นับั้แ่ข้ามมิติมา นี่คือค่ำคืนแรกที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง ในเมื่อไม่มีเสี่ยวจิ้งคอยห้าม ทั้งยังมีความปรารถนาที่จะแก้แค้นแทนเสี่ยวจือจือ มู่เชียนจึงทุ่มเทฝึกวิชาอย่างหนัก เด็กสาวดึงดูดปราณธาตุเข้าร่างอย่างรุนแรงไม่หยุด พริบตาเดียวก็ก้าวเข้าสู่ขั้น 7 ดาวอย่างมั่นคง
มู่เชียนยังคงไม่หยุดรวบรวมปราณ ดาวดวงที่เจ็ดค่อยๆถูกควบรวมกันชัดขึ้นทุกขณะ
เจ็ดดาวขั้นต้น ...
เจ็ดดาวขั้นกลาง ...
เจ็ดดาวขั้นปลาย ...
จนกระทั่งดาวดวงที่แปดกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ มู่เชียนพลันรู้สึกถึงความสั่นไหวของจุดชีพจรในร่าง นางจึงยอมหยุดการฝึกลงในที่สุด
จากนักยุทธ์เจ็ดดาว ะโเป็ครึ่งก้าวแปดดาว เวลาไม่ถึงสามชั่วยาม มู่เชียนพัฒนาขึ้นมาหนึ่งขั้นเต็มๆ ทว่าปราณธาตุทั้งเจ็ดธาตุในร่างกลับไม่มั่นคง…มีความเหลื่อมล้ำไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด เปรียบดังการวางแผ่นกระดานบนพื้นที่ขรุขระ
‘ที่แท้เสี่ยวจิ้งไม่ได้ขู่ข้า… ดูจากลักษณะแล้วคงต้องงดฝึกปราณไปอีกพักใหญ่เลย’จนกว่าปราณธาตุในร่างจะเข้าสู่ภาวะสมดุล นางไม่อาจดูดปราณเข้าร่างเพิ่มได้อีกแล้ว
มู่เชียนถอนหายใจแล้วเริ่มทำสมาธิเพื่อฝึกปราณอี้เจ๋อต่อไป
เป็เวลาสามวันที่นางฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ปราณที่เคยไม่สมดุลเช่นไรก็ยังไม่สมดุลเช่นนั้น ทำเอามู่เชียนปวดหัวอย่างมาก
“หรือครั้งนี้จะต้องพักยาวจริง ๆ ?” เสียงใสเอ่ยพึมพำ
ดึกสงัดคืนนั้น เพิ่งพ้นยามโฉ่วมาไม่นาน (*03.00) เสียงเอ่ยแ่เบาของชายคนหนึ่งพลันดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน
“แม่นางมู่…บ่าวถูจื่อ มีเื่สำคัญต้องแจ้งขอรับ”
เด็กสาวลืมตาขึ้นจากสมาธิโดยฉับพลัน ปราณสีทองที่เอ่อล้นอยู่ทั่วเรือนถูกเก็บกลับเข้าร่าง ‘ฟ้ายังไม่สางย่อมต้องเป็เื่เร่งด่วน !!’ ความคิดนี้ทำให้มู่เชียนรีบเดินไปเปิดประตูเรือนทันที
ตรงหน้าประตูเป็ชายหนุ่มร่างเล็กในเครื่องแบบคนรับใช้ทั่วไปของสำนัก ท่าทางแม้สุภาพอ่อนน้อม แต่กลับเร่งร้อนอยู่บ้าง เขาโค้งให้นางหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ย “ถูจื่อ บ่าวสำนักฝ่ายนอก ได้รับคำสั่งจากคุณชายมู่เฉิงหลิน ให้มาพบท่านขอรับ”
“เฉิงหลิน ?! เกิดเื่ใดหรือ ?” ชื่อของคนสำคัญทำให้มู่เชียนรีบเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
“มิได้ขอรับ คุณชายมู่ทราบว่า ทางเสี่ยวจือจือเกิดเื่ จึงรู้สึกเป็ห่วงท่านอย่างมาก ทว่ามิอาจเข้ามาในอาณาเขตสำนักได้ ยามนี้จึงรอพบท่านอยู่ที่บริเวณประตูสำนักขอรับ”
มู่เชียนฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจ... ยามนี้นางโดดเดี่ยวไม่มีใครข้างกาย น้องชายฝาแฝดก็มาหาพอดี “อืม ข้าทราบแล้ว แจ้งเขาว่า ขอเวลาสักครู่ข้าจะไปพบ”
“คุณชายมู่มารออยู่หน้าประตูั้แ่ต้นยามจื่อ (23.00) บ่าวนำเขาไปพักผ่อนในเรือนรับรองแล้ว แม่นางโปรดเตรียมตัวเถิด หากเรียบร้อยแล้ว บ่าวจะนำทางท่านไปพบคุณชายมู่ขอรับ”
หมู่ตึกพฤกษาตั้งอยู่ใกล้ป่าทมิฬเป็อย่างมาก บ่อยครั้งที่เหล่าสัตว์อสูรมักออกมาหากินในบริเวณรอบสำนัก เพื่อความปลอดภัยสำนักจึงได้สร้างเรือนรับรองให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนได้พัก การที่มู่เฉิงหลินมาเยี่ยมกลางดึกแล้วถูกนำไปพักที่เรือนแห่งนั้นก็นับว่าสมเหตุสมผล
“อืม” แม้จะมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแปลก ทว่าการที่น้องชายมารอหน้าประตูกลางดึกเป็เวลาหลายชั่วยาม ทำให้เด็กสาวปัดความสงสัยในใจทิ้งไป รีบหมุนกายเข้าไปผลัดเปลี่ยนชุด แล้วตามบ่าวนามถูจื่อออกจากสำนักไปในทันที
เมื่อออกจากประตูสำนักทิศเหนือ ถูจื่อก็เดินนำหน้าด้วยฝีเท้าที่ค่อนข้างเร่งร้อน ทว่าด้วยปราณยุทธ์ของเขาเป็เพียงนักยุทธ์ขั้นหนึ่ง ความเร็วนี้จึงไม่เป็ปัญหาสำหรับมู่เชียนผู้ฝึกวิชาพันดาวตกแม้แต่น้อย เพียงก้าวเดินปกติ นางก็สามารถตามเขาทันได้อย่างง่ายดาย
ครั้นเดินมานานเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว บ่าวตรงหน้านางยังคงไม่ยอมหยุดฝีเท้า ยิ่งเดินก็ยิ่งคล้ายจะนำเข้าใกล้ป่าทมิฬขึ้นเรื่อยๆ อีกสองตาก็หลุกหลิกราวมีพิรุธบางอย่าง หญิงสาวคิดใคร่ครวญไม่นานก่อนจะเอ่ยปากถามเสียงนิ่ง
“น้องชายข้ารออยู่ที่เรือนฝั่งป่าทมิฬงั้นหรือ ?”
“ขอรับ บ่าวรับใช้พาคุณชายมู่ไปรอที่นั่น” เมื่อฟังคำนี้สองเท้าของหญิงสาวก็พลันหยุดนิ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเปล่งประกายระแวดระวังขึ้นทันที
“เ้าแน่ใจหรือว่าเป็ฝั่งทิศเหนือ ?”
หูจื่อสะดุ้งเฮือก ทว่ายังคงไม่หันกลับมา ไหล่และบ่าสองข้างสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น
“เ้า้าอะไร ใครใช้ให้เ้ามาลวงข้า …!!”
“แม่นางมู่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว…ข้ามิได้…อั่ก…!!” ทันใดนั้นมือของหญิงสาวก็เอื้อมไปด้านหน้าคว้าเอาคอบ่าวผู้นำทางเอาไว้แน่น ร่างชายผู้นำทางถูกมู่เชียนยกสูงขึ้นจนตัวลอย นางเค้นคอเขาหนักขึ้น แล้วเอ่ยเสียงดุดัน
“ยังจะโกหกอีก ตำหนักอัคคีอยู่ทิศตะวันตก แต่เ้ากลับพาข้ามาประตูทิศเหนือ เ้าจะพาข้าไปที่ไหนกันแน่…!!” หญิงสาวหรี่ตาลงด้วยความเคร่งเครียด อะไรบางอย่างทำให้นางมั่นใจว่า แผนร้ายครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่ทำร้ายจือจือของนางเป็แน่
มู่เชียนมิได้หวั่นวิตกกับสถานการณ์ตรงหน้านัก ในบรรดาศิษย์สายนอกนั้นผู้ที่มีปราณสูงกว่านางก็พอมีอยู่บ้าง ทว่าผู้ที่สามารถเอาชีวิตนางได้กลับมีไม่กี่คน และที่สำคัญ หากนางคิดจะหลบหนีแล้วล่ะก็ ด้วยเคล็ดวิชาพันดาวตก….เชื่อว่า ไม่มีผู้ใดที่ต่ำกว่าระดับยอดยุทธ์จะสามารถตามนางได้ทัน !!
เด็กสาวเห็นบ่าวตรงหน้าเป็ดังเบาะแสสำคัญ นางย่อมไม่คิดจะปล่อยไป มือบางลากตัวถูจื่อไปด้านหลัง เพื่อพากลับไปสอบถามต่อที่สำนักให้รู้เื่
ดวงตาของถูจื่อกลอกไปมาด้วยความหวาดหวั่น หากเขาถูกนางจับกุมตัวได้ ไม่เพียงจะต้องถูกสำนักไล่ออกแต่คนผู้นั้นคงไม่ไว้ชีวิตเขาเป็แน่…ทว่ามือที่กำต้นคอด้านหลังของเขาไว้นั้นแข็งดุจคีมเหล็กเขาจึงไม่อาจหนีพ้นไปได้
“แม่นางมู่ ปล่อยข้าไปได้หรือไม่… ข้า.. ข้าถูกบังคับให้ลวงท่านมา พวกเขากลัวท่านสืบสาวเื่ของสาวใช้ผู้นั้นจึงได้วางแผนเช่นนี้ ”
“หึ… เป็พวกมันจริงๆ…!! พวกมันเป็ใคร บอกข้ามา…!!?”
มือของนางยิ่งนานยิ่งบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆตามอารมณ์เกรี้ยวกราด ทำให้ถูจื่อรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก จึงคิดจะเอ่ยปากสารภาพเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้าไป
ทันใดนั้น ถูจื่อพลันรู้สึกปวดแปลบบริเวณอก เมื่อก้มลงมองก็เห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งจมมิดอยู่ต่อหน้าต่อตา !!
บ่าวใจคดตาเบิกกว้าง ไม่ทันเอ่ยคำใดก็กระอักเืออกมา ร่างเกร็งกระตุกสองครั้งก่อนจะขาดใจตายลงอย่างรวดเร็ว … มีดสั้นเล่มนั้นไม่เพียงพุ่งเข้ากลางหัวใจ ทว่ายังอาบพิษร้ายแรงเอาไว้ด้วย !!
ฝ่ายมู่เชียนนั้น … ร่างมีชีวิตที่นางจับยึดไว้เมื่อครู่จู่ๆก็กลายเป็ศพไร้ลมหายใจ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เด็กสาวได้ััคนตายกับมือ... มู่เชียนรีบปล่อยร่างบ่าวผู้นั้นแทบจะเป็สะบัดทิ้ง ก่อนะโถอยหลังไปอย่างหวาดระแวง
“นั่นใคร ?!” เด็กสาวตวาด พลางหันมองรอบด้านด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ฮ่าฮ่าฮ่า บ่าวกระจอกนั่นหลอกเ้ามาถึงที่นี่ได้ นับว่าไม่เลว”
เบื้องหน้ามีร่างชายในเครื่องแบบศิษย์สายนอก 5 คนยืนอยู่ ใบหน้าของพวกเขามีความชั่วร้ายและเย้ยหยัน ปราณของพวกเขานั้นล้วนอยู่ในระดับเจ็ดดาวขั้นกลางขึ้นไปทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือชายดวงตารูปสามเหลี่ยม ท่าทางเป็ผู้นำกลุ่ม เขาถึงกับสำเร็จระดับ 8 ดาวขั้นปลายแล้ว
ใบหน้าเล็กเคร่งเครียด ดวงตาปรากฏแวววิตกอย่างอดไม่ได้ นางไม่คิดมาก่อนว่าศัตรูจะมีจำนวนถึงห้าคน
แม้จะใอยู่บ้าง แต่หากเพียงหวังรักษาชีวิตรอด นางยังคงเชื่อเต็มร้อยในเคล็ดวิชาพันดาวตกของนาง โดยเฉพาะยามนี้ที่สำเร็จถึงขั้นกลางแล้ว คนทั้งห้าไม่มีทางไล่ตามนางทันได้
“พวกเ้าคือผู้ที่ทำร้ายจือจือ …ใช่หรือไม่ ? ” มู่เชียนทำใจกล้าเอ่ยย้ำเพื่อให้แน่ใจในข้อสันนิษฐาน ดวงตาสีน้ำตาลเขม้นมองใบหน้าทีละคน ด้วยหมายจะจดจำเอาไว้
“หึ! สาวใช้นั่นพวกเราเพียงคิดจะพานางไปหาพี่หลี่ตามคำสั่ง…ใครจะรู้ว่าเด็กนั่นทั้งร่ำไห้ทั้งโวยวายวิ่งหนี สุดท้ายไปจนมุมที่บ่อแมงมุมเหมันต์ก็ยังเซ่อซ่าจนตกลงไป…. เช่นนี้จะนับเป็ความผิดพวกเราได้อย่างไร !? พวกเรายังถูกพี่หลี่ตำหนิหลายคำเสียด้วยซ้ำ”
‘หลี่เช่อ…เป็มันจริงๆ !!’ มู่เชียนกรีดร้องอย่างโกรธแค้นอยู่ในใจ ดวงตาสีน้ำตาลวาววับเต็มไปด้วยประกายสังหาร
“ได้ยินว่าท่านอาจารย์ฟ่านให้ความสำคัญกับพร์ของเ้ามาก แท้จริงแล้วหากมีเพียงเ้าพี่หลี่คงไม่กังวลหรอก แต่หากเป็ท่านอาจารย์ฟ่านเข้ามายุ่งด้วยเพื่อหวังซื้อใจเ้า เช่นนั้นคงลำบาก เ้าตายไปเสีย ท่านอาจารย์ฟ่านคงไม่เห็นความจำเป็ที่จะสืบหาความจริงอีก”
“บอกตามตรงพวกเรามิได้อยากทำร้ายสาวน้อยหน้าตาน่ารักเช่นนั้นสักนิด แต่กับหญิงหน้าตาขี้ริ้วเช่นเ้าแล้ว พวกเราไม่ติดปัญหาแม้แต่น้อย …!!”
“ดี…งั้นก็มาดูกันว่าพวกเ้าจะฆ่าข้าได้หรือไม่ … เพลิงประทับปฐี…!!”
สาวน้อยรู้ตัวว่าเสียเปรียบจึงไม่รอช้า เริ่มเปิดฉากโจมตีก่อนทันที นางดีดตัวขึ้น ส่งกระบวนท่าโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดออกไปก่อน นี่เป็ครั้งแรกที่นางใช้วิชานี้กับมนุษย์ เพื่อความไม่ประมาทจึงผสานปราณอัคคีของเสี่ยวจิ้งเข้าไปด้วยมากกว่าครึ่ง!!
“บรึ้มมม!!”
ปราณไฟรุนแรงที่ผสานส่วนหนึ่งของเทพอสูรัเพลิงนั้นร้ายกาจยิ่ง หนึ่งในคนร้ายไม่อาจหลบพ้นรัศมีเพลิงอันรุนแรง ร่างกว่าครึ่งจมอยู่ในทะเลเพลิง
“อ้ากกก…!!” ชายโชคร้ายดิ้นรนหวังจะดับไฟที่ลุกไหม้บนตัว ทว่าเคล็ดวิชายุทธ์ชั้นดินควบคู่กับเพลิงจากเทพอสูรไหนเลยจะจัดการได้ง่ายดาย ต่อให้เป็ระดับยอดยุทธ์ชั้นต้น หากเพลิงนี้ถูกจุดติดกาย เขาก็ไม่อาจรอดพ้นความตายไปได้ เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาร่างของศิษย์สายนอกผู้นั้นก็เหลือเพียงขี้เถ้ากองหนึ่ง
“วิชาระดับดินที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง !!” ชายตาสามเหลี่ยมผู้เป็ผู้นำกลุ่มเอ่ยเตือนเสียงดัง ท่าทางโมโหมากที่ถูกเล่นงานทีเผลอจนต้องเสียพรรคพวกไปหนึ่งคน
นี่เป็ครั้งแรกที่มู่เชียนโจมตี ผู้อื่นด้วยวิชาในคัมภีร์เพลิงประทับ ไม่คิดมาก่อนว่าอานุภาพของวิชาระดับดินจะร้ายแรงเพียงนี้ ร่างบางถูกแรงะเิกระแทกจนร่างเซถอยไปด้านหลัง เมื่อลืมตาขึ้นเห็นคนผู้หนึ่งมอดไหม้ไปต่อหน้าก็อดตกตะลึงไม่ได้
กลิ่นเนื้อที่ไหม้เกรียมผสานกับเสียงร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน เห็นมนุษย์ผู้หนึ่งกลายเป็เถ้าถ่านเพราะฝีมือตนเองทำให้เหม่อลอยไปชั่วขณะ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งร่างของนางก็ตกอยู่ในวงล้อมแล้ว
ปราณวิชาธาตุดินสายหนึ่งพุ่งมาทางด้านซ้าย หมายจะกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของนาง หญิงสาวอาศัยเคล็ดวิชาพันดาวตก วูบร่างไปทางด้านขวาได้ทันทำให้รอดพ้นมาได้ ทว่ากลับเผชิญหน้ากับปราณฝ่ามือแฝงไอเย็นรุนแรงจากศัตรูอีกคนหนึ่งที่รออยู่แทน
มือของมู่เชียนปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งที่คว้ามาจากกำไลมิติอย่างส่งๆ เด็กสาวฟาดกระบี่ออกไปยังผู้ใช้ฝ่ามือ หมายจะใช้มันขวางการโจมตีเอาไว้ ทว่าภาพที่ไม่น่าเชื่อพลันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง…
“เปรี้ยงงงงง…!!”
ปราณกระบี่เงินเจิดจ้าพวยพุ่งออกมา อานุภาพของมันรุนแรงอย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดฝัน น่าเสียดายความยินดีของมู่เชียนไม่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยปราณธาตุแสงและธาตุลมในร่างของนางถูกกระบี่ดูดไปใช้จนหมดสิ้น …!!
มู่เชียนหน้ามืดทรุดลงกับพื้นเพราะความกลวงเปล่าไม่สมดุลของปราณธาตุในร่าง.. อาวุธนี่มันอะไรกัน?! เหตุใดจึงเผาผลาญปราณธาตุแสงและธาตุลมของนางไปจนเกลี้ยง!
‘ไม่มีธาตุแสงแล้วจะใช้พันดาวตกได้อย่างไร ?!’ หญิงสาวคิดอย่างกังวลใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ยังคงเป็ศัตรูสี่คนที่ล้อมนางเอาไว้ เด็กสาวฝืนลืมตาขึ้นแล้วรีบมองหาศัตรูคนเมื่อครู่ที่กำลังจะฟาดฝ่ามือใส่นาง
พื้นดินเบื้องหน้าปรากฏรอยบากลึกขนาดใหญ่ลากเป็ทางยาวไปจนถึงร่างของคนผู้นั้น คนร้ายเหลือร่างกายเพียงซีกขวาที่สมบูรณ์ไว้ ส่วนซีกร่างด้านซ้ายถูกเฉือนหายไปที่ใดก็ไม่ทราบ … รอยตัดเฉือนนั้นราบเรียบราวกับแผ่นแป้งที่ถูกตัดด้วยมีดอันคมกริบไม่มีแม้กระทั่งโลหิตไหลซึมออกมา ราวกับเืทั้งหมดในร่างนั้นถูกเผาจนแห้งไปหมดสิ้น
‘ตุบ...’ ร่างนั้นค่อยๆเอนล้มลงอย่างเงียบงัน บรรยากาศรอบด้านราวกับถูกแช่แข็งจากการปรากฏตัวของอาวุธเวทย์อันร้ายกาจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงมีเสียงแ่ระโหยดังขึ้นราวไม่เชื่อสายตา
“อาวุธเวทย์ … ระดับฟ้า…!!!” ชายตาสามเหลี่ยมเอ่ย สีหน้าของเขามีทั้งความหวาดหวั่นและความโลภปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด