จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 42 นางเซียนขั้นที่ 6


            จือเหยานางกลับมาที่เรือนของนางส่วนหลิวอี้เขาเดินทางออกไปที่หอหมื่นโอสถเขาต้องการไปทวงค่าเม็ดโอสถของเขากับผู้ดูแลหอ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาถูกโกง


            ชายแก่ที่ดูแลหอหมื่นโอสถกำลังนั่งยิ้มเพราะวันนี้การค้าโอสถของเขาเป็นไปด้วยดี เขาเห็นหลิวอี้เดินเข้ามาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที


            “คุณชายวันนี้ท่านมาทำอะไร”


            “ข้ามาทวงเงินค่าโอสถที่ข้าเคยหลอมให้ท่านไปสิบเม็ด”


            “ข้าให้ท่านไปแล้ว”


            “เจ้ารู้หรือไม่ข้าพึ่งจะขายโอสถอีกสิบเม็ดให้กับคนอื่นไป พวกเขาให้ราคากับข้ามากกว่าที่เจ้ามอบให้ข้าเป็นร้อยเท่า”


            ชายแก่ตอนนี้เขารู้สึกว่ามันนี้เขาจะหมดตัวแน่นอน


            “ได้ๆข้าจะมอบหินกำเนิดปราณให้ท่านเพิ่มอีก สิบเก้าล้านก้อนตามราคาตลาดที่เขารับซื้อกันท่านพอใจหรือไม่”


            หลิวอี้ได้ฟังราคาของโอสถจริงๆเขาจึงได้รู้ว่าจือเหยานางก็หลอกซื้อเขา เขารับหินกำเนิดปราณจากชายแก่ผู้ดูแลหอจากนั้นก็กลับมาที่เรือนของจือเหยา เขาเดินเข้าไปภายในเรือนเห็นนางกำลังนั่งฝึกฝน จึงไม่ได้รบกวนนาง เขาจึงนำหินกำเนิดปราณที่หาได้ไปมอบให้ชายแก่จอมตะกละที่อยู่ภายในเรือนสิบทิศ


            หลิวอี้ไม่ได้ออกไปจากเรือนสิบทิศตอนนี้เขากำลังตั้งใจฝึกฝนเพื่อให้ระดับพลังของเขาเลือนระดับไปถึงจักรพรรดิให้เร็วที่สุดเขาโยนเม็ดโอสถที่เขาปรุงขึ้นมาเข้าไปที่ปากของเขาเป็นร้อยๆเม็ด หากใครได้มาเห็นภาพนี้พวกเขาก็คงจะตกใจจนตายเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเป็นคนปกติจะใช้เวลาในการย่อยสลายพลังของเม็ดยาประมาณนึ่งและจะกินเพียงแค่ทีละเม็ด หากกินเข้าไปมากอาจจะทำให้ตันเถียนระเบิดเพราะไม่อาจที่จะรองรับพลังของเม็ดโอสถได้ 


            หลิวอี้ทำการย่อยสลายเม็ดยาที่อยู่ภายในท้องของเขาด้วยการใช้พลังปราณ เขาทำการดูดพลังปราณอย่างบ้าคลั้งจากภายนอกเข้าสู้ตันเถียน


            วันต่อมาบนท้องฟ้าของทวีปซีมีหญิงงามยืนอยู่บนหลังของนกฟีนิกซ์ที่มีแสงสีทองแปลงประกายออกมา นางกำลังเดินทางไปที่เมืองหลวงของทวีปซี นางได้รับการติดต่อมาจากหัวหน้าตระกูลในทวีปซีว่าบุตรสาวของเขามีสายเลือดบริสุทธิ์และต้องการที่จะกลับขึ้นไปฝึกฝนที่ตระกูลหลักบนเกาะลอยฟ้า นางจึงได้รับมอบหมายให้เดินทางมารับและทำหน้าที่เป็นอาจารย์ของนางเพื่อช่วยฝึกฝนนาง

    ฟีนิกซ์ของนางบินเข้ามาใกล้กับเมืองหลวงของทวีปซี องค์จักรพรรดิเขาสัมผัสได้ว่ามีผู้สูงส่งกำลังมุ่งหน้ามาที่เมืองของเขา เขาจึงรีบออกไปต้อนรับ เขายืนอยู่บนหลังมังกรของเขาที่มีสีแดงบงบอกว่าเขามีสายเลือดมังกรขั้นต่ำ เขาทำการคุกเข่าอยู่บนหลังมังกร


            “ผู้น้อยคาระวะอาวุโสระดับเซียนขั้นที่ 6 ขอรับ”


            หญิงงามที่ยืนอยู่บนหลังฟีนิกซ์ตัวสีทองไม่ได้สนใจจักรพรรดิ นางยืนอยู่บนหลังฟีนิกซ์และลอยตัวไปยังทิศทางที่นางสัมผัสถึงสายเลือดฟีนิกซ์ได้


            องค์จักรพรรดิไม่ได้รู้สึกเสียหน้า แต่เขากับดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่านี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับบุคคลระดับเซียนขั้นที่ 6 หากไม่อยู่บนเกาะลอยฟ้าหรืออยู่ในทวีปอี จะไม่สามารถพบเห็นตัวตนเช่นนี้ แต่เขาเสียดายที่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของนางได้แต่เขาคิดว่านางจะต้องงดงามมากแน่นอน


            หลิวอี้ลืมตาตื่นขึ้นมาและมองไปยังบนฟ้า เขานึกว่าเขาเห็นนางฟ้าที่กำลังล่องลอยอยู่บนสวรรค์ นางช่างมีใบหน้าที่งดงามแถมยังเย็นชาเป็นอย่างมาก สายตาของนางแทบจะไม่แยแสต่อผู้ใดบนโลกใบนี้


            หญิงงามที่อยู่บนหลังฟีนิกซ์สัมผัสได้ถึงการจ้องมองแต่ก็เพียงแค่แวบเดียว


            “ทวีปซี ช่างน่าสนใจจริงๆ”นางเซียนพูดออกมาเบาๆ


            คนที่อยู่เบื้องล่างไม่สามารถมองเห็นนางได้ ฟีนิกซ์ของนางล่อนลงที่จวนตระกูลเย่ หัวหน้าตระกูลพร้อมกับคนในตระกูลต่างคุกเขาลงบนพื้นต้อนรับนาง เย่หลิงกับเย่เอ๋อก็อยู่ด้วย

            

            “บุตรคนไหนของเจ้าที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์”


            “ข้าเองเจ้าค่ะ”เย่หลิงเดินออกมา


            “เจ้าลองแสดงพลังสายเลือดของเจ้า”


            เย่หลิงนางเรียกฟีนิกซ์สีทองของนางออกมา


            นางเซียนขั้นที่ 6 ได้เห็นรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งตระกูลหลักมีสายเลือดบริสุทธิ์มากเท่าใดความแข็งแกร่งของตระกูลก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น


            “เจ้าขึ้นมานั่งกับข้าพวกเราจะต้องรีบออกเดินทาง”


            เย่หลิงขึ้นไปนั่งบนนกฟีนิกซ์มันก็ลอยตัวขึ้นไปบนฟ้าจากนั้นก็บินจากไปด้วยความรวดเร็ว เย่หลิงที่นั่งอยู่บนหลังฟีนิกซ์นางรู้สึกเสียใจที่นางไม่ได้บอกลาหลิวอี้เป็นครั้งสุดท้าย


            ที่หลิวอี้ไม่ได้ไปส่งนางเป็นเพราะว่าในอนาคตพวกเขาก็ยังจะได้พบกันและที่สำคัญหลิวอี้เขาไม่ชอบการบอกลา

    ฟีนิกซ์สีทองบินออกจากทวีปซีด้วยความรวดเร็ว