บทที่ 4
มรรคาแห่งความว่างเปล่า
เจียงเฉินแม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกาจ แม้ว่าจะเป็ผู้ฝึกตอนสายวิธียุทธ แต่สติปัญญากับฉลาดเฉลียวกว่าผู้ฝึกปราณ
คนผู้นี้แม้เบื้องหน้าคล้ายกับแม่ทัพใหญ่ผู้หยาบกร้าน แต่ว่าสติปัญญากับไม่เป็รองผู้ใด
เจียงเฟิงหลังจากที่ได้ยินว่าโดนเนรเทศ เพราะว่าโดนพวกขุนนางมากมายกดดัน เจียงเฟิงรู้ได้ในทันทีว่าบิดาของเขาคงจะวางแผนอันใดเอาไว้
ในวิถีแห่งการฝึกตน ภายในทวีปแห่งนี้แบ่งแยกออกเป็สองวิถีหลัก ผู้ฝึกยุทธกับผู้ฝึกปราณ
ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกปราณล้วนแล้วมีมรรคาที่แตกต่างกัน เจียงเฉินบิดาของเขาที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ ในตอนนี้อยู่ในขอบเขตที่หกของการฝึกยุทธ์ เรียกว่าเป็ปรมาจารย์ก็ว่าได้ ผู้ฝึกยุทธ์หรือว่าผู้ฝึกปราณทั้งสองสายล้วนแล้วแต่มีขอบเขตขั้นอยู่ทั้งหมดสิบสี่ขอบเขต
บิดาของเขาที่อยู่ขอบเขตที่หกของผู้ฝึกยุทธ กล่าวว่าเป็ปรมาจารย์ก็ไม่ผิดเลย
และด้วยกำลังทหารมากมายที่มีอยู่ในมือ อย่าว่าแต่โดนขุนนางไล่ต้อนมาที่สถานที่แห่งนี้เลย ต่อให้ลุกฮือก่อฏโอกาสนั่งบัลลังก์ก็มีกว่าห้าส่วนที่จะสำเร็จ
เจียงเฟิงตั้งสติได้ก็เอ่ยถามขึ้น “แล้วบิดาของข้าละ”
เฉินอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน “ออกไปด้านนอกเ้าค่ะตอนนี้ยังไม่กลับ”
เจียงเฟิงมองไปที่เฉินอวี้ก่อนที่จะเอ่ยถามขึ้น “เหลือเพียงเ้าอย่างนั้นหรือ?”
เฉินอวี้ส่ายหน้าไปมา “มีซินอวี้อีกคน”
เจียงเฟิงส่ายหัวไปมา ทำใบหน้าเศร้าหมอง เฉินอวี้เอียงคอสงสัยเอ่ยถามขึ้น “นายน้อยคิดถึงพวกนางอย่างนั้นหรือเ้าคะ”
เจียงเฟิงทันไม่มองเฉินอวี้หญิงงามข้างกาย “คิดถึงงั้นรึ? หึหึๆ ข้าเพียงแค่เสียดายเท่านั้น”
“ใช้เวลาตั้งหลายปีรวบรวมบุปผางามมากมายเอาไว้ข้างกาย”
“ไปๆมาๆเหลือเพียงแค่เ้าแล้วก็ซินอวี้ คิดแล้วก็เสียดายไม่น้อย”
ภายในจวนของเขา ผู้เป็บุตรชายของแม่ทัพใหญ่แห่งต้าเฉิน มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่ามีหญิงงามมากมายรวบรวมอยู่
สตรีเ่าั้ถูกขนานนามว่าเป็เหล่าบุปผางามในใต้หล้า ในตอนนี้ผ่านไปเพียงห้าปีเหลือเพียงแค่เฉินอวี้และซินอวี้ สองบุปผางามที่สุดเท่านั้น
ใบหน้าของเฉินอวี้ยังคงยิ้มอย่างทรงเสน่ห์ เจียงเฟิงปรายสายตาไปมองนางก่อนจะกล่าวขึ้น “มีหรือว่าข้าไม่รู้”
“บุปผาเ่าั้งดงามปานนั้น ล้วนแล้วเป็ผู้คนทั้งนอกทั้งในมากมายส่งมาอยู่ข้างกายข้าทั้งสิ้น”
“แต่ว่าคนพวกนั้นอุตส่าห์หญิงยิ้มงามมาให้มีหรือว่าข้าจะไม่รับเอาไว้”
“พอข้าหลับใหล บิดาโดนเนรเทศมาอยู่ดินแดนรกร้างเช่นนี้ เหล่าหญิงงามพวกนั้นไม่สิ สายลับพวกนั้นก็จากไปหมดแล้ว น่าเสียดายจริงๆ”
เฉินอวี้นั่งฟังนายน้อยของตนเองพูดออกมา ใบหน้าของนางยังคงยิ้มอย่างทรงเสน่ห์ไม่ได้แสดงอารมณ์อันใดออกมานอกจากนั้น
เจียงเฟิงหันไปมองสาวใช้ข้างกายของตนเอง ผู้ที่ผู้คนเมื่อได้พบเห็นต้องบอกว่าเป็บุปผางามผู้นี้ เจียงเฟิงฉีกยิ้มออกมา “พวกนางคงตายหมดแล้วกระมัง เหลือเพียงเ้าและซินอวี้ พวกเ้าสองคน หนึ่งคนคงจะเป็คนของบิดาข้า ส่วนอีกคนคงจะเป็คนของมารดาข้ากระมัง”
“เ้าเป็คนของผู้ใด บิดาหรือว่ามารดา”
เฉินอวี้ยังคงยิ้มแต่ก็ไม่ได้ตอบอันใด เจียงเฟิงเมื่อเอ่ยถามออกมาไม่ได้คำตอบก็ไม่คิดจะถามต่อ
เจียงเฟิงหันไปมองนอกหน้าต่างแล้วเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “ข้าหลับใหลไปหลายปี นางเดินทางมาบ้างหรือไม่”
ครั้งนี้เฉินอวี้ตอบกลับ “นายหญิงใหญ่มิได้เดินทางมา แต่ส่งคนมาดูอาการของนายน้อย”
เจียงเฟิงได้รับคำตอบเช่นนี้ไม่ได้แปลกใจ แต่เขากลับแสดงรอยยิ้มเ็า
นางที่เขากล่าวถึงย่อมเป็มารดาผู้ให้กำเนิด เพียงแต่ว่ามารดาผู้ให้กำเนิดผู้นี้ แม้จะกล่าวว่าเป็มารดาเช่นนั้นแต่กลับห่างไกลเป็อย่างยิ่ง
เจียงเฟิงในตอนนี้ก็แทบจะลืมเลือนใบหน้าของนางไปหมดแล้ว เจียงเฟิงจดจำได้ว่าั้แ่เขาเริ่มจำความได้พบเห็นนางครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว
หลังจากนั้นนางก็จากไปขึ้นเขากลายเป็เซียน ไม่สิต้องกล่าวว่านางเป็คนบนเส้นทางแห่งการผู้ฝึกตนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเกิดให้กำเนิดเขากับแม่ทัพใหญ่ของต้าเฉิน
ทุกวันนี้นางผู้ให้กำเนิดผู้นั้นก็ยังคงเดินอยู่บนมรรคาของตนเอง เป็คนบนยอดเขาที่ห่างไกลหลายแสนลี้
เจียงเฟิงจิตใจตอนนี้กับเ็าไร้ซึ่งความรู้สึก ผู้คนมากมายเมื่อรู้ว่าตนเองสลบไสลไปหลายปี การที่มารดาไม่มาดูแลเช่นนี้หรือไม่มาดูอาการด้วยตนเองคงจะรู้สึกเ็ปเจียนตาย
ทว่าเจียงเฟิงในตอนนี้ไม่เหมือนห้าปีที่แล้ว เขาผ่านอันใดมามากมายกราบคารวะอาจารย์ ไล่ล่าพวกิญญาทมิฬ จนกระทั่งตอนนี้เติบโตกลายเป็ผู้ใหญ่ทำให้นิสัยนั้นเฉยชายิ่งกว่าเดิม
เลยไม่รู้สึกอันใดเกี่ยวกับเื่นี้มากนัก เจียงเฟิงโบกมือ “ออกไปเถอะข้าอยากจะพักผ่อนสักหน่อย”
เฉินอวี้ลุกขึ้นแล้วก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเฟิงที่กำลังนั่งอยู่ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าผ่านไปสักพักก็นึกเื่สำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ หลังจากนั้นก็ยกมือขึ้นมานับนิ้วคำนวณอีกครั้ง
หลังจากนับนิ้วคำนวณจนเสร็จยกยิ้ม “อาจารย์ของข้าก็ไม่ได้ขี้งกเสียทีเดียว”
“ถึงกับใช้คาถาปิดฟ้าบังตะวันเช่นนี้ ทำให้ข้าทำอันใดสะดวกขึ้นมาสักหน่อย”
เจียงเฟิงในตอนแรกรู้สึกสงสัย หลังจากที่ฟื้นตื่นขึ้นมา เจียงเฟิงสูดปราณิญญาในอากาศเข้าไปเป็จำนวนมาก
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ในตอนนี้ลองคำนวณดูแล้ว ปรากฏว่าตัวของเขามีอภินิหารคาถาวิชาที่ไม่ธรรมดาปิดบังเอาไว้
คนพวกนั้นคงจะไม่สามารถมองเห็นได้ ต่อให้เป็คนที่เป็เทพเซียนขอบเขตบนก็เกรงว่าคงจะสามารถสังเกตเห็นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เจียงเฟิงถึงจะรู้สึกว่าเช่นนี้อาจารย์ของเขาถึงเหมาะสมกับชื่อว่า เป็หนึ่งในผู้ฝึกตนบนจุดสูงสุด ในที่สุดก็สำแดงวิชาที่อัศจรรย์ให้ดูเสียที
เจียงเฟิงเริ่มขบคิดบางอย่าง แน่นอนว่าย่อมเกี่ยวกับการฝึกฝนของตนเอง
ในเส้นทางของการฝึกฝนมรรคามากมายหลายร้อยหลายพัน ผู้คนที่ฝึกฝนเดินไปตามเส้นทางของตนเอง
แน่นอนว่าเส้นทางการฝึกฝนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้วิธีแปลกประหลาดพิสดารในการฝึกฝน บางคนเองก็ฝึกฝนปกติทั่วไป นี่ขึ้นอยู่กับมรรคาที่ตนเองนั้นเลือกเดิน
เจียงเฟิงตั้งใจจะเริ่มฝึกฝน ไม่สิต้องเรียกว่าในตอนนี้ตัวของเขานั้นเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนไปแล้ว
เจียงเฟิงมีมหามรรคาในการฝึกฝนแตกต่างจากคนทั่วไป ต้องเรียกว่าแตกต่างเป็อย่างมาก มรรคาของเขาในการฝึกฝนมันกลับเป็มรรคาที่ว่างเปล่า
ที่กล่าวว่าว่างเปล่านั้นคือว่างเปล่าจริงๆ ไร้รูปลักษณ์ไร้ตัวตนเจียงเฟิงสามารถบังคับเส้นทางของตนเองได้
เื่นี้ออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย ที่เจียงเฟิงได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้เส้นทางที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร เื่นี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้เป็อาจารย์ของเขา
หลังจากเดินทางไปที่โลกใบนั้น เจียงเฟิงไม่มีเวลาฝึกฝน ใช่แล้วไม่มีเวลาฝึกฝนเลย สำหรับผู้ฝึกตนผู้บำเพ็ญเพียรกลายเป็เซียน คนพวกนั้นล้วนแล้วเข้าฌาน ทำสมาธิหรือไม่ก็ฝึกฝนในการฝึกกระบี่ต่างๆเพื่อรวบรวมปราณิญญาเข้าสู่ร่างกาย
เพียงแต่ว่าเจียงเฟิงไม่เคยมีโอกาสได้นั่งฝึกฝนเลย หลังจากเดินทางไปที่โลกใบนั้น ตัวของเขาโดนผู้เป็อาจารย์ถีบหัวออกไปไล่สังหารพวกิญญาทมิฬ
จะเอาเวลาที่ใดมานั่ง บำเพ็ญเพียรฝึกฝนราวกับรูปปั้น สุดท้ายแล้วผ่านไปนานเข้า เส้นทางนี้กลับเป็เส้นทางที่มันปรากฏขึ้นมา
เจียงเฟิงกับสามารถซึมซับปราณิญญาในอากาศได้ โดยที่ตนเองไม่จำเป็จะต้องเข้าฌานฝึกฝน
ไม่ว่าจะเป็การนั่งการนอนหรือการทำอันใด ปราณิญญาน้อยใหญ่รอบร่างกายล้วนแล้วถูกดึงดูดเข้ามาในร่างกายของเขา
เื่นี้ออกจะดูแปลกประหลาดแต่มันก็เกิดขึ้น ผู้เป็อาจารย์ของเขาที่ผู้คนในใต้หล้าแห่งนี้เรียกว่าปราชญ์์ คนผู้นั้นบอกว่าเขากำเนิดมรรคาที่ไร้ตัวตน มองดูแล้วก็แปลกประหลาดไม่สามารถคาดคะเนได้
แม้แต่ตัวของท่านอาจารย์ของเขาเองก็เช่นเดียวกัน ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่เจียงเฟิงคิดว่าตาเฒ่านั่นต้องรู้บางอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูดออกมาเท่านั้น
เจียงเฟิงก็ไม่รู้ว่าเส้นทางที่ตนเองเลือกเดินนั้นถูกต้องหรือไม่ เพียงแต่ว่าเจียงเฟิงก็ปล่อยมันไปตามชะตาของเขา
นี่คือการฝึกฝนของเจียงเฟิง และเป็มหามรรคาแห่งการฝึกฝนที่แสนแปลกประหลาดและกำเนิดขึ้นเอง