เมืองหลวงแคว้นฉู่
ขบวนรถม้ายาวเหยียดเคลื่อนมาตามถนนสายหลัก จากลักษณะของเกี้ยวสีทองบนคานหาม เห็นได้ว่าเป็เกี้ยวประจำองค์ของเชื้อพระวงศ์ ผู้คนสองข้างทางหมอบราบลงกับพื้นตามคำสั่งเหล่าองครักษ์ ที่สุดแล้วขบวนเสด็จจึงหยุดอยู่หน้าจวนหลังใหญ่หนึ่ง ประตูไม้หนาทึบเช่นเดียวกับกำแพงสูงรอบด้าน ปกปิดภาพภายในคฤหาสน์แห่งนี้จากสายตาผู้พบเห็น
บุรุษชุดเทาผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าจวน ดาบที่สะพายไว้ข้างหลังใหญ่เกือบเท่าตัวคน ใบหน้าหล่อเหลาขี้เล่นดูไม่ยี่หระต่อขบวนเสด็จอันน่าเกรงขามนั่นเลย
“ขออภัย นายท่านไม่รับแขก เชิญพวกท่านกลับไปเถิด” ชายหนุ่มในชุดสีเทาเอ่ยยิ้มๆ
“สามหาว...!! องค์หญิงของข้าได้รับพระบัญชาจากองค์ฝ่าาให้มาเยี่ยมเยือนนายท่านของเ้า หากขาดอันใดจะได้ช่วยเหลือตามหน้าที่เ้าบ้านที่ดี องครักษ์เช่นเ้าไม่ทันไปรายงานกลับเอ่ยปฏิเสธออกมาก่อน การกระทำของเ้าคือการิ่เกียรติองค์หญิง ิ่เกียรติราชวงศ์ฉู่ เ้ากำลังลบหลู่เบื้องสูงรู้ตัวหรือไม่ ?” นางกำนัลวัยกลางคนตวาดเสียงเข้ม พริบตาเดียวก็มอบข้อหาร้ายแรงให้กับชายที่ขวางตรงหน้าแล้ว
“ขออภัย นายท่านไม่รับแขก เชิญพวกท่านกลับไปเถิด” หู่เอ้อยิ้มรับข้อกล่าวหาอย่างไม่สะทกสะท้าน ทวนคำพูดเดิมออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงสูงต่ำไม่ต่างกันราวกับเขาฝึกพูดอยู่เพียงประโยคเดียวทั้งชีวิต
‘หากให้พวกเ้าเข้าไป นั่นสิจึงเรียกว่าลบหลู่เบื้องสูง !!’
“ช่างเถิด ชุยมามา” หญิงสาวร่างสูงโปร่งใบหน้างามเด่น พลันก้าวออกมาจากเกี้ยว น้ำเสียงและท่าทางของนางไม่แสดงอาการผิดหวังแม้แต่น้อย กลับดูโล่งอกเสียด้วยซ้ำ
มีรายงานว่า พบ ‘องครักษ์หู่’ อย่างน้อยหนึ่งคนในเมืองหลวง หลังสืบพบว่าพวกเขาพักอยู่ที่นี่ เสด็จพ่อก็รับสั่งเชิงบังคับให้นางมาทำความเคารพ
ผู้ที่มีองครักษ์หู่คอยติดตามย่อมเป็คนสำคัญของแคว้นต้าเยว่ แม้จะมั่นใจว่าผู้มาเยือนไม่ใช่องค์าาเยว่เทียนหง ทว่าอย่างน้อยก็ต้องเป็ระดับท่านราชเลขาฟู่หลิง หรือท่านเสนาบดีเมิ่งห่าวิ แต่ไม่ว่าจะเป็ใครก็ล้วนผู้สูงศักดิ์ทั้งสิ้น
หลายร้อยปีที่ต้าเยว่ครองความเป็ใหญ่ในแผ่นดิน แม้ดินแดนนั้นจะแห้งแล้งกันดาร ทว่ากำลังทรัพย์และกองกำลังที่เป็หนึ่งอย่างไม่มีข้อกังขา แคว้นฉู่แม้จะเป็แคว้นแห่งหนึ่งเช่นกันทว่าระดับของแคว้นกลับต่างกันยิ่งนัก วันนี้คนสำคัญของแคว้นมหาอำนาจมาเยือน หากแคว้นฉู่ไม่ฉวยโอกาสรีบผูกมิตรยังจะรอถึงเมื่อใด ?!
ความงามขององค์หญิงฉู่ิเหยาเป็ที่เลื่องลือ ได้ยินว่าราชเลขาคนสนิทแห่งต้าเยว่ ท่านฟู่หลิงยังไม่ได้เข้าพิธีสมรส องค์าาส่งนางมาอาจคาดหวังผลลัพท์ที่เกินคาดก็เป็ได้
สำหรับองค์หญิงวัยเพียงสิบเจ็ดปีผู้นี้ สิ่งที่นางได้ยินเกี่ยวกับแคว้นต้าเยว่ตลอดมานั้น คือความน่าหวาดกลัว ผู้คนในแคว้นล้วนจิตใจต่ำช้า ฆ่าคนราวผักปลา องค์าาของพวกเขาทุกรุ่น ล้วนเป็มารร้ายทั้งสิ้น โดยเฉพาะองค์าาองค์ปัจจุบันนั้น...ทรงมีงานอดิเรกที่น่าหวาดหวั่นเป็อย่างมาก ...ว่ากันว่าทุกๆชั่วยามในวังหลวงของต้าเยว่ จะมีเสียงคนกรีดร้องดังขึ้นอย่างทุกข์ทรมานและทุกครั้งพระองค์จะทรงเงี่ยพระกรรณฟังอย่างตั้งใจ
วันนี้ตลอดเวลาที่อยู่บนเกี้ยว นางได้แต่ภาวนามาตลอดทางว่าขอให้ผู้ที่อยู่ในจวนหลังนี้ มิใช่ทรราชย์ผู้นั้น...จะให้ดี ขอให้เป็เพียงการเข้าใจผิดไปเอง ทว่าเมื่อเห็นป้ายห้อยขององครักษ์เฝ้าประตูผู้นี้ แน่นอนแล้วว่าเขาคือหนึ่งในหน่วยองครักษ์หู่ประจำองค์าาแห่งต้าเยว่ !
โชคดีแล้ว ที่เขาไม่ให้นางผ่านเข้าไป ..!!
ฉู่ิเหยาพยายามเก็บอาการยินดีอย่างที่สุดไว้แล้วเอ่ยกับหู่เอ้ออย่างมีมารยาท “ผู้คนทั่วแผ่นดินล้วนทราบ องครักษ์หู่ทั้งห้า ฟังเพียงคำสั่งขององค์าาแห่งต้าเยว่เท่านั้น ชุยมามาเ้าเสียมารยาทแล้ว”
ชุยมามาได้ยินฉู่ิเหยาเอ่ยถึงองครักษ์หู่ในตำนานก็พลันสะดุ้งแล้วตัวเริ่มสั่น นางรู้ว่าผู้ที่อยู่ด้านในจวนคือผู้สูงศักดิ์ของแคว้นต้าเยว่ ทว่าองครักษ์ท่าทางเรื่อยเฉื่อยตรงหน้าผู้นี้ถึงกับเป็หนึ่งในองครักษ์หู่ทั้งห้าเชียวหรือ !!!
องครักษ์หู่ทั้งห้านั้น คือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง พวกเขา คือคนสนิทของฝ่าาแห่งแคว้นต้าเยว่ที่ทรงอำนาจที่สุดเหนือทวีปใต้ แต่ละคนล้วนสำเร็จปราณยุทธ์ระดับมหายุทธ์ขึ้นไปทั้งสิ้น
ปราณระดับมหายุทธ์ร้ายกาจเพียงใดน่ะหรือ...ดูจากการที่แคว้นต้าฉู่ของพวกนางไม่เคยมีผู้ใดสำเร็จปราณมหายุทธ์มาหลายร้อยปีแล้ว อย่าว่าแต่ปราณมหายุทธ์เลย แม้แต่ระดับจ้าวยุทธ์ทั่วทั้งแคว้นก็มีเพียงเ้าตำหนักพิรุณพิษ เ้าสำนักวารีมาร และเ้าสำนักหมื่นอสูร เพียงสามคนเท่านั้น และผู้สูงส่งทั้งสามคนคือผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในแคว้นต้าฉู่ แม้แต่องค์าายังต้องเกรงใจ
ทว่าคนตรงหน้ากลับเป็หนึ่งในหน่วยองครักษ์ระดับมหายุทธ์ คนระดับนี้เพียงคนหนึ่งก็สามารถทำลายแคว้นต้าฉู่ได้แล้ว และนางผู้เป็เพียงนางกำนัลต่ำต้อยกลับกล้าล่วงเกินตัวตนยิ่งใหญ่เพียงนั้น
ชุยมามาเข่าอ่อนลงยืนไม่อยู่ รีบทรุดตัวลงคารวะชายตรงหน้าทันที ละล่ำละลักขออภัยโทษ โขกศีรษะอย่างแรงลงกับพื้นหลายครั้ง “องครักษ์หู่...ผู้น้อยเสียมารยาท ล่วงเกินผู้สูงศักดิ์เช่นท่าน โปรดไว้ชีวิตต่ำต้อยของข้าน้อยด้วยเถิด!!”
เห็นหู่เอ้อมิได้ใส่ใจคำขออภัยของนางกำนัล ฉู่ิเหยาก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน “ทราบว่าผู้สูงศักดิ์มาเยือน องค์าาของเราจึงรับสั่งให้มาต้อนรับ ไม่นึกว่าเป็การรบกวนต้องขออภัยด้วย”
ผู้เป็องค์หญิงกล่าวพลางย่อกายลงเล็กน้อยไปทางประตูด้านในแสดงการขออภัยอย่างจริงใจ หู่เอ้อมองท่าทางอ่อนน้อมของนางสงบนิ่ง... ราวกับสิ่งที่นางทำนั้นเป็เื่สมควรแล้ว
…ท่าทางองครักษ์เย่อหยิ่งเช่นนั้น คนในคฤหาสน์คงมีฐานะยิ่งใหญ่กว่าที่คาด องค์หญิงน้อยยิ่งคิดยิ่งใจหายวาบ นึกอยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ! “หากมีสิ่งใดขาดเหลือ ท่านองครักษ์สามารถแจ้งกับพวกเราได้โดยตรง นี่คือป้ายผ่านเข้าวังหลวง ท่านและนายของท่านสามารถเข้าพบองค์าาของแคว้นเราได้ทุกเมื่อ”
นางหันไปส่งสัญญาณให้กำนัลอีกผู้หนึ่งทางด้านหลัง นางกำนัลสาวนางนั้นรีบก้มศีรษะต่ำเดินเข้ามาตรงหน้าหู่เอ้อ ยื่นป้ายทองที่มีตราลัญจกรปรากฏให้องครักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าด้วยมือสั่นเทา ใบหน้าไม่กล้าเงยมองแม้แต่น้อย
หู่เอ้อรับป้ายมาพลิกดูเล่น ใบหน้าหล่อเหลายังคงมีรอยยิ้ม ทว่า..กระทั่งคำพูดขอบคุณตามมารยาทก็ไม่ยอมเอ่ยออกมา
ฉู่ิเหยามิอาจตำหนิสิ่งใดได้ เพียงไม่ต้องพบคนด้านหลังประตูนั้น นางก็ขอบคุณฟ้าดินมากแล้ว องค์หญิงผู้งดงามก้มศีรษะเล็กน้อยแทนการบอกลาอย่างเรียบง่ายแล้วเดินหันหลังขึ้นเกี้ยวจากไปทันทีราวกับหนีตาย
นางกำนัลปากเสีย ถึงตอนนี้ยังคงโขกศีรษะขออภัยอย่างบ้าคลั่ง แม้ศีรษะแตกเือาบก็ยังไม่เลิกรา สุดท้ายก็ถูกองครักษ์ประจำตัวองค์หญิงลากตัวออกไปเพื่อไม่ให้อยู่เกะกะหน้าจวนผู้สูงศักดิ์... หลังจากนี้คงไม่มีใครได้เห็นนางกำนัลตาต่ำผู้นี้อีกแล้ว
ภายในห้องหนังสือขนาดใหญ่และเงียบสงบในส่วนลึกของคฤหาสน์ บุรุษที่คนทั้งแผ่นดินต่างหวาดกลัวนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ.. เยว่เทียนหงสวมชุดสีดำไร้ลวดลาย กระนั้นก็ยังไม่อาจปกปิดความสูงศักดิ์ของาาแห่งใต้หล้าผู้นี้ได้ ดวงตามืดหม่นสองข้างหลุบต่ำคล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ทว่าบรรยากาศกดดันจากร่างสูงยังทำให้หู่อู่ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าหวาดหวั่นจนเหงื่อท่วมร่าง
ราชเลขาคนสนิทยืนเยื้องไปด้านหลัง ฟู่หลิงก้มศีรษะต่ำประสานมือสองข้าง นิ่งจนเกือบคล้ายรูปปั้น มีเพียงดวงตาที่มองไปที่หู่อู่อย่างร้อนใจ
หลายวันที่ผ่านมาองค์าาอารมณ์ไม่ดีจนแม้แต่เขายังเข้าหน้าไม่ติด .. อาอู่กลับทำงานผิดพลาดในเวลานี้ ....เขาจะช่วยได้อย่างไร !?
“ฝ่าา กระหม่อมผิดไปแล้ว เพราะถูกพบเห็นโดยบังเอิญ ทำให้ทรงถูกรบกวนระหว่างการเดินทาง ขอทรงลงพระอาญาด้วย” เสียงหู่อู่เอ่ยรับผิดอย่างกล้าหาญ ทำให้ฟู่หลิงกำมือแน่นพลางเหลือบมองนายของตนด้วยความหวาดหวั่น
ร่างสง่างามบนเก้าอี้ยังคงไม่เอ่ยคำใดออกมา นิ้วเรียวงามเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อหนาเป็จังหวะ ดวงตาที่หลุบต่ำลงยามนี้เป็สีเข้มเกือบดำ มีประกายสีแดงวูบวาบผ่านเป็ระยะ
รู้ทั้งรู้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นหู่อู่ไม่ได้ตั้งใจ ลงโทษสถานเบาก็เพียงพอ …ทว่าจิตใจอันโหดร้ายของเขายามนี้กำลังสั่งให้ฉีกหู่อู่ออกเป็ชิ้นๆ !!
เยว่เทียนหงรับรู้ถึงความโหดร้ายบ้าคลั่งในจิตใจที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ปราณดำมืดในร่างกำลังดิ้นรนอย่างหนัก มันอยากเห็นเืสีแดงขององครักษ์คนสนิทที่ไหลชโลมพื้น อยากได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ..สาเหตุที่หู่อู่ยังมีชีวิตอยู่ เพียงเพราะเหตุผลและมโนธรรมเสี้ยวเล็กๆในใจาาหนุ่มที่ห้ามเอาไว้ !
เล็บมนสวยบนยิ่งนานยิ่งเคาะลึกลงบนโต๊ะเรื่อยๆ โต๊ะไม้เนื้อแข็งอายุกว่าร้อยปีเริ่มยุบลงเป็รอยลึกอันสวยงาม ราวกับแผ่นแป้งนุ่มฟูที่ถูกกดบุ๋มจนเป็รอยนิ้วกลมกลึง หัวใจหู่อู่และฟู่หลิงเผลอเต้นตามจังหวะการเคาะนิ้วนั้นโดยไม่รู้ตัว
ยามที่เยว่เทียนหงกำลังพยายามต่อต้านความบ้าคลั่งอันรุนแรงในใจอยู่นั้น หู่อีพลันปรากฏตัวขึ้นแล้วคุกเข่าลงเคียงข้างกับหู่อู่ เห็นคนผู้นี้ชายหนุ่มก็พลันคิดไปถึงเด็กสาวตัวเล็กแสนธรรมดา ที่มีอิทธิพลต่อเขามากมายผู้นั้น
ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนถูกสายน้ำเย็นสบายพัดผ่าน ความกระหายเืบ้าคลั่งในร่างกายพลันสงบลงอย่างมาก เยว่เทียนหงรับรู้ปฏิกิริยาของตนเองด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง ดวงตาสีดำเริ่มจางลงจนกลายเป็สีเทาสว่าง าาแห่งต้าเยว่มองหู่อีนิ่งเป็สัญญาณให้เขารายงานผลของภารกิจที่ได้รับไป
“ทูลฝ่าา กระหม่อมได้นำตัวมู่เชียนส่งถึงหมู่ตึกพฤกษาอย่างปลอดภัยแล้ว”
“อืมม” เยว่เทียนหงรับคำในลำคอ ปรากฏความเงียบขึ้นครู่ใหญ่เมื่อดวงตาคมทรงอำนาจคู่นั้นยังคงไม่ละไปจากหู่อี
เมื่อครู่เพียงได้ยินชื่อของนางปราณมืดที่ร้อนรนบ้าคลั่งของเขาก็เปลี่ยนเป็สงบนิ่ง เยว่เทียนหง้าได้ยินเื่ของเด็กคนนั้นมากกว่านี้ ทว่าจนแล้วจนรอดหัวหน้าองครักษ์คนสนิทก็ยังคงก้มหน้าคุกเข่าอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มออกมา
“นางเป็อย่างไรบ้าง?” เยว่เทียนหงอดไม่ไหวจึงเป็ฝ่ายเอ่ยปากสอบถามขึ้นมาเอง
หู่อีที่อยู่กับองค์าามาสิบกว่าปี ไม่มีครั้งใดเลยที่นายเหนือหัวจะใส่ใจกับผู้อื่นจนถึงกับสอบถามเองเช่นนี้..แม้จะประหลาดใจในการกระทำที่ไม่ปกติของนาย กระนั้นหัวหน้ากององครักษ์ประจำองค์าาก็ยังเอ่ยรายงานไปตามที่ทราบ
“ดูเหมือนว่าแม่นางมู่กำลังมีปัญหาอยู่กับศิษย์สายนอกระดับสูงบางคน น่าจะเป็พวกเดียวกับที่ไล่ล่านางครั้งก่อนพะย่ะค่ะ”
เยว่เทียนหงย้อนคิดถึงภาพเด็กน้อยคนนั้นถูกไล่ล่าและทำร้ายจนกระอักเืต่อหน้าเขา ทันใดนั้นปราณรุนแรงแหลมคมพลันทะลักออกมาโดยไม่อาจควบคุมได้
“ฟุ่บ !!” นิ้วเรียวทรงพลังของเยว่เทียนหง พลันจมลึกลงไปในโต๊ะไม้โดยไม่รู้ตัว และเมื่อเขายกนิ้วขึ้นอีกครั้ง รูทะลุที่มองเห็นได้จนถึงพื้นก็ปรากฏขึ้น !!
ดวงตาสีเทาเข้มมองร่างสั่นเทาของหู่อู่ที่ยังคุกเข่าอยู่ที่เดิมอย่างครุ่นคิด ก่อนจะออกคำสั่ง “หู่อู่ ข้าจะให้โอกาสเ้าชดใช้ความผิด จงไปตามเฝ้ามู่เชียนไว้และคอยรายงานความเคลื่อนไหวของนางให้ข้า ” เสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นช้าๆ ถ้อยคำนั้นทำให้หู่อู่ หู่อีและฟู่หลิงเงยหน้าขึ้นพร้อมกันอย่างตะลึงงัน
“ฟู่หลิง เ้ามอบยันต์สื่อสารให้หู่อู่” เยว่เทียนหงเอ่ยต่อไป และนั่นก็ทำให้ราชเลขาคนสนิทได้สติ
“พะย่ะค่ะ” ฟู่หลิงรับคำ ก่อนจะลอบมองนายเหนือหัวที่ตนรับใช้ใกล้ชิดมาตลอดหลายปีด้วยความกังขา
‘หู่อู่รอดมาได้ เพราะเื่ของเด็กคนนั้น... ?!’
“ทูลถามฝ่าา เพียงเฝ้าดูเท่านั้นหรือพะย่ะค่ะ?” หู่อู่ที่รอดพ้นจากการถูกลงโทษอย่างไม่คาดคิดยังคงมีท่าทีงุนงงอยู่บ้าง องครักษ์หนุ่มเอ่ยถามถึงเป้าหมายของภารกิจอย่างไม่มั่นใจ
หากทรงเพียง้าให้เฝ้าดู... นั่นหมายความว่า ห้ามเผยตัวไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น ต่อให้นางตายตรงหน้า เขาก็ทำได้เพียงเฝ้าดูและส่งข่าวกลับมาอย่างเงียบเชียบเท่านั้น
เยว่เทียนหงนิ่งไปครู่หนึ่ง..ราวกับกำลังทบทวนความ้าของตนเองให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะออกคำสั่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ “คอยช่วยนาง อย่าให้นางรู้ตัว และหากมีผู้ใดคิดร้ายก็กำจัดมันเสีย!! ”
เสียงทุ้มสงบราบเรียบ ..ไม่มีใครรู้ว่าภายในจิตใจของาาแห่งต้าเยว่กำลังสับสนกับความความผิดแปลกของตนมากเพียงใด ทว่าสิ่งเดียวที่แน่ใจได้ ... คือเขาไม่้าให้นางเป็อะไรไปทั้งสิ้น !!