพลังปราณของต้นเทพสังหารถ่ายเทลงสู่ดินและน้ำใต้ดิน แล้วสายน้ำนั้นไหลต่อไปตามลำธาร... ลำธารที่ไหลมาจากป่าทางทิศเหนือ ผ่านขอบหมู่บ้าน และทอดยาวออกไปไกล
ย่อมหมายความว่า น้ำในลำธารสายนั้นย่อมมีพลังงานของต้นเทพสังหารปนเปื้อนอยู่ด้วย!
กู่ฉางเซิงหยัดกายลุกขึ้นในทันที
เหวยเซียงซึ่งนอนหลับอยู่บนเสื่อฟางตรงมุมห้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะเพ่งมองเห็นว่าเป็กู่ฉางเซิง
"ท่านกู่... ท่านยังไม่นอนอีกหรือ"
"ข้ามีเื่ต้องทำ" กู่ฉางเซิงหยิบโอ่งน้ำดินเผาขนาดเล็กขึ้นมา "เ้าหลบอยู่ที่นี่ไปก่อน อย่าเพิ่งออกไปด้านนอกเป็อันขาด"
เหวยเซียงเหลือบมองาแที่ไหล่ซ้ายซึ่งบวมเป่งจนดันเนื้อผ้าขึ้นมา สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที "ท่านาเ็นี่"
"เื่เล็กน้อย" กู่ฉางเซิงหยิบโคมน้ำมันใบจิ๋วขึ้นมาจุดไฟ แสงไฟสลัววูบวาบตามแรงแกว่ง "หากเ้าหิว ในกระถางยังมีหมั่นโถวเหลืออยู่สองก้อน กินรองท้องไปก่อนแล้วกัน"
กล่าวจบ ชายชราก็ก้าวเดินออกจากกระท่อม มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามด้วยความฉงน
บรรยากาศริมลำธารยามดึกสงัด
ผิวน้ำสีดำสนิทเป็ประกายเงางามสะท้อนแสงดาริกาบนท้องฟ้า เสียงกระแสน้ำไหลเอื่อยกระทบโขดหินน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจาย กลิ่นดินชื้นและใบไม้ผุโชยมาตามลมแ่เบา
กู่ฉางเซิงคุกเข่าลงริมตลิ่ง วางโคมน้ำมันไว้ข้างกาย เขาประคองฝ่ามือตักน้ำขึ้นมาหนึ่งจอกเพื่อเริ่มการัั
พลังงานที่แฝงอยู่ในน้ำยามนี้ แตกต่างจากที่เขาตรวจสอบเมื่อตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นเขาเพ่งจิตเพื่อตรวจหาพิษจากดอกเสนียด แต่คราวนี้นิ้วมือของเขากำลังเสาะหาบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ลมปราณในร่างชราที่เคี่ยวกรำฝึกฝนมาตลอดสี่วัน เริ่มแยกแยะสิ่งเจือปนได้ละเอียดขึ้น เปรียบเสมือนหูของนักดนตรีที่ผ่านการฝึกปรือมาอย่างยาวนานจนสามารถจำแนกเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกจากกันได้อย่างแม่นยำ
มีอยู่จริง...
มันบางเบาและจางเจือราวกับเงาของผืนผ้า ทว่ากลับมีอยู่จริง พลังงานที่กู่ฉางเซิงรับรู้ได้จากน้ำในฝ่ามือมีกลิ่นอายชนิดเดียวกับที่ััได้จากต้นเทพสังหารไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับรอยนิ้วมือที่ทิ้งไว้บนจอกชาหลังจากที่เ้าของได้จากไปแล้ว
สายน้ำเป็ตัวพัดพาพลังงานออกมา
และหากเขาสามารถสกัดพลังงานนั้นจากน้ำได้โดยตรง เขาก็ไม่จำเป็ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเข้าใกล้ต้นไม้ปีศาจนั่นเลย
กู่ฉางเซิงนั่งนิ่งอยู่ริมลำธารนานถึงสองชั่วโมง
ทว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ แต่กำลังกระทำการทดลองครั้งสำคัญ
เขาทดสอบวิธีรับพลังงานจากน้ำโดยใช้ลมปราณของตนเป็ตัวชักนำ ดึงดูดประหนึ่งการใช้ท่อดูดน้ำที่สร้างความต่างของแรงดันเพื่อม้วนเอาสิ่งที่้าออกมาจากของเหลว
การทดลองครั้งแรก... ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ครั้งที่สิบ... เริ่มมีความอุ่นจางๆ แผ่ซ่านเข้ามาที่ฝ่ามือ
ครั้งที่ยี่สิบ... ความอุ่นนั้นแจ่มชัดขึ้น จนเขารับรู้ได้ว่าลมปราณในร่างเพิ่มพูนขึ้นมาเล็กน้อย มันเป็ความรู้สึกที่มากกว่าคำว่า 'นิดหน่อย' ของคนทั่วไป
ได้ผลจริงๆ!
เขายุติการทดลองก่อนที่ร่างกายจะเหนื่อยล้าจนเกินขีดจำกัด ชายชราลุกขึ้นเก็บโคมน้ำมัน ระหว่างทางที่เดินกลับกระท่อม เขาััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในกาย ความอุ่นวาบที่ไม่เคยมีมาก่อนกำลังโคจรเวียนวนอยู่รอบจุดตันเถียนบริเวณหน้าท้อง ราวกับเปลวไฟดวงน้อยที่จุดอยู่ภายในโถแก้ว
เมื่อกลับมาถึง เหวยเซียงได้ผล็อยหลับไปอีกครา
กู่ฉางเซิงวางโคมลง แล้วนั่งลงบนเสื่อฟางของตน จากนั้นจึงหลับตาลงเพื่อฝึกปรือต่อทันที
ทว่าคราวนี้ไม่ใช่การดึงพลังงานจากน้ำ แต่เป็การนำพลังงานที่เพิ่งได้มาไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและพังทลายของร่างกายนี้
เส้นลมปราณเส้าอินไต... แหล่งพลังงานชีวิตพื้นฐาน
เขาส่งกระแสพลังที่ได้มาเข้าสู่เส้นชีพจรนั้นอย่างแ่เบาและระมัดระวังที่สุด ประหนึ่งการเทน้ำลงในภาชนะที่แตกร้าว หากเทเร็วเกินไปย่อมรั่วไหลออกจนหมดสิ้น แต่หากรินช้าๆ น้ำจะค่อยๆ ซึมเข้าไปอุดรอยแยกเ่าั้ได้เอง
ความร้อนอุ่นแผ่ซ่านไปตามเส้นทางชีพจร
ข้อเข่าที่เคยส่งเสียงประท้วงและปวดร้าวในทุกย่างก้าวพลันรู้สึกเบาลงเล็กน้อย ปอดข้างซ้ายที่เคยส่งเสียงวี้ดแ่เบาเวลหายใจ กลับเงียบสงบลงเมื่อเข้าสู่ยามที่สาม
มันช้ามาก... ทว่ากำลังเกิดขึ้นจริง
กู่ฉางเซิงเอนกายลงนอนเพื่อปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน ก่อนที่ดวงตาจะปิดลง เขานึกถึงตัวเลขในใจ
สี่วันกับการฝึกปรือลมปราณพื้นฐาน และคืนแรกกับการดึงพลังงานจากสายน้ำ อาการของร่างกายฟื้นตัวขึ้นมาส่วนหนึ่ง หากเขาทำเช่นนี้ซ้ำๆ ทุกคืนอย่างต่อเนื่อง... สังขารนี้ย่อมแปรเปลี่ยน
สูตรโอสถย้อนวัยที่เขาวางแผนไว้ในหัวจำเป็ต้องใช้พลังปราณที่สูงล้ำกว่านี้มาก แต่วันนี้... เขาได้ก้าวพ้นก้าวแรกมาแล้ว และก้าวแรกย่อมสำคัญที่สุดเสมอ
รุ่งสาง
กู่ฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไป มันไม่ได้แจ่มชัดจนคนภายนอกสังเกตเห็น แต่สำหรับภายในร่างกายที่เป็ดั่งเวทีสังเกตการณ์ของเขานั้น เขารับรู้ถึงความปลอดโปร่งเบาสบายขึ้นเล็กน้อย
ข้อเข่าไม่ส่งเสียงกร๊อบแกร๊บยามหยัดกายลุกขึ้น และลมหายใจก็สูดเข้าได้ลึกกว่าเมื่อวาน
เขายืนนิ่งอยู่กลางกระท่อมครู่หนึ่งเพื่อทดสอบระบบร่างกายอย่างเป็ขั้นเป็ตอน
ชีพจร... สม่ำเสมอขึ้น แม้จะยังอ่อนแรงแต่ก็นับว่ามีจังหวะที่คงที่
กำลังกล้ามเนื้อ... ยังคงเดิม ยังคงอ่อนล้าตามวัย
ลมปราณ... เพิ่มพูนขึ้นจากเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด และมากกว่าเมื่อสี่วันก่อนอย่างสิ้นเชิง
เพียงคืนเดียวอาจยังไม่เห็นผลพลิกฟ้าคว่ำดิน แต่หากทำเช่นนี้ติดต่อกันสักสิบคืนเล่า...
เขาก้าวเดินออกจากกระท่อมพร้อมแผนงานในสมองที่จัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบ
ตลาดเช้าเริ่มกลับมาคึกคัก ทว่าวันนี้บรรยากาศกลับอื้ออึงไปด้วยเสียงสนทนาที่มากกว่าปกติ กู่ฉางเซิงเดินผ่านฝูงชนและสดับฟังเนื้อหาที่กระจัดกระจายอยู่ตามแผงค้าต่างๆ
"...หวังต้าเหนียนลุกขึ้นมานั่งได้แล้วเมื่อเช้า เห็นว่าร้องหิวข้าวด้วย..."
"...ได้ยินมาว่าน้ำในบ่อกลางมีพิษ ใครกันช่างใจทมิฬปล่อยพิษลงไปได้..."
"...ตาแก่กู่ผู้นั้นรักษาโรคได้จริง เมื่อวานเพิ่งช่วยยื้อชีวิตเด็กบ้านหวังไว้..."
กู่ฉางเซิงเดินผ่านไปโดยไม่หยุดฝีเท้า ทว่าสมองกลับบันทึกและประมวลข้อมูลทุกชิ้น
หวังต้าเหนียนลุกได้แล้ว — การฝังเข็มและตัวยาสมานแผลได้ผล นับเป็ข่าวดี
ชาวบ้านเริ่มลือเื่พิษในน้ำบ่อ — ข่าวแพร่กระจายไปรวดเร็วนัก มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทุกคนจะระแวดระวังตัว ส่วนข้อเสียคือหากเ้าฉีหยงรู้ว่าชาวบ้านตื่นตัว มันอาจจะเร่งลงมือตามแผนการเร็วขึ้น
เขามาหยุดอยู่หน้าแผงขายยาของหลินเต๋อเจี้ย
หลินชิงเสวียนั่งอยู่เพียงลำพัง นางกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราในมือ และไม่ได้แสดงท่าทีใเมื่อเห็นกู่ฉางเซิงเดินเข้ามา นางเพียงปิดตำราลงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
"ไหล่ของท่านเป็อย่างไรบ้าง"
"ดีขึ้นมากแล้ว"
เด็กสาวจ้องมองใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำโดยไม่ซักไซ้ให้มากความ "ท่านพ่อออกไปตรวจดูอาการผู้ป่วยั้แ่เช้าตรู่ บอกว่าอีกสองคนที่เหลืออาการดีขึ้นอย่างเด่นชัด ยาน้ำที่คุณตาปรุงให้เมื่อวานได้ผลดียิ่งนัก"
"ยังคงต้องให้ยาต่อเนื่องอีกสองวัน" กู่ฉางเซิงกำชับ "จักหยุดยาก่อนกำหนดไม่ได้เด็ดขาด"
"ข้าจะเรียนท่านพ่อให้ทราบ"
กู่ฉางเซิงนั่งลงบนม้านั่งไม้ ทอดสายตามองไปยังถนนเบื้องหน้า "ชิงเสวีย ลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านชายหมู่บ้านทางทิศตะวันออก มีต้นสายมาจากทิศเหนือใช่หรือไม่"
นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ใช่แล้ว ไหลมาจากป่าลึก บางคราพวกชาวบ้านก็มักไปตักมาใช้สอยเพราะน้ำใสสะอาดกว่าน้ำในบ่อ"
"ยามนี้ชาวบ้านยังใช้น้ำจากลำธารนั้นอยู่หรือไม่"
หลินชิงเสวียขมวดคิ้วเล็กน้อย "คงยังมีคนใช้อยู่บ้าง เพราะท่านหัวหน้าหมู่บ้านประกาศเตือนแค่เื่น้ำในบ่อกลาง มิได้กล่าวถึงลำธารสายนั้น"
นี่คือช่องโหว่ที่คาดไม่ถึง
"ต้องแจ้งให้พวกเขาระงับการใช้น้ำจากลำธารนั้นโดยด่วน" กู่ฉางเซิงน้ำเสียงเคร่งขรึม "น้ำในลำธารมีพลังงานของต้นเทพสังหารเจือปนอยู่ ผู้ที่ไม่มีลมปราณหรือมีน้อย หากดื่มกินเข้าไปในปริมาณมาก ย่อมเกิดอาการปวดศีรษะและอ่อนเพลียอย่างรุนแรง"
หลินชิงเสวียฉงนใจ "แต่... หากพลังงานของต้นไม้รื้อรังนั้นแฝงอยู่ในน้ำ ผู้ที่ฝึกปรือลมปราณดื่มเข้าไป มิใช่ว่าจะได้ประโยชน์หรอกหรือ"
กู่ฉางเซิงหันมาสบตานาง
เด็กคนนี้มักถามคำถามที่ตรงประเด็นในเวลาที่เหมาะสมเสมอ
"ต้องรู้วิธีการดูดซับเสียก่อน หากสุ่มสี่สุ่มห้ากลืนกินเข้าไป พลังงานแปลกปลอมจะเข้ามารบกวนระบบลมปราณเดิมในร่างกาย จนทำให้ธาตุไฟเข้าแทรก แย่ลงกว่าเดิมแทนที่จะดีขึ้น" เขาอธิบายก่อนจะเว้นจังหวะ "เปรียบเสมือนการให้ยาเกินขนาด ยาชั้นเลิศก็กลับกลายเป็พิษร้ายได้"
เด็กสาวพยักหน้ารับ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกะพริบถี่เพื่อจดจำคำสอน "แล้วคุณตารู้วิธีรับพลังงานนั้นแล้วหรือ"
"กำลังเรียนรู้อยู่"
ไม่นานนัก หลินเต๋อเจี้ยก็กลับมาจากบ้านผู้ป่วยด้วยสีหน้าที่คลายความกังวลลง เขาเดินตรงเข้ามาที่แผงยาพร้อมกับบุรุษอีกผู้หนึ่ง
กู่ฉางเซิงลอบประเมินผู้มาใหม่
เขาเป็ชายวัยสี่สิบต้นๆ รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าแลดูธรรมดาสามัญ ทว่าท่าทางการเดินเหินกลับทำให้กู่ฉางเซิงต้องตื่นตัว... บุรุษผู้นี้เดินไร้เสียงฝีเท้า แววตาคมปราบจับจ้องและสังเกตทุกสรรพสิ่งรอบกายอยู่วางตา
ผู้ที่เคยฝึกปรือวิชาสายลับ... มิใช่นักรบ แต่เป็พวกสืบข่าว
"ท่านกู่" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยปากแนะทันทีที่มาถึง "ผู้นี้คือท่านเว่ยเป้าจง เป็นายอำเภอแห่งเมืองหยินฉวน เขาเดินทางมาตรวจตราหมู่บ้านแถบนี้หลังจากได้ยินข่าวลือเื่โรคระบาด"
กู่ฉางเซิงพยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่แสดงท่าทีอื่นใด
เว่ยเป้าจงจับจ้องชายชราตรงหน้า สายตาเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ซึมลึก "ข้าได้ยินมาว่าท่านกู่เป็ผู้ลงมือรักษาคนไข้ทั้งสาม และเป็คนแรกที่พบพิษในบ่อน้ำ" น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ไม่ได้หยาบคายแต่ก็ไม่ได้อ่อนน้อม "ทั้งยังแว่วมาว่า ท่านพบหลักฐานว่ามีคนจงใจปล่อยโรคระบาดในครั้งนี้ด้วย"
"เป็เพียงหลักฐานบางชิ้นเท่านั้น" กู่ฉางเซิงแก้ประโยคให้ถูกต้อง "ยังมิอาจระบุตัวตนของผู้ลงมือได้อย่างแน่ชัด"
"แล้วคนที่ท่านสงสัยคือผู้ใดกัน"
กู่ฉางเซิงจ้องประสานสายตากับเว่ยเป้าจงเพื่อประเมินความจริงใจ
นายอำเภอที่ลงพื้นที่ตรวจสอบหมู่บ้านทุรกันดารด้วยตนเองโดยไม่ประกาศล่วงหน้า อีกทั้งยังมีพฤติการณ์ลับๆ ล่อๆ... นั่นแสดงว่าเขาเป็คนรอบคอบและรู้ว่าเื่นี้มีเบื้องลึกเื้ั
หรืออีกแง่หนึ่ง... เขาอาจจะเป็คนของเ้าฉีหยงที่ส่งมาสืบดูว่าคนในหมู่บ้านรู้ความลับไปถึงขั้นไหนแล้ว
"หากท่านเป็คนของทางการจริง ย่อมต้องมีป้ายประจำตำแหน่ง" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ข้าขอดูชมเป็ขวัญตาได้หรือไม่"
หลินเต๋อเจี้ยมีสีหน้าใเล็กน้อยกับความใจกล้าของชายชรา ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยขัด
เว่ยเป้าจงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เขาเลิกชายเสื้อคลุมขึ้น เผยให้เห็นตราทองแดงประจำตำแหน่งที่ห้อยอยู่ตรงเข็มขัด
กู่ฉางเซิงเพ่งมองตรานั้น รูปแบบและลวดลายตรงกับเศษเสี้ยวความทรงจำของร่างเดิม... ตราสัญลักษณ์ของที่ว่าการอำเภอหยินฉวนไม่ผิดแน่
"ล่วงเกินแล้ว" กู่ฉางเซิงกล่าว แม้น้ำเสียงจะไม่ได้ดูอ่อนน้อมนอบน้อมนัก แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย "ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า"
เว่ยเป้าจงมองชายชราอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ั์ตาเปลี่ยนเป็ความเลื่อมใส "ตาแก่กู่ที่ผู้คนต่างหลงลืมไปร่วมสิบปี... ทว่ายามนี้ดูอย่างไรก็มิใช่ตาแก่ไร้ค่าที่ควรค่าแก่การลืมเลือนเลยสักนิด"
กู่ฉางเซิงไม่ได้เอ่ยตอบคำชมนั้น
หลังจากนั้น เขาก็บอกเล่าเื่ราวเกือบทั้งหมดให้เว่ยเป้าจงฟัง ทั้งเื่โรคระบาด พิษในน้ำ โกดังลับของเ้าฉีหยง สารสกัดจากดอกเสนียด รวมไปถึงเื่ต้นเทพสังหารที่ซ่อนอยู่ส่วนลึกของผืนป่าทิศเหนือ
ยกเว้นเพียงเื่เดียว... เื่ที่เขาคือดวงิญญาจากต่างโลก
เว่ยเป้าจงตั้งใจฟังโดยไม่เอ่ยขัดจังหวะ พลางตวัดพู่กันบันทึกลงบนกระดาษ และเอ่ยถามสั้นๆ เป็ระยะ เมื่อกู่ฉางเซิงกล่าวจบ นายอำเภอหนุ่มใหญ่ก็วางพู่กันลง
"เ้าฉีหยงผู้นี้ทำการค้าอย่างใสสะอาดบังหน้ามาสิบกว่าปี มิเคยมีคดีความผิดกฎหมาย" เขาเอ่ยช้าๆ "ทว่าใน่ปีที่ผ่านมา ข้าได้รับรายงานลับว่ามันเริ่มติดต่อกับกลุ่มพ่อค้าจากชายแดนตะวันตกที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย"
"น่าสงสัยอย่างไรหรือ"
"ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดที่แปรรูปมาจากสมุนไพริญญา" เว่ยเป้าจงตอบตามตรง "พวกมันนำมาขายในราคาสูงลิ่วให้แก่นักฝึกลมปราณที่ละโมบ อยากเร่งรัดพลังของตนโดยไม่ผ่านการฝึกปรืออย่างถูกต้อง"
ตลาดมืดสมุนไพริญญา... กู่ฉางเซิงคิดในใจ นั่นหมายความว่าต้นเทพสังหารในป่าหลังหมู่บ้านนี้ มิใช่เพียงเป้าหมายส่วนตัวของเ้าฉีหยงเสียแล้ว แต่มันมีเครือข่ายอิทธิพลมืดหนุนหลังอยู่เื้ั
"หากท่านนายอำเภอระแคะระคายมานานแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ลงมือจัดการเล่า" กู่ฉางเซิงถามตรงประเด็น
เว่ยเป้าจงเงียบไปอึดใจหนึ่ง "เพราะยามนั้นยังไร้หลักฐานมัดตัว... และที่สำคัญ คนที่ชักใยอยู่เื้ัเ้าฉีหยงอีกทอดหนึ่ง มีตำแหน่งแห่งที่สูงส่งเกินกว่าที่อำเภอเล็กๆ อย่างข้าจะเอื้อมถึง"
บรรยากาศรอบโต๊ะพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันตา
เื่ราวนี้ซับซ้อนและใหญ่โตกว่าที่คิดไว้มากนัก
เว่ยเป้าจงขอตัวลากลับไปก่อนเที่ยง โดยกำชับว่าจะรีบกลับมาพร้อมกำลังคนเมื่อได้หลักฐานเพิ่มเติม และฝากให้คนไปแจ้งข่าวทันทีหากพบว่าเ้าฉีหยงปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้าน
กู่ฉางเซิงยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่แผงยาหลังจากนายอำเภอคล้อยหลังไป
"ท่านกู่... เราจักไว้ใจบุรุษผู้นี้ได้จริงหรือ" หลินเต๋อเจี้ยกระซิบถามด้วยความกังวล
"ยังมิอาจด่วนสรุป" กู่ฉางเซิงตอบตามตรง "แต่หากเขาเป็พวกเดียวกับเ้าฉีหยง ยามนี้ฝั่งนั้นก็คงรู้หมดแล้วว่าพวกเรารู้อะไรบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากสถานการณ์เมื่อคืนเท่าใดนัก"
หลินเต๋อเจี้ยขมวดคิ้วมุ่น
"ทว่าหากเขาเป็ข้าราชการตงฉินจริง" กู่ฉางเซิงกล่าวต่อ "เขาจะเป็พลังขับเคลื่อนที่ดีเยี่ยมในวันที่ข้ามีหลักฐานพูนมือ"
"แล้ววันนั้นจะมาถึงเมื่อใดกัน"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองออกไปที่ถนนกว้าง "เ้าฉีหยงเดินทางออกจากหมู่บ้านพร้อมเกวียนสินค้าั้แ่เช้าตรู่วานนี้ หากมุ่งหน้าไปยังเมืองหยินฉวนซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางถึงสองวัน ย่อมไม่มีทางกลับมาเร็วกว่าสี่วันเป็แน่"
สี่วัน...
เพียงพอให้ข้าเตรียมการบางอย่าง
บ่ายวันนั้น กู่ฉางเซิงพร้อมด้วยหลินชิงเสวียได้เดินทางไปเยือนบ้านของผู้ป่วยทั้งสามคน
หวังต้าเหนียนสามารถลุกขึ้นมานั่งบนเตียงได้แล้วจริงๆ แม้ใบหน้าจะยังคงซีดเซียวอยู่บ้างทว่าแววตากลับแจ่มใสขึ้นมาก ภรรยาของเขาต้มโจ๊กร้อนๆ รอไว้เต็มหม้อดิน
"ท่านกู่..." หวังต้าเหนียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ข้า... ข้าไม่รู้จะกล่าวคำใดเพื่อทดแทนบุญคุณนี้"
"มิจำเป็ต้องกล่าววาจาใด" กู่ฉางเซิงก้าวเข้าไปตรวจชีพจรอย่างรวดเร็ว "ยังต้องกินยาต่อเนื่องอีกสองวัน ห้ามออกแรงหนัก และห้ามดื่มน้ำเย็นเด็ดขาด"
"ทราบแล้ว"
"อาหารทุกชนิดที่กลืนลงคอต้องต้มจนสุกห้ามมีสิ่งใดตกหล่น ผักสดเนื้อดิบจงละเว้นเสีย ยามนี้ระบบภายในของเ้ายังฟื้นฟูไม่เต็มร้อย" กู่ฉางเซิงกำชับเพิ่ม
หวังต้าเหนียนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะจ้องมองชายชราด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย "ท่านเป็หมอที่แปลกยิ่งนัก... ช่างแตกต่างจากท่านหมอคนอื่นที่ข้าเคยพบเจอ"
"แปลกอย่างไร"
"หมอท่านอื่นมักสั่งให้ข้าทำตามอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ทว่าท่านกลับอธิบายให้ข้าเข้าใจถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น" หวังต้าเหนียนเอ่ยตามที่คิด "สิ่งนี้ช่างแตกต่างกันราวดินกับฟ้า"
กู่ฉางเซิงหยัดกายลุกขึ้น มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ "หากเ้ารู้แจ้งถึงเหตุผล เ้าก็ย่อมจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแม้ในยามที่ข้ามิได้อยู่ตรวจตรา"
อาการของผู้ป่วยอีกสองคนก็ดีขึ้นตามลำดับ กู่ฉางเซิงจึงปรับเปลี่ยนสัดส่วนตัวยาเล็กน้อยให้เหมาะกับสภาพร่างกายปัจจุบันของแต่ละคน พร้อมทั้งสอนให้หลินชิงเสวียเรียนรู้วิธีการฝังเข็มเบื้องต้นเพื่อดูแลผู้ป่วยทั้งสองนี้ด้วยตนเอง
เด็กสาวเรียนรู้ได้รวดเร็วนัก นางถามได้ตรงจุด และน้ำหนักมือยามจับเข็มก็มั่นคงเกินวัย
ในฐานะบุตรสาวของหมอยาที่คลุกคลีกับสมุนไพรมาั้แ่จำความได้ ศาสตร์การแพทย์ย่อมซึมลึกอยู่ในสายเืของนางไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยามนี้เพียงขาดหลักการและกลไกที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาพร้อมจะเติมเต็มให้
"ยามปักเข็ม จงกดลงตรงตำแหน่งนี้เสมอ" เขาชี้แนะพลางใช้นิ้วกดลงบนจุดชีพจรหลังมือคนไข้ "หากกดถูกตำแหน่ง คนไข้จะรู้สึกชาแผ่ซ่านออกมาเล็กน้อย หากไร้ความรู้สึกใดๆ แสดงว่าปักพลาดจุด"
หลินชิงเสวียสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจะแทงเข็มลงไปอย่างระมัดระวัง
คนไข้สะดุ้งเล็กน้อย "รู้สึกชาแล้ว"
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองกู่ฉางเซิง แววตาเต็มไปด้วยคำถามว่าถูกต้องหรือไม่
ชายชราพยักหน้ารับคำยืนยัน
และในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นพลันประกายความมุ่งมั่นสว่างวาบขึ้นมา โดยมิจำเป็ต้องมีวาจาใดๆ มาตอกย้ำอีก
พวกเขากลับมาถึงแผงยาในยามบ่ายคล้อย
กู่ฉางเซิงหยิบตำราสมุนไพรของหลินเต๋อเจี้ยขึ้นมาพลิกอ่านอีกหน โดยเฉพาะหน้าที่มีรอยหมึกขีดเส้นใต้หนาเตะตาเกี่ยวกับต้นเทพสังหาร
"ชิงเสวีย" เขาเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากหน้ากระดาษ "ในตำราบันทึกไว้ว่าต้นเทพสังหารจะผลัดใบทุกๆ กี่ปี"
นางนิ่งนึก "ทุกๆ สามปี ใบเก่าจะร่วงโรยจนหมดสิ้นเพื่อแตกใบใหม่ ใบที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นจะมีพลังปราณลดถอยลงไปมากทว่าก็ยังมิได้สูญสิ้นไปเสียทีเดียว"
ใบที่ร่วงหล่น... ย่อมต้องกองอยู่ตามผืนดินรอบโคนต้น หรือไม่ก็อาจถูกกระแสน้ำพัดพามาตามลำธาร
กู่ฉางเซิงปิดตำราลง "ข้า้าใบที่ร่วงโรยจากต้นนั้น มิใช่ใบสดที่อยู่บนกิ่ง เ้าคิดว่าจะเก็บมันมาได้หรือไม่"
"หากมันกองอยู่รอบโคนต้น ย่อมต้องก้าวล่วงเข้าไปในรัศมีห้าก้าว" หลินชิงเสวียเอ่ยเสียงเบา "ซึ่งนั่นอันตรายเกินไปสำหรับผู้ที่มิได้เตรียมการป้องกัน"
"แต่หากเป็ผู้ที่เตรียมตัวมาพร้อมสรรพเล่า"
เด็กสาวเบิกตากว้าง จ้องมองเขา "คุณตา... ท่านสามารถรับพลังงานของต้นไม้รังนั่นผ่านทางน้ำในลำธารได้แล้วใช่ไหม" นางกระซิบถาม "เมื่อคืนที่ผ่านมา..."
กู่ฉางเซิงลอบชมในใจ เด็กคนนี้มีความสามารถในการประมวลผลจากเบาะแสเพียงเล็กน้อยได้ยอดเยี่ยมยิ่ง สติปัญญาเฉียบแหลมและช่างสังเกตเป็เลิศ
"ถูกต้อง" เขาตอบตามตรง
"เช่นนั้นหากท่านทำซ้ำอีกหลายๆ คืน..." ดวงตาของนางทอประกายวาววับ "ลมปราณของคุณตาก็จะเพิ่มพูนขึ้นจนถึงระดับที่สามารถต้านทานพลังกดดันรอบโคนต้นนั้นได้ใช่หรือไม่"
"นั่นคือแผนการของข้า"
หลินชิงเสวียนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ "ข้าจะช่วยเสาะหาใบที่ร่วงหล่นอยู่ตามริมตลิ่งฝั่งนี้ บางทีสายน้ำอาจจะพัดพาพวกมันมาไกลพอที่เราจะเก็บได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในเขตรัศมีอันตราย"
"จำไว้ว่าอย่าเข้าใกล้เกินกว่าขีดที่เ้ารู้สึกปลอดภัย" กู่ฉางเซิงเตือนด้วยความห่วงใย "หากเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะหรือหน้ามืด จงถอยออกมาในทันที"
"เข้าใจแล้ว"
สามวันต่อมาดำเนินไปในจังหวะชีวิตที่แปรเปลี่ยนจากสี่วันแรกอย่างสิ้นเชิง
ยามกลางวัน — กู่ฉางเซิงทุ่มเทเวลาให้กับการรักษาผู้ป่วย ถ่ายทอดวิชาให้หลินชิงเสวีย และออกตรวจตราคุณภาพน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วหมู่บ้าน
ยามค่ำคืน — เขาจะไปนั่งนิ่งริมลำธาร ดึงดูดพลังงานจากสายน้ำกลับมาหล่อเลี้ยงและเบิกเนตรลมปราณเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง
ในวันที่สาม หลินชิงเสวียสามารถเก็บรวบรวมใบไม้ร่วงของต้นเทพสังหารมาได้ถึงสองกำมือ กู่ฉางเซิงจึงนำพวกมันมาต้มรวมกับสมุนไพรอีกสี่ชนิดที่เขาคัดสรรด้วยตนเอง จนได้เป็ยาน้ำสีเหลืองอำพันที่มีกลิ่นหอมปนขมโชยเตะจมูก
เขานำยาน้ำนี้ไปให้ผู้ป่วยทั้งสามดื่มเพื่อเสริมการรักษา
ในวันที่แปดนับั้แ่กู่ฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างชรานี้ หวังต้าเหนียนก็สามารถก้าวเท้าเดินออกจากบ้านได้ด้วยตนเองเป็ครั้งแรก แม้ร่างจะยังดูโอนเอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้าง ทว่าเขาก็สามารถพาตัวเองออกมายืนสู้แสงตะวันยามสายได้สำเร็จ
ชาวบ้านที่ผ่านไปมาต่างพากันหยุดชะงัก สายตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อยามจ้องมองชายที่ทุกคนปักใจเชื่อว่าต้องกลายเป็ศพเมื่อสัปดาห์ก่อน บัดนี้กลับมาเดินเหินได้อีกครั้ง
แล้วสายตาทุกคู่ก็เคลื่อนย้ายไปจับจ้องยังร่างของชายชรากู่ ที่ยืนพิงประตูบ้านหวังพร้อมถุงยาสมุนไพรในมือ
กู่ฉางเซิงรับรู้ได้ถึงสายตาเ่าั้ ทว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจเกินความจำเป็ หน้าที่ของหมอคือการรักษาผู้ป่วยให้หายขาด มิใช่การแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ
ทว่ามุมมองของคนในหมู่บ้านที่มีต่อเขานั้น แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ชาวบ้านบางคนเริ่มเอ่ยปากทักทายยามเดินสวนกัน ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตของเ้าของร่างเดิม แม่บ้านบางหลังถึงกับส่งอาหารคาวหวานมาให้ถึงกระท่อม
และสิ่งที่เป็สัญญาณแปรเปลี่ยนที่เด่นชัดที่สุดคือ... เ้าฉีหยงยังคงไร้วี่แววจะกลับมา ทั้งที่ล่วงเลยมาสี่วันแล้ว
ค่ำคืนวันที่เก้า ยามดึกสงัด
กู่ฉางเซิงนั่งอยู่ริมลำธารเช่นเคย ทว่าค่ำคืนนี้ พลังงานที่เขาชักนำขึ้นมาจากสายน้ำกลับหลั่งไหลเข้ามามากกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
เปรียบเสมือนภาชนะดินเผาที่เริ่มกักเก็บน้ำได้มากขึ้นเพราะรอยแตกร้าวถูกอุดสมานไปจนเกือบหมดสิ้น เขานั่งนิ่งดึงดูดพลังอยู่นานกว่าปกติ ล่วงเลยไปถึงสองชั่วโมงเศษ
ยามหยัดกายลุกขึ้นยืน ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีชมพูรำไร และระบบภายในร่างกายของเขา...
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งขยับกายไม่ได้
เขาวางฝ่ามือลงบนหน้าท้องส่วนล่าง ััถึงกระแสพลังงานที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายใน
มันเปลี่ยนไปแล้ว...
ไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่คือคุณภาพของลมปราณ มันทั้งเข้มข้น บริสุทธิ์ และโคจรไปตามเส้นชีพจรอย่างเป็ระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น
เก้าวันกับการเคี่ยวกรำฝึกฝนอย่างมีระบบ เก้าคืนกับการดูดซับพลังปราณจากสายน้ำเพื่อซ่อมแซมเส้นชีพจรทีละน้อย บัดนี้ผลลัพธ์ที่ได้มิใช่การก้าวะโข้ามขั้น ทว่าคือการสะสมปริมาณจนถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่
เขายกมือขึ้นระดับสายตาแล้วเพ่งมองฝ่ามือตนเอง
ิัที่เหี่ยวย่นและเส้นเอ็นที่ปูดโปนตามวัยยังคงอยู่ ทว่าพลังที่ซ่อนอยู่ภายในมือนั้นกลับหนักแน่นและทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะยังไม่เพียงพอสำหรับแผนการใหญ่ที่เขาวางไว้ ทว่าขยับเข้าใกล้เป้าหมายไปอีกก้าวใหญ่
เขาเดินกลับมาถึงกระท่อมและพบว่าเหวยเซียงไม่ได้นอนอยู่บนเสื่อฟางแล้ว ชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่หน้ากระท่อม เหม่อมองดวงดาวที่กำลังจางหายไปในแสงอรุณสีชมพู ใบหน้าที่เคยตึงเครียดตลอดเวลาดูผ่อนคลายลงบ้างหลังจากได้หลบซ่อนตัวอยู่อย่างปลอดภัยหลายวัน
"ท่านกู่" ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นร่างชรา
"นั่งลงเถอะ" กู่ฉางเซิงเอ่ยก่อนจะทรุดกายลงนั่งข้างๆ
คนสองวัยต่างนั่งเงียบชมแสงดาวดวงสุดท้ายของค่ำคืนที่กำลังจะลับหายไป
"ข้าต้องหลบซ่อนอยู่ที่นี่อีกนานเพียงใด" เหวยเซียงถามเสียงเบา "ข้า... ข้าอดกังวลเื่ที่นาของข้ามิได้"
"เ้าฉีหยงยังไม่กลับมา" กู่ฉางเซิงเอ่ย "และหากมันกลับมา ยามนั้นมันย่อมมีเื่ให้รีบร้อนจัดการจนไม่มีเวลามาสนใจเ้าหรอก หลบอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวันเถิด"
เหวยเซียงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเหลือบมองคนข้างกาย "ท่านออกไปทำสิ่งใดข้างนอกกลางดึกทุกคืนหรือ"
กู่ฉางเซิงทอดสายตา มองขอบฟ้าไกล
"ออกไปเก็บกู้สิ่งที่ข้า้า"
"เก็บสิ่งใดหรือ"
เก็บเวลา... กู่ฉางเซิงคิดในใจ เก็บ่เวลาที่โลกใบนี้ยังไม่ทวงคืนสังขารของเขาไป ทว่าคำที่เขาเอ่ยออกไปกลับเป็ "สิ่งที่ช่วยให้ตัวยามีประสิทธิภาพดีขึ้น"
เหวยเซียงไม่ได้ซักไซ้ต่อ
่บ่ายคล้อยของวันที่เก้า
เสียงเกวียนสินค้าดังเอียดอ๊าดแว่วมาจากปลายถนนทางทิศใต้ กู่ฉางเซิงซึ่งกำลังจัดเตรียมยาอยู่ที่แผงยาได้ยินเสียงนั้นก่อนใครเพื่อน
หลินชิงเสวียที่กำลังมัดห่อสมุนไพรพลันหยุดมือลง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดขึ้นมาทันตา
เสียงฝีเท้าม้าสี่ตัว เสียงล้อเกวียนหนักบดบังผืนดิน และเสียงฝีเท้าคนอีกนับสิบคู่... ขบวนเดินทางใหญ่โตกว่าตอนที่ออกไปจากหมู่บ้านมากนัก
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกไปยืนริมถนน ทอดสายตามองไปยังทิศทางของต้นเสียง
เ้าฉีหยงกลับมาแล้วจริง ๆ
ทว่าข้างกายของมันบนหลังม้าพันธุ์ดี กลับปรากฏร่างของบุรุษอีกผู้หนึ่งซึ่งกู่ฉางเซิงไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน
เขาเป็ชายร่างสูงโปร่ง ผอมบาง เรือนผมสีดอกเลาปนดำ อายุอานามราวห้าสิบตอนปลาย สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีถักทอประณีตกว่าเ้าฉีหยงหลายเท่าทว่าดูไม่ฉูดฉาด กลิ่นอายรอบกายแผ่ซ่านความน่าเกรงขามของผู้ที่คุ้นชินกับการมีอำนาจล้นฟ้า โดยมิจำเป็ต้องแสดงท่าทีก้าวร้าว
และสิ่งที่กู่ฉางเซิงััได้ในทันทีโดยไม่ต้องใช้ดวงตาเพ่งมอง...
ลมปราณของชายผู้นั้นเข้มข้นและทรงพลังยิ่งกว่าทุกคนที่เขาเคยพบเจอในหมู่บ้านแห่งนี้รวมกันเสียอีก!
นักฝึกลมปราณระดับสูง... มิใช่พ่อค้าธรรมดาแน่นอน
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งอยู่หน้าแผงยา ไม่ขยับเขยื้อนกาย
เ้าฉีหยงเหลือบมาเห็นเขาเป็คนแรก สายตาสองคู่ประสานกันข้ามถนนฝุ่น ริมฝีปากของพ่อค้าขี้ฉ้อกระตุกยิ้มหยัน มิใช่ยิ้มด้วยความยินดี ทว่าเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย ชายผมเทาข้างกายมันหันมามองตามทิศทางสายตาของเ้าฉีหยงทันที
ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่กู่ฉางเซิง
ก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้เบาๆ ราวกับรู้จักมักจี่กันมานาน
เขารู้จักข้า... หรืออย่างน้อยที่สุด เขาก็ต้องรู้เื่ราวของข้ามาล่วงหน้าแล้ว
ขบวนม้าและเกวียนสินค้าเคลื่อนผ่านไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบอบอวลบนทางหลวงประหนึ่งม่านหมอกจางๆ
หลินชิงเสวียก้าวมายืนเคียงข้างกู่ฉางเซิงโดยไร้วาจา ทั้งสองมองตามหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งลับสายตาไปที่ปลายถนน
"บุรุษที่อยู่ข้างกายเ้าฉีหยง..." เด็กสาวเอ่ยเสียงแ่ในที่สุด "ข้ามิเคยเห็นหน้าค่าตาเขามาก่อนเลย"
"ข้าก็เช่นกัน" กู่ฉางเซิงตอบ
"ทว่าเขากลับมองราวกับรู้จักคุณตา"
"ใช่"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่
"สิ่งนี้... มิใช่ลางดีใช่หรือไม่"
กู่ฉางเซิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที
ชายผมเทาผู้นั้น... ลมปราณกล้าแข็ง ท่าทางเปี่ยมบารมี ทว่ากลับเก็บงำประกายคมไว้ได้อย่างมิดชิด การที่คนระดับนั้นเดินทางมายังหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลเช่นนี้ ย่อมต้องมีแผนการใหญ่ในใจเป็แน่ และสายตาที่เขามองมายังข้า... มิใช่สายตาของศัตรูที่มุ่งหมายเอาชีวิต ทว่าคือสายตาของนักล่าที่กำลังจ้องมอง 'ทรัพยากร' อันมีค่า
"ยังมิอาจรู้ได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยในที่สุด "ทว่าอีกไม่นานเราย่อมได้คำตอบ"
เย็นวันเดียวกันนั้น
หลินเต๋อเจี้ยกลับมาจากตลาดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและหนักใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเอ่ยปากเรียกกู่ฉางเซิงให้เข้ามาคุยกันเป็การลับภายในบ้าน
"ชายผมเทาที่เดินทางมาพร้อมกับเ้าฉีหยง มีนามว่าท่านเฉินิเหลียง" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่ต่ำ "ข้าแอบสืบความจากสหายพ่อค้าในตลาด เขาคือเ้าของสำนักโอสถรายใหญ่ในเมืองอาน และแว่วมาว่ามีความสนิทสนมชิดเชื้อกับท่านเ้าเมืองแถบนั้นเป็อย่างยิ่ง"
"สำนักโอสถอย่างนั้นหรือ"
"เป็สำนักขนาดใหญ่มาก" เหวยเซียงที่นั่งหลบมุมอยู่เอ่ยขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็ตาเดียว "ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้าง ท่านพ่อของข้าเคยเก็บออมเงินเพื่อไปซื้อยาจากสำนักนั้น ราคาแพงลิบลิ่วทว่าตัวยากลับได้ผลชะงัดนัก"
"ได้ผลดีเพราะเหตุใดกัน" กู่ฉางเซิงถามต่อ
"ข่าวลือหนาหูบอกว่า สำนักของเขาและใช้สมุนไพริญญาระดับสูงที่สำนักอื่นมิอาจเสาะหาได้" เหวยเซียงตอบตามที่รู้
สมุนไพริญญาระดับสูงที่ผู้อื่นมิอาจเสาะหาได้...
ต้นเทพสังหาร...
กู่ฉางเซิงนั่งนิ่งท่ามกลางความเงียบงัน ชิ้นส่วนของปริศนาทั้งหมดพลันปะติดปะต่อเข้าที่ในสมองทันที
เฉินิเหลียงผู้นี้แท้จริงแล้วคือผู้ซื้อรายใหญ่ของเ้าฉีหยง มิใช่หุ้นส่วนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เ้าฉีหยงเป็เพียงคนกลางตัวเล็กๆ ที่บังเอิญล่วงรู้ว่าผืนป่าแห่งนี้มีต้นเทพสังหารซ่อนอยู่ และได้ทำสัญญาว่าจะส่งมอบมันให้แก่เขา
ซึ่งนั่นหมายความว่า แรงกดดันอันมหาศาลที่กู่ฉางเซิงและหมู่บ้านแห่งนี้กำลังเผชิญอยู่ มิได้มาจากพ่อค้าท้องถิ่นอย่างเ้าฉีหยงเพียงลำพัง ทว่ามาจากอิทธิพลมืดเื้ัที่มีทั้งอำนาจ เงินตรา และกองกำลังที่เหนือกว่าหลายเท่าตัว
"ท่านเฉินิเหลียงผู้นี้ มีพลังลมปราณอยู่ในระดับใด" กู่ฉางเซิงหันไปถามหลินเต๋อเจี้ย
"ข้ามิอาจทราบได้แน่ชัด ทว่าในฐานะเ้าของสำนักโอสถที่ต้องปรุงยาสมุนไพริญญาระดับสูง ย่อมต้องฝึกปรือลมปราณมาอย่างโชกโชน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ในระดับที่สามารถสกัดฤทธิ์ยาเ่าั้ได้สำเร็จ"
นักฝึกลมปราณที่มีทั้งทรัพยากร อำนาจ และเครือข่ายหนุนหลัง...
ส่วนข้า ยามนี้เป็เพียงชายชราใกล้ฝั่งที่มีลมปราณเพิ่มพูนขึ้นมาจากการฝึกฝนเพียงเก้าวันเท่านั้น
ค่ำคืนวันที่เก้า
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกไปยังริมลำธารตามเวลาปกติ ทว่าค่ำคืนนี้เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นยาวนานกว่าทุกครั้ง
เขานั่งนิ่งอยู่จนกระทั่งถึงยามสี่ (ประมาณ 01.00 - 03.00 น.) เร่งเร้าและชักนำพลังงานจากสายน้ำอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ท่วงท่าสงบนิ่งทว่าจริงจังโดยไม่ยอมหยุดพัก ร่างกายส่งสัญญาณเตือนหลายคราว่าเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัด ทว่าเขารับรู้และเลือกที่จะเพิกเฉย เพราะเขารู้ดีว่าขอบเขตสูงสุดของตนเองอยู่ที่ใด และยามนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็อันตรายต่อชีวิต
เมื่อหยัดกายลุกขึ้นยืนในที่สุด ขาทั้งสองข้างพลันสั่นระริกด้วยความล้า ทว่ากระแสพลังงานที่หมุนเวียนอยู่ในกายกลับอัดแน่นแจ่มชัดกว่าทุกค่ำคืนที่ผ่านมา
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งริมตลิ่ง ทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปในความมืดมิด
หากต้องเผชิญหน้ากับนักฝึกลมปราณที่เหนือล้ำกว่าข้าหลายเท่า ด้วยสังขารที่ทรุดโทรมและพลังปราณระดับนี้... ข้าย่อมไร้ทางรอดหากต้องเข้าห้ำหั่นกันในสนามรบทั่วไป
ทว่า... สนามรบของข้ามหาแพทย์ ย่อมมิใช่การใช้กำลังหักหาญ
เขาก้าวเดินกลับกระท่อมช้าๆ ท่ามกลางความมืดมิดก่อนที่แสงตะวันจะสาดส่อง ในสมองแปรเปลี่ยนพจนุกรมจากการวางแผนการรบ เป็ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่จะลงมือทำ
สมุนไพริญญาในโลกใบนี้ย่อมดำเนินไปตามกฎเกณฑ์เดียวกับตัวยาในโลกเก่าของเขา... สารประกอบ ปฏิกิริยาเคมี ปริมาณที่เหมาะสม และระยะเวลาการออกฤทธิ์
และหากเขาสามารถทำความเข้าใจมันในระดับลึกซึ้งที่ไม่มีผู้ใดในโลกนี้เคยหยั่งรู้ถึง... เขาก็ไม่จำเป็ต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่น เพียงแค่ต้อง 'รู้' ให้มากกว่า และลึกซึ้งกว่าเท่านั้น
เช้าวันที่สิบ
หลินชิงเสวียวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเขาถึงกระท่อมก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวเท้าออกไป ใบหน้าของเด็กสาวตื่นตระหนกทว่ายังคงควบคุมสติไว้ได้ดี
"คุณตา" นางเอ่ยทันทีที่เห็นหน้า "ท่านเฉินิเหลียงส่งคนมาแจ้งข่าว... เขา้าเข้าพบท่าน"
กู่ฉางเซิงมองนางด้วยสายตาราบเรียบ "พบที่ใด"
"ที่คฤหาสน์พักแรมที่เขาเช่าไว้จากพ่อค้าชื่อดังในหมู่บ้านสอง ่บ่ายวันนี้"
รวดเร็วยิ่งนัก... เพิ่งกลับมาได้เพียงสองวันก็เปิดฉากขอพบตัวทันที แสดงว่าเขากำลังเผชิญกับเื่เร่งด่วนบางประการอยู่เป็แน่
"ผู้ส่งสารมาเพียงลำพัง หรือมีผู้ใดติดตามมาด้วย"
"มาเพียงคนเดียว ท่าทางสุภาพนอบน้อมยิ่ง มิได้มีท่าทีกรรโชกโฮกฮากแต่อย่างใด เพียงแต่แจ้งว่าท่านเฉินมีความประสงค์จะร่วมสนทนากับคุณตาเท่านั้น"
มีความประสงค์จะร่วมสนทนา มิใช่ออกคำสั่ง...
นี่คือวิถีปฏิบัติของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าโดยแท้... ไม่จำเป็ต้องข่มขู่คุกคามเพียงแค่เอ่ยเชิญอย่างมีมารยาท เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าการปฏิเสธคำเชิญนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเกินไป
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งจมสู่วังวังความคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ไปเรียนเขาว่า ข้าจะไปตามนัด"
หลินชิงเสวียสบตากระวนกระวาย "คุณตา... ท่านตัดสินใจดีแล้วแน่หรือ"
"ดีแล้ว" เขาเอ่ยก่อนจะหมุนกายเดินกลับเข้ากระท่อม "ทว่าต้องเตรียมการบางอย่างล่วงเสียก่อน"
"เตรียมสิ่งใดหรือท่านกู่" เหวยเซียงเอ่ยถามยามเห็นชายชราก้าวเข้ามา
"เตรียมความเข้าใจ" กู่ฉางเซิงทรุดกายลงนั่ง หลับตาลงเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับเฉินิเหลียงและเ้าฉีหยงในสมอง
เฉินิเหลียง้าต้นเทพสังหาร เขาจำเป็ต้องหาผู้ที่รู้วิธีการสกัดฤทธิ์ยาที่ถูกต้อง และเขาได้ยินเื่ราวความสามารถของข้ามาจากปากของเ้าฉีหยง
เหตุใดคนระดับนั้นถึงเลือกที่จะเจรจากับข้า แทนที่จะส่งสมุนมารุมล้อมบังคับขู่เข็ญ?
นั่นเพราะเขาเป็คนฉลาด และคนฉลาดขนาดย่อมรู้ดีว่าการบีบบังคับผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางนั้น มิอาจได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเท่ากับการยื่นข้อเสนอจูงใจ
เขาต้องยื่นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธเป็แน่
และข้า... จำต้องเรียนรู้วิธีการที่จะนอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอนั้นอย่างไร เพื่อให้ตนเองยังมีลมหายใจอยู่ต่อไปได้
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้น
"เหวยเซียง ช่วยต้มยาให้ข้าสักจอกได้ไหม" เขาหันไปสั่งชายหนุ่ม "ใช้ใบเซียนเหิงเช่าสดสองใบ ต้มในน้ำเดือดจัดเป็เวลาสิบนาที"
"ยานี้มีสรรพคุณสิ่งใดหรือ"
"ดื่มเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกไป" กู่ฉางเซิงตอบ "ใบเซียนเหิงเช่าจะช่วยปรับสมดุลให้ลมปราณไหลเวียนสม่ำเสมอ มิถูกรบกวนหรือข่มขวัญได้ง่ายจากพลังภายนอก"
เหวยเซียงไม่ได้ถามสืบความ ลุกขึ้นไปจัดเตรียมยาตามสั่งทันที
กู่ฉางเซิงนั่งรออย่างสงบนิ่ง จิตใจของเขาเยือกเย็นและมั่นคง ประดุจยามที่กำลังยืนอยู่หน้าเตียงผ่าตัดที่ยากและซับซ้อนที่สุดในชีวิต
ในโลกเก่า ก่อนลงมีดผ่าตัดทุกครั้ง เขาจะเตรียมตัวด้วยการทำความเข้าใจสภาวะของผู้ป่วยอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะผู้ที่เตรียมตัวมาดีที่สุด ย่อมสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำที่สุดในวินาทีชีวิต
และการเดินทางไปพบเฉินิเหลียงในครั้งนี้ ก็มิได้แตกต่างไปจากการผ่าตัดใหญ่ที่เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะพบเจอสิ่งใดภายในช่องท้องของผู้ป่วย
ยามบ่ายแก่
กู่ฉางเซิงก้าวเดินไปยังคฤหาสน์ที่พักของเฉินิเหลียงเพียงลำพัง
เขาปฏิเสธที่จะให้หลินชิงเสวียหรือหลินเต๋อเจี้ยร่วมเดินทางไปด้วย มิใช่เพราะความไม่ไว้วางใจ ทว่าหากเกิดเหตุพลิกผันอันไม่คาดคิดขึ้นกับตัวเขา อย่างน้อยคนทั้งสองก็ยังสามารถอยู่ดูแลผู้ป่วยทั้งสามและเหวยเซียงต่อไปได้
คฤหาสน์หลังนี้มีขนาดใหญ่โตที่สุดในหมู่บ้านสอง มีผู้คุ้มกันรูปร่างกำยำสองคนยืนขนาบข้างรักษาการณ์อยู่ตรงประตูทางเข้า
เมื่อเห็นร่างชราของกู่ฉางเซิงเดินเข้ามาใกล้ คนหนึ่งก็พยักหน้ารับรู้ "ท่านเฉินกำลังรอคอยการมาของท่านอยู่ด้านใน เชิญ"
ชายชราก้าวเข้าไปภายใน
ห้องรับแขกของคฤหาสน์เช่ามิได้หรูหราอลังการ ทว่ากลับถูกจัดวางสิ่งของไว้อย่างมีรสนิยม ขนมหวานและน้ำชาชั้นเลิศถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างลงมากระทบโต๊ะไม้ขัดมันจนเป็เงาวับ
เฉินิเหลียงนั่งอยู่ตรงปลายโต๊ะฝั่งหนึ่ง มือหนากำลังรินชาอย่างเชื่องช้าและสงบนิ่ง ราวกับล่วงรู้เวลามาถึงของกู่ฉางเซิงอย่างแม่นยำ
ชายผมเทายกสายตาขึ้น เขาส่งยิ้มบางๆ ที่ดูอบอุ่นทว่าแฝงความนัย "ท่านกู่ฉางเซิง เชิญนั่งลงก่อนเถิด"
กู่ฉางเซิงทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม จ้องมองเฉินิเหลียงอย่างเงียบเชียบ
ในระยะประชิดเช่นนี้ กระแสลมปราณของชายตรงหน้ายิ่งแจ่มชัดขึ้นในประสาทัั... มันเข้มข้นและทรงพลังสมกับผู้ที่เคี่ยวกรำฝึกฝนมาแรมปี ทว่ากลับมีจุดสะดุดเล็กๆ ซ่อนอยู่ภายในกระแสนั้น ประหนึ่งสายน้ำที่ไหลเชี่ยวทว่ามีวังน้ำวนขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ใต้ท้องน้ำ
ระบบภายในร่างกายของเขา มีบางส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม...
เฉินิเหลียงเลื่อนถ้วยชามาตรงหน้า กู่ฉางเซิงยื่นมือรับไว้ทว่ายังมิได้ยกขึ้นดื่ม
"ท่านวางใจได้ เครื่องดื่มนี้ปลอดภัยไร้สิ่งเจือปน" เฉินิเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าที่คาดคิด
"ข้าทราบดี" กู่ฉางเซิงตอบเสียงเรียบ "ทว่านิสัยเก่าก่อน ย่อมยากจะแปรเปลี่ยนได้ในวันสองวัน"
เฉินิเหลียงขยับยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย คราวนี้ั์ตาดูมีความจริงใจขึ้นมาบ้าง "ข้าได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับท่านมาม่านัก ทั้งเื่การยื้อชีวิตผู้ป่วยทั้งสาม เื่การพิสูจน์พิษในบ่อน้ำ รวมถึงเื่ที่ท่านก้าวล่วงเข้าไปในป่าทิศเหนือ"
"เื่ใดที่ท่านคิดว่าน่าสนใจที่สุดเล่า"
"เื่ที่ท่านล่วงรู้ว่าต้นเทพสังหารคือสิ่งใด และรู้ซึ้งถึงตำแหน่งที่ตั้งของมันอย่างแม่นยำ"
กู่ฉางเซิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
"และท่าน... ก็้ามัน"
"ถูกต้อง" เฉินิเหลียงยอมรับอย่างลูกผู้ชาย มิคิดอ้อมค้อม "ยามนี้ข้า้ามัน ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต"
ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต... น้ำเสียงเช่นนี้มิใช่วาจาของพ่อค้าที่มุ่งหวังกำไร ทว่ามันคือสุ้มเสียงของคนที่กำลังหมดสิ้นหนทาง
กู่ฉางเซิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายผมเทาอีกครา เพ่งจิตััไปยังจุดสะดุดเล็กๆ ในกระแสลมปราณนั้น
อวัยวะภายในของบุรุษผู้นี้กำลังเสื่อมสลาย... การที่เขาถ่อมาถึงที่นี่ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว
"ท่านกำลังป่วยหนัก" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เฉินิเหลียงพลันชะงักนิ่งไปในทันที
มันเป็การหยุดนิ่งของผู้ที่ถูกแทงใจดำอย่างจังจนตั้งตัวไม่ติด
"ท่าน... ท่านรู้ได้อย่างไร" น้ำเสียงของเขาแ่ลงกว่าเดิมหลายส่วน
"ลมปราณของท่านมีจุดติดขัดเด่นชัด" กู่ฉางเซิงอธิบายตามที่ััได้ "ตรงบริเวณตับ เส้นชีพจรสายนั้นแปรปรวนมิอาจไหลเวียนได้ราบรื่นเหมือนส่วนอื่นของร่างกาย"
เฉินิเหลียงวางถ้วยชาในมือลงอย่างช้าๆ
"ท่านหมอชื่อดังสามคนที่ข้าไปเยือนเมื่อปีกลาย" เขาเอ่ยด้วยสุ้มเสียงแหบแห้ง "ต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่าตับของข้ากำลังแข็งตัว เส้นชีพจรสายนั้นถูกปิดกั้นมานานสามปีเต็มแล้ว หากข้ามิอาจเสาะหาสมุนไพริญญาระดับสูงมากลั่นสกัดเพื่อเปิดเส้นชีพจรนี้ได้..."
"ท่านจึง้าต้นเทพสังหาร" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดขึ้น
"ใช่แล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครา
กู่ฉางเซิงจับจ้องบุรุษผมเทาตรงหน้า มองดูโรคร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ร่างกายที่ภายนอกดูแข็งแกร่งสมบูรณ์ มองเห็นความสิ้นหวังในชีวิตที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยอาภรณ์แห่งอำนาจและความเยือกเย็น
ในโลกเก่าของเขา ผู้ป่วยที่หวาดกลัวความตายมากที่สุด มักมิใช่ผู้ที่ร้องไห้ฟูมฟาย ทว่ากลับเป็ผู้ที่ยังคงฝืนส่งยิ้มออกมาได้ต่างหาก
"ข้ามิได้มาที่นี่เพื่ออ้อนวอนขอความเมตตา" เฉินิเหลียงเอ่ยต่อ น้ำเสียงกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นตามเดิม "ข้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอ ท่านกู่มีวิชาความรู้ที่ข้าปรารถนา ส่วนข้ามีทรัพยากรล้นมือที่ท่าน้า"
"ท่าน้าให้ข้ากระทำสิ่งใด"
"ช่วยข้ากลั่นสกัดฤทธิ์ยาจากต้นเทพสังหาร และช่วยรักษาโรคร้ายนี้ให้หายขาด"
"แล้วข้าจะได้รับสิ่งใดเป็การตอบแทน"
เฉินิเหลียงจ้องมองชายชราตรงหน้าเขม็ง
"ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านปรารถนา" เขาประกาศกร้าว "ไม่ว่าจะเป็เงินทอง ทรัพยากร สมุนไพริญญาระดับสูง หรือการคุ้มกันจากผู้ที่คิดปองร้าย และ..." เขาเว้นจังหวะ "ข้ารู้ดีว่าท่านกู่มิใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญ ไม่มีตาแก่ยากไร้คนใดในหมู่บ้านทุรกันดารแห่งนี้จะสามารถรักษาโรคที่หมอหลวงจากสำนักใหญ่ต่างส่ายหน้าปฏิเสธได้"
กู่ฉางเซิงนิ่งเฉียบ มิได้เอ่ยคำยืนยันหรือปฏิเสธข้อสันนิษฐานนั้น
"ข้าพร้อมที่จะเกื้อหนุนและเป็กำลังหลักให้ท่านสร้างสรรค์สิ่งที่ท่าน้า" เฉินิเหลียงกล่าวต่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำลง "ข้าอาจมิรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดของท่านคือสิ่งใด ทว่าข้าตระหนักดีว่าคนที่มีความรู้ท่วมหัวเช่นท่าน ย่อมต้องมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่กว่าการนั่งรักษาชาวบ้านเพียงสามคนแน่นอน"
เขาเป็คนฉลาด... และเป็คนฉลาดที่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของคนฉลาดด้วยกัน
กู่ฉางเซิงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ เป็ครั้งแรก
น้ำชาอุ่นๆ รสชาตินุ่มละมุนลิ้น คุณภาพของมันเลิศล้ำกว่าชาทุกจอกที่เขาเคยดื่มมานับั้แ่ฟื้นขึ้นมาในร่างนี้
"ข้าจะให้คำตอบแก่ท่านได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยในที่สุด "ทว่าก่อนอื่น... ข้าต้องขอตรวจอาการของท่านอย่างละเอียดเสียก่อน"
เฉินิเหลียงมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นข้อมือขวาออกมาวางบนโต๊ะ
กู่ฉางเซิงวางนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนจุดชีพจร หลับตาลงเพื่อเพ่งจิตรับรู้
กระแสพลังโดยรวมไหลเวียนได้ดี ทว่าในเส้นชีพจรสายตับนั้น... เมื่อััในระยะประชิดเช่นนี้ ยิ่งแจ่มชัด เส้นชีพจรที่ปิดกั้นมานานสามปีเริ่มมีพังผืดเกาะกุมหนาแน่น หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้อีกเพียงสองถึงสามปี เส้นชีพจรสายนี้จะปิดตายอย่างถาวรและนำพาไปสู่ความตาย
รักษาได้... ทว่ายากยิ่งนัก และต้องพึ่งพาตัวยาสมุนไพริญญาระดับสูงอย่างแท้จริง
และต้นเทพสังหาร... ก็คือหนึ่งในกุญแจสำคัญนั้น
กู่ฉางเซิงละนิ้วออกแล้วลืมตาขึ้น
"สามารถรักษาให้หายขาดได้" เขาเอ่ยตามตรง
แววตาของเฉินิเหลียงสั่นไหววูบหนึ่ง ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิท "จำเป็ต้องใช้ต้นเทพสังหารหรือไม่"
"เป็เพียงหนึ่งในส่วนผสมหลัก มิใช่ทั้งหมด" กู่ฉางเซิงกล่าว "ทว่าก่อนที่เราจะเจรจาเื่ขั้นตอนการรักษา ข้ามีเงื่อนไขสามประการ"
"ลองว่ามา"
"ประการแรก หมู่บ้านแห่งนี้ต้องกลับคืนสู่ความสงบสุข" กู่ฉางเซิงน้ำเสียงเด็ดขาด "ชาวบ้านที่ล้มป่วยจากโรคระบาดต้องได้รับการรักษาจนหายดี และแหล่งน้ำทั้งหมดต้องได้รับการบำบัดจนสะอาดบริสุทธิ์ ก่อนที่ผู้ใดจะก้าวล่วงเข้าไปในผืนป่าทิศเหนือแม้แต่ก้าวเดียว"
"เงื่อนไขข้อต่อไปเล่า"
"เ้าฉีหยงต้องถอนตัวและอำนาจทั้งหมดออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ในทันที" กู่ฉางเซิงกล่าวต่อ "มันเป็คนปล่อยพิษในน้ำ มันเป็คนแพร่โรคระบาด ข้าไม่มีวันลงมือรักษาผู้ใด หากคนชั่วที่สร้างความทุกข์เข็ญให้แก่ผู้บริสุทธิ์ยังคงเสวยสุขอยู่ที่นี่"
เฉินิเหลียงนิ่งเงียบไปยาวนานกว่าครั้งไหนๆ
เขากำลังชั่งน้ำหนักในใจ... ว่าเบี้ยล่างอย่างเ้าฉีหยง จะมีค่าเทียบเท่ากับชีวิตของตัวเขาเองได้อย่างไร
"ข้ายอมรับเงื่อนไขของท่าน" เฉินิเหลียงเอ่ยในที่สุด
กู่ฉางเซิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครา โดยไม่แสดงสีหน้ายินดียินร้ายใดๆ
ทว่าในสมองอันเฉียบแหลมกลับกำลังวางแผนการสำหรับก้าวที่สาม สี่ และห้าต่อไปเรียบร้อยแล้ว
เฉินิเหลียงตกลงรับเงื่อนไขรวดเร็วเกินไป นั่นแสดงว่าเขาประเมินค่าของต้นเทพสังหารและตัวข้าไว้สูงล้ำยิ่ง ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าเขายังคงมีความลับบางประการที่ปิดบังอยู่ และในทำนองเดียวกัน ตัวข้าเองก็มีความลับที่มิได้เอ่ยอ้างเช่นกัน
การเจรจาในวันนี้มิใช่ข้อตกลงสุดท้าย ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นของการประลองปัญญาที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงนอกหน้าต่าง แสงอัสดงสีทองสาดส่องเข้ามาทาบทับภายในห้อง
กู่ฉางเซิงวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน
"ข้าขอตัวกลับไปตรึกตรองดูอีกสักตั้ง แล้วจะให้คำตอบแก่ท่านในวันพรุ่งนี้เช้า"
เฉินิเหลียงพยักหน้ารับคำอย่างสุภาพ มิคิดขัดขวางหรือเร่งรัด
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกจากห้องรับแขก
เมื่อพ้นเขตคฤหาสน์มาสู่ถนนฝุ่น เขา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว
สายลมยามบ่ายแก่พัดพาความเย็นสบายมาพร้อมกับกลิ่นอายของดินชื้นและใบไม้แห้ง
เฉินิเหลียง้าต้นเทพสังหารเพื่อยื้อชีวิตของตนเอง ส่วนข้า้าพลังปราณจากต้นไม้ต้นนั้นเพื่อรักษาชีวิตของตนและผู้ป่วย พร้อมทั้งคิดค้นสูตรโอสถย้อนวัย
หากเป้าหมายของคนสองคนต่างมุ่งหมายในสิ่งเดียวกัน... ย่อมต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมหักงอ หรือไม่ก็ต้องเสาะหากลยุทธ์ที่ทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
และข้า... คือผู้เดียวที่รู้วิธีการกลั่นสกัดฤทธิ์ยาจากต้นไม้ต้นนั้นในแบบที่ไม่มีผู้ใดในโลกใบนี้เคยคาดคิดมาก่อน
นี่คือไพ่ตายเพียงใบเดียวในมือของข้า ทว่ามันคือไพ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงสุดในกระดานนี้
กู่ฉางเซิงก้าวเดินกลับกระท่อมด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
ยามนี้ ท่วงท่าของชายชราผู้นี้แปรเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน จากวันแรกที่เขาฟื้นลืมตาขึ้นมาในร่างนี้
แม้กายขรึมจะยังดูแก่ชรา สังขารยังคงทรุดโทรม และเคลื่อนไหวเชื่องช้า
ทว่าแผ่นหลังของเขากลับเหยียดตรงและทรนงยิ่งกว่าเดิม!