เสียงฝีเท้าแ่เบาเสียดยอดหญ้ายามราตรีดังขึ้นสลับกับเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของบุรุษผู้หนึ่ง ร่างสูงใหญ่กำยำในอาภรณ์สีดำสนิทเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานภูตพราย ทะยานข้ามพงหนามและโขดหินน้อยใหญ่ไปเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ความมืดมิดแห่งรัตติกาลจะโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา แต่สำหรับเขาแล้วมันกลับเป็ดั่งม่านกำบังชั้นเลิศที่ช่วยอำพรางตัวตนจากสายตาของเหล่าผู้ไล่ล่า
ลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านใบไผ่และกิ่งไม้ ส่งเสียงเศร้าโศกดังกรอกแกรกไปทั่วป่าเขา เสียงเ่าั้ผสมผสานกับเสียงใสของลำธารเล็กๆ ที่ไหลซ่านผ่านโขดหินสร้างเป็บทเพลงแห่งธรรมชาติที่ไพเราะแต่เศร้าหมอง ดวงจันทร์เสี้ยวแสงเงินส่องแสงอ่อนๆ ผ่านช่องใบไม้ ทำให้เงาของต้นไผ่ั์เต้นระบำไปมาบนพื้นดินราวกับิญญาของนักรบโบราณที่ยังคงเฝ้าระวังดินแดนแห่งนี้
ชายผู้นั้นคือ ลู่เฟิง จอมโจรชื่อกระฉ่อนแห่งยุค วัย 45 ปีของเขามิได้ทำให้พละกำลังและวรยุทธอันสูงส่งถดถอยลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ร่างกายที่ผ่านการกรำศึกมาอย่างโชกโชนกลับยิ่งทวีความแข็งแกร่งและทนทานราวกับเหล็กกล้า มัดกล้ามหนาแน่นที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้ายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังะเิอันน่าพรั่นพรึง รอยแผลเป็น้อยใหญ่ที่พาดผ่านทั่วเรือนร่างคือเครื่องยืนยันถึงเส้นทางโลหิตที่เขาได้ฝากรอยเท้าไว้
ใบหน้าคมคายของเขาแกะสลักด้วยเส้นสายที่เข้มงวดและเฉียบขาด คิ้วดำหนาเข้มราวกับดาบคู่ที่ขนานไปกับดวงตาคู่ที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งในถ้ำลึก ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์อันขมขื่นและความเฉียบแหลมที่สั่งสมมาจากการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดนับครั้งไม่ถ้วน จมูกโด่งสูงและปากบางที่มักจะกระชับเป็เส้นตรงแสดงถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ ผมดำขลับยาวถึงไหล่ที่เริ่มมีเส้นขาวแซมประปรายตามวัยถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย แต่ไม่อาจปกปิดความดุดันที่แฝงอยู่ในสายตาได้
เื้ัของเขา แสงคบไฟวูบวาบราวกับดวงดาวบนพื้นดินกำลังเคลื่อนที่ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เสียงะโก้องของเหล่าทหารและยอดฝีมือฝ่ายธรรมะดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา พวกมันคือฝูงสุนัขล่าเนื้อที่ราชสำนักส่งมาเพื่อตามล่า 'ราชันย์แห่งโจร' ผู้นี้ หลังจากที่เขากระทำการอุกอาจ บุกเข้าไปขโมย 'ไข่มุกราตรี' ของล้ำค่าคู่บัลลังก์จากใจกลางวังหลวงที่ได้รับการคุ้มกันอย่างแ่าที่สุด
การบุกเข้าไปในวังหลวงครั้งนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ลู่เฟิงใช้เวลาเตรียมการมาเป็ปี ศึกษาแผนผังวัง รูปแบบการเปลี่ยนยาม และ่เวลาที่เหมาะสมที่สุด เขาแฝงตัวเข้าไปในขบวนพ่อค้าที่เข้าเฝ้าถวายของ ใช้วิชาการปลอมแปลงโฉมหน้าขั้นเทพเปลี่ยนตัวเองเป็ข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง แล้วค่อยๆ เคลื่อนไหวเข้าไปในส่วนลึกของวังทีละขั้นตอน การที่เขาสามารถเข้าถึงห้องเก็บสมบัติลับที่มี 'ไข่มุกราตรี' วางอยู่ได้นั้น ต้องอาศัยทั้งฝีมือ ความอดทน และโชคชะตาที่ดี
แต่เมื่อเขาลงมือขโมยไข่มุกนั้นสำเร็จ ระบบป้องกันลับของวังก็ถูกกระตุ้น เสียงระฆังเตือนภัยดังก้องไปทั่วทั้งวัง เหล่าองครักษ์และยอดฝีมือจากทุกสำนักพากันตื่นตัว การหลบหนีออกจากวังจึงกลายเป็การต่อสู้ที่ดุเดือดและเต็มไปด้วยอันตราย ลู่เฟิงต้องใช้ทุกวิชาที่มีในการเจาะทะลุแนวป้องกันหลายชั้น ทิ้งร่องรอยของการต่อสู้และศพของผู้ที่ขวางทางไว้เป็จำนวนมาก
"ลู่เฟิง! หยุดอยู่ตรงนั้นแล้วมอบตัวเสียโดยดี! แผ่นดินนี้ไม่มีที่ให้เ้าซ่อนหัวอีกต่อไปแล้ว!" เสียงของแม่ทัพนายกองผู้หนึ่งดังแหวกความเงียบสงัดขึ้นมา แต่สำหรับลู่เฟิงแล้ว มันเป็เพียงเสียงเห่าหอนของสุนัขโง่เขลาเท่านั้น
เสียงนั้นเป็ของ นายพลหวังเจียนิ หัหน้าองครักษ์วังหลวงที่มีชื่อเสียงในด้านการติดตามและจับกุมอาชญากร ชายผู้นี้เป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่มีฝีมือเทียบเท่ากับลู่เฟิงเอง แต่ด้วยความที่เขาต้องนำกำลังคนจำนวนมากติดตาม จึงทำให้การเคลื่อนไหวช้าลงมาก ลู่เฟิงรู้ดีว่าหากต้องปะทะซึ่งหน้ากับหวังเจียนิแบบตัวต่อตัว เขาอาจจะมีโอกาสชนะ แต่การต่อสู้กับกลุ่มคนจำนวนมากพร้อมกันนั้นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาด
มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างเ็า ดวงตาที่คมกริบดุจเหยี่ยวสอดส่ายไปรอบตัวอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์ แม้จะตกอยู่ในวงล้อม แต่แววตาของเขากลับไม่ปรากฏความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นและเฉียบแหลมที่สั่งสมมาจากประสบการณ์เฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน
เขาสำรวจภูมิประเทศรอบตัวด้วยสายตาที่เชี่ยวชาญ หุบเขาแห่งนี้เขาเคยผ่านมาแล้วหลายครั้งในอดีต ทางทิศเหนือมีผาชันที่สูงลิบ แต่มีรอยแตกเล็กๆ ที่สามารถใช้เป็ทางขึ้นได้หากมีฝีมือตัวเบาที่เพียงพอ ทางทิศใต้เป็ป่าหนาทึบที่เต็มไปด้วยพงหนามและสัตว์ร้าย ส่วนทางตะวันออกและตะวันตกถูกปิดล้อมด้วยกำลังของศัตรู การเลือกทางหนีจึงมีเพียงทางเดียวเท่านั้น
"ไม่มีที่ซ่อนตัวรึ?" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ "สำหรับข้าแล้ว ทั่วหล้าล้วนคือบ้าน"
คำพูดนั้นไม่ใช่การโอ้อวดเปล่าๆ ตลอดชีวิตของเขา ลู่เฟิงได้เดินทางไปทั่วทุกมุมของแผ่นดินใหญ่ ั้แ่ทะเลทรายอันแห้งแล้งทางเหนือไปจนถึงป่าฝนเขตร้อนทางใต้ จากเทือกเขาหิมะทางตะวันตกไปจนถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตะวันออก ไม่มีดินแดนใดที่เขาไม่เคยเหยียบย่ำ ไม่มีภูมิประเทศใดที่เขาไม่คุ้นเคย ความรู้และประสบการณ์เหล่านี้คือทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุดของเขา
สิ้นความคิด ร่างของเขาก็พลันเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน พุ่งทะยานขึ้นไปตามแนวผาชันที่ดูเหมือนจะไม่มีทางไปต่อ ลู่เฟิงใช้วิชาตัวเบาขั้นสุดยอด เหยียบย่ำไปบนชะง่อนหินเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากหน้าผาราวกับเดินอยู่บนพื้นราบ ร่างกายของเขาสะบัดพลิ้วหลบหลีกก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทิ้งให้เหล่าผู้ไล่ล่าได้แต่แหงนหน้ามองตามด้วยความตกตะลึงและเจ็บใจ
วิชาตัวเบา 'เหยี่ยวทะยานเก้าชั้นฟ้า' ที่เขาใช้นั้นเป็วิชาลับที่เขาได้เรียนรู้มาจากสำนักลับแห่งหนึ่งในเทือกเขาคุนหลุน เมื่อครั้งที่เขายังเป็หนุ่มน้อยวัยยี่สิบต้นๆ การฝึกฝนวิชานี้ต้องใช้เวลานานถึงสิบปี และต้องผ่านการทดสอบที่เสี่ยงต่อชีวิตมากมาย แต่เมื่อฝึกจนเชี่ยวชาญแล้ว ผู้ใช้จะสามารถเคลื่อนไหวในอากาศได้ราวกับมีปีกนก สามารถเหยียบบนใบไผ่โดยไม่ทำให้มันโค้งงาม หรือแม้แต่วิ่งบนผิวน้ำโดยไม่จมลงไป
ขณะที่ร่างของเขาทะยานขึ้นไปตามผาหิน ลู่เฟิงใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนรอยแตกของหิน เพื่อเปลี่ยนทิศทางและเพิ่มแรงผลักดัน การเคลื่อนไหวของเขาไหลลื่นและสวยงามราวกับการแสดงศิลปะการต่อสู้ระดับสูง แต่ละการเหยียบและแต่ละการะโมีความแม่นยำสูงสุด ไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่สิ้นเปลือง
"สารเลว! มันกำลังจะหนีไปทางยอดเขา!"
เสียงสบถด่าดังไล่หลังมา แต่ลู่เฟิงหาได้ใส่ใจไม่ เขารู้ดีว่าการปะทะซึ่งหน้ากับยอดฝีมือจำนวนมากในตอนนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก แม้เขาจะมั่นใจในฝีมือของตนเอง แต่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ไม่จำเป็ เป้าหมายของเขาในตอนนี้มีเพียงหนึ่งเดียว คือการสลัดเดนมนุษย์พวกนี้ให้หลุดและหายตัวไปจากยุทธภพชั่วคราว
เสียงลูกธนูที่ปล่อยออกมาจากข้างล่างดังแหลมคม ลู่เฟิงไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็ฝีมือของ หลี่เซียวฟง นักธนูปืนชื่อดังแห่งราชสำนัก ลูกธนูของเขาไม่เคยพลาดเป้าในระยะห้าร้อยก้าว แต่ระยะทางและมุมการยิงในตอนนี้ทำให้ความแม่นยำลดลงไปมาก ลู่เฟิงเพียงแค่เอียงตัวเล็กน้อย ลูกธนูก็พุ่งผ่านไปข้างๆ ร่างของเขาโดยห่างเพียงไม่กี่นิ้ว
ขณะที่ปีนขึ้นไป เขาได้ยินเสียงการสั่งการของหวังเจียนิดังมาจากข้างล่าง "แบ่งกำลังออกเป็สามกลุ่ม! กลุ่มแรกไปทางเหนือ กลุ่มที่สองไปทางใต้ กลุ่มที่สามตามข้าขึ้นไปทางผา! อย่าให้มันหนีไปได้!"
ลู่เฟิงยิ้มเย็นๆ ในใจ หวังเจียนิเป็นายทหารที่มีประสบการณ์ แต่เขาไม่รู้ว่าลู่เฟิงมีแผนการหลบหนีที่ซับซ้อนกว่าที่คิด การแบ่งกำลังออกเป็สามกลุ่มนั้นดูเหมือนจะเป็การยุทธวิธีที่ฉลาด แต่กลับเป็การทำให้กำลังกระจัดกระจายและลดประสิทธิภาพในการไล่ล่าลงไป
เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาได้สำเร็จ ลู่เฟิงก็ไม่รอช้า เขารีบสำรวจหาเส้นทางหลบหนีต่อไปทันที สายลมยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าและเรือนผมสีดำขลับที่เริ่มมีสีขาวแซมประปรายตามวัย กลิ่นอายของป่าเขาและไอดินช่วยทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้อย่างน่าประหลาด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กักเก็บพลังปราณไว้ก่อนจะทะยานร่างลงจากยอดเขาอีกฝั่งหนึ่งดุจพญาอินทรีที่โผบินสู่เวหา
จากยอดเขาแห่งนี้ เขาสามารถมองเห็นภาพรวมของดินแดนรอบข้างได้อย่างชัดเจน ทางทิศตะวันออกเป็ป่าไผ่ใหญ่ที่ทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา ทางทิศใต้เป็ที่ราบลุ่มที่มีหมู่บ้านเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ ส่วนทางทิศตะวันตกเป็เทือกเขาที่สูงชันและทุรกันดาร เขาตัดสินใจเลือกทิศตะวันตก เพราะภูมิประเทศที่ยากลำบากจะช่วยให้เขาสลัดผู้ไล่ล่าได้ง่ายขึ้น
การลงจากยอดเขาฝั่งตะวันตกต้องใช้ทักษะที่สูงกว่าการปีนขึ้นมาอีก เพราะความชันของผาหินและการขาดจุดยึดเหนี่ยวที่เหมาะสม แต่สำหรับลู่เฟิงแล้ว นี่เป็เพียงเื่เล็กน้อย เขาใช้เทคนิค 'ใบไผ่ร่วงโรย' ปล่อยให้ร่างกายตกลงมาอย่างเป็ธรรมชาติ แต่ควบคุมทิศทางและความเร็วด้วยการแตะเบาๆ บนผิวหินเป็ระยะ
ระหว่างการลงมา เขาได้ยินเสียงะโของเหล่าผู้ไล่ล่าที่ยังคงพยายามตามขึ้นมาทางด้านที่เขาปีนขึ้นไป แต่ด้วยฝีมือตัวเบาของพวกเขาที่ด้อยกว่า การปีนขึ้นไปจึงใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้มาก เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงยอดเขาได้ ลู่เฟิงคงหายตัวไปแล้วนานแสนนาน
หลายชั่วยามผ่านไป ลู่เฟิงเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่ได้หยุดพัก เขาอาศัยความคุ้นเคยกับภูมิประเทศและทักษะการเอาตัวรอดในป่าเขาที่เหนือกว่าใครในการทิ้งระยะห่างจากกลุ่มผู้ไล่ล่าจนลับสายตาในที่สุด เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว เขาจึงหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อสำรวจร่างกายและสัมภาระ
ต้นไม้ที่เขาเลือกหยุดพักเป็ต้น สนเข็มั อายุหลายร้อยปี ลำต้นใหญ่โตจนต้องใช้คนสิบคนโอบกอดถึงจะรอบ กิ่งก้านแผ่กว้างปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ใบเข็มสีเขียวเข้มหนาแน่นช่วยบังแสงจันทร์และดาวได้เป็อย่างดี ที่สำคัญคือต้นไม้ชนิดนี้มีกลิ่นเฉพาะที่สามารถช่วยปกปิดกลิ่นของมนุษย์ได้ ทำให้สุนัขล่าเนื้อที่อาจจะตามกลิ่นมาไม่สามารถติดตามได้
เขานั่งลงบนพื้นที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง ปลดเกราะป้องกันภายในที่ทำจากเหล็กกล้าพิเศษออกมาตรวจสอบ เกราะชิ้นนี้เป็ของล้ำค่าที่เขาได้มาจากการปล้นคลังสมบัติของสำนักมารยาแห่งหนึ่ง มันบางเฉียบแต่แข็งแกร่งมาก สามารถป้องกันการโจมตีจากดาบธรรมดาและลูกธนูได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนผิวเกราะมีรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ หลายแห่งจากการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ไม่มีรอยทะลุทะลวงแม้แต่จุดเดียว
ในห่อผ้าที่สะพายติดตัวมา มีเพียง 'ไข่มุกราตรี' ที่ส่องประกายเรืองรองนวลตาดุจดวงจันทร์ยามเต็มดวง ห่อหมกแห้งสองสามชิ้น และชุดสมุนไพรพิเศษที่เขาเตรียมไว้สำหรับการนี้โดยเฉพาะ ลู่เฟิงหยิบไข่มุกขึ้นมาพิจารณาด้วยแววตาพึงพอใจ ของล้ำค่าชิ้นนี้ไม่เพียงแต่มีมูลค่ามหาศาล แต่ยังเป็สัญลักษณ์แห่งความท้าทายที่เขาสามารถพิชิตมาได้ การได้มันคือการประกาศศักดาว่าไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าที่จอมโจรลู่เฟิงผู้นี้้าแล้วจะไม่ได้มา
ไข่มุกราตรีเป็สมบัติลึกลับที่มีตำนานเล่าขานมานานนับพันปี ว่ากันว่ามันเกิดขึ้นจากน้ำตาของเทพธิดาแห่งจันทราที่ร่วงหล่นลงมายังโลกมนุษย์ ผู้ที่มันจะได้รับพรแห่งความเป็ะและพลังวิเศษมากมาย แต่สำหรับลู่เฟิงแล้ว ตำนานเ่าั้ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่ามันมีมูลค่าพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ตลอดชีวิตที่เหลือ
แต่ตอนนี้ ของเล่นชิ้นใหม่นี้คงต้องเก็บเข้ากรุไปก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการ 'ลอกคราบ' เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนธรรมดา
ลู่เฟิงเริ่มลงมือทันที เขาหยิบสมุนไพรหลายชนิดออกมาจากห่อผ้า บดขยี้พวกมันด้วยมือเปล่าจนกลายเป็ของเหลวข้นเหนียวสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นฉุนของมันลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ จากนั้นเขาก็นำของเหลวนั้นมาทาลงบนใบหน้าและิัส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าอย่างใจเย็น ของเหลวนี้คือสูตรยาปลอมแปลงโฉมขั้นเทพที่เขาคิดค้นขึ้นเอง มันสามารถเปลี่ยนสีผิวและสร้างริ้วรอยเหี่ยวย่นขึ้นมาได้อย่างแเีจนแม้แต่คนที่ใกล้ชิดที่สุดก็ไม่อาจจับได้
สูตรยานี้เขาได้เรียนรู้มาจาก หมอผีแห่งเขาอี้หยาง ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลอมแปลงโฉมหน้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ การได้สูตรนี้มาไม่ใช่เื่ง่าย ลู่เฟิงต้องใช้เวลาสามปีในการแสวงหาและอีกสองปีในการเจรจาต่อรองกับหมอผีผู้นั้น ในที่สุดเขาต้องแลกด้วยคัมภีร์วิชาดาบลับเล่มหนึ่งและสมบัติล้ำค่าอีกหลายชิ้น
ส่วนผสมของยาประกอบด้วยสมุนไพรหายากหลายชนิด เช่น ราก 'หลิงจือเซียน' ที่ขึ้นเฉพาะบนยอดเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี ใบ 'เปียนเหยียนเฉา' ที่เก็บได้เฉพาะในคืนเพ็ญ และ เปลือก 'ลงลินซู' จากต้นไม้อายุพันปี การหาส่วนผสมเหล่านี้มาครบต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าอย่างยิ่ง
ไม่นานนัก ใบหน้าคมคายและผิวสีทองแดงอันแข็งแกร่งของจอมโจรหนุ่มใหญ่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็ใบหน้าของชายชราผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ิัเหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยจุดด่างดำปรากฏขึ้นมาแทนที่ความเต่งตึง ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยวกลับกลายเป็ดวงตาที่ฝ้าฟางและดูอ่อนล้า เขายังใช้สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งย้อมผมและหนวดเคราให้กลายเป็สีขาวโพลนดุจปุยฝ้าย
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายนอกเท่านั้น ลู่เฟิงยังใช้เทคนิคพิเศษในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกล้ามเนื้อใต้ิั ทำให้ใบหน้าที่เคยดูแข็งแกร่งและมีเหลี่ยมมุมกลายเป็ใบหน้าที่อ่อนนุ่มและย่นย่าน แม้แต่รูปร่างของจมูกและรูปปากก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ขั้นตอนสุดท้ายคือการปรับเปลี่ยนบุคลิกและท่วงท่า ลู่เฟิงปรับลมปราณของตนเองให้ไหลเวียนอย่างเชื่องช้าและอ่อนแรงลง เขาจงใจโค้งหลังให้งองุ้มลงเล็กน้อย เปลี่ยนท่วงท่าการเดินที่องอาจมั่นคงให้กลายเป็การเดินที่เชื่องช้าและดูไม่มั่นคงนัก ราวกับชายชราที่ไขข้อเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แม้แต่เสียงพูดของเขาก็ถูกดัดให้แหบพร่าและสั่นเครือ
การปรับเปลี่ยนเสียงเป็ศิลปะที่ต้องใช้ความชำนาญสูง เขาต้องปรับการสั่นะเืของเส้นเสียงและการไหลของลมหายใจให้เข้ากับบุคลิกใหม่ เสียงที่เคยทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยอำนาจกลายเป็เสียงที่แหบแห้งและอ่อนแอ การฝึกฝนเทคนิคนี้ใช้เวลาหลายปี และต้องอาศัยการควบคุมกล้ามเนื้อในลำคอและช่องปากอย่างละเอียดถี่ถ้วน
บัดนี้ จอมโจรลู่เฟิงผู้ยิ่งใหญ่ได้หายสาบสูญไปจากโลกแล้ว เหลือเพียง 'ตาเฒ่าแซ่หลี่' ชายชราพเนจรผู้ไร้พิษสงคนหนึ่งเท่านั้น
หลังจากจัดการแปลงโฉมตัวเองเรียบร้อย ลู่เฟิง หรือตาเฒ่าหลี่ในตอนนี้ ก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง แต่คราวนี้เป้าหมายของเขาไม่ใช่การหลบหนีอีกต่อไป แต่เป็การค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการ 'กบดาน' เขาเลือกเดินทางไปยังแคว้นเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ ดินแดนที่ข่าวสารจากราชสำนักต้องใช้เวลาเดินทางเป็แรมเดือน ที่ซึ่งชื่อเสียงของจอมโจรลู่เฟิงเป็เพียงตำนานเล่าขานที่ห่างไกลความเป็จริง
การเดินทางไปยังแคว้นห่างไกลนั้นไม่ใช่เื่ง่าย เขาต้องผ่านป่าใหญ่หลายแห่ง ข้ามแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย และเดินทะลุเทือกเขาที่ทุรกันดาร แต่ด้วยประสบการณ์และความรู้ด้านภูมิศาสตร์ที่สั่งสมมา การเดินทางจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เขารู้เส้นทางลับและทางลัดต่างๆ ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก รู้จักสถานที่พักผ่อนที่ปลอดภัยและแหล่งน้ำที่สะอาด
ระหว่างการเดินทาง เขาได้พบเจอกับนักเดินทางและพ่อค้าหลายกลุ่ม ในฐานะตาเฒ่าหลี่ เขาแสดงบทบาทของชายชราที่อ่อนโยนและเป็มิตร บางครั้งเขาจะขอร่วมทางไปด้วยเพื่อความปลอดภัย บางครั้งเขาจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับาเ็ด้วยความรู้ด้านสมุนไพร การแสดงบทบาทนี้ช่วยให้เขาได้ข้อมูลข่าวสารและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไปพร้อมกัน
หลายสัปดาห์ต่อมา ตาเฒ่าหลี่ก็ได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่า 'หมู่บ้านธาราใส' ตามชื่อลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุข ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและหาของป่าประทังชีวิต พวกเขาไม่สนใจเื่ราววุ่นวายในยุทธภพหรือการเมืองในเมืองหลวง โลกของพวกเขาจำกัดอยู่เพียงแค่ผืนนาและป่าเขารอบๆ ตัวเท่านั้น
หมู่บ้านธาราใสตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีรูปร่างคล้ายอ่างขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยป่าไผ่และป่าสน ลำธารใสไหลจากน้ำตกเล็กๆ ทางทิศเหนือลงมาผ่านกลางหมู่บ้าน แล้วไหลออกไปทางทิศใต้ น้ำในลำธารใสจนเห็นก้นและเย็นเฉียบ เหมาะสำหรับการดื่มกินและใช้ในชีวิตประจำวัน
บ้านเรือนในหมู่บ้านส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้และมุงหลังคาด้วยฟาง มีสวนผักเล็กๆ และเล้าไก่เป็ดหลังบ้าน ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายที่ทอเอง ใบหน้าของพวกเขาแสดงถึงความสุขใจและความพอเพียง แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ขาดแคลน
นี่คือสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลู่เฟิงตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานที่นี่ชั่วคราว เขาใช้เงินเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดตัวมาซื้อกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านหลังหนึ่งและเริ่มใช้ชีวิตในฐานะชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง
กระท่อมที่เขาซื้อมาเป็บ้านไม้เก่าที่เ้าของเดิมทิ้งร้างไปแล้วหลายปี หลังคาบางส่วนรั่วซึม ผนังมีรอยแตกร้าว และพื้นไม้เริ่มผุกร่อน แต่โครงสร้างหลักยังแข็งแรงดี ลู่เฟิงใช้เวลาหลายวันในการซ่อมแซมและปรับปรุง ด้วยฝีมือที่เชี่ยวชาญและความแข็งแรงที่ซ่อนอยู่ การซ่อมแซมจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ
ทุกๆ วัน ตาเฒ่าหลี่จะตื่นแต่เช้าตรู่ ออกไปหาฟืนและเก็บสมุนไพรในป่า เขาใช้ความรู้เื่พืชพรรณที่สั่งสมมาในการช่วยเหลือชาวบ้านรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จนเป็ที่นับหน้าถือตาในระดับหนึ่ง บุคลิกที่ดูซื่อตรงและอ่อนน้อมถ่อมตนของเขาทำให้ไม่มีใครสงสัยในตัวตนที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของชาวบ้าน เขาเป็เพียงชายชราใจดีคนหนึ่งที่พัดพาโชคชะตามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันเงียบสงบแห่งนี้
ความรู้ด้านสมุนไพรของเขาไม่ใช่เื่เล่นๆ ตลอดชีวิตของจอมโจร เขาได้เรียนรู้วิชาการรักษาพยาบาลจากหมอยาหลายสำนัก ทั้งเพื่อการรักษาตัวเองเมื่อได้รับาเ็ และเพื่อใช้ในการปลอมตัว ความรู้เหล่านี้กลายเป็ประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่
แต่ใครเลยจะล่วงรู้ว่า ภายใต้ิัที่เหี่ยวย่นและหลังที่โค้งงอนั้น ซ่อนเร้นร่างกายอันกำยำและพลังลมปราณที่พร้อมจะะเิออกได้ทุกเมื่อ ใครเลยจะคาดคิดว่า ในดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นั้น มีประกายแห่งความเฉียบแหลมและเ้าเล่ห์ซ่อนอยู่ และใครเลยจะหยั่งถึงว่า ในใจของชายชราผู้ดูไร้พิษสงคนนี้ คือคมดาบอันแหลมคมที่พร้อมจะปลิดชีพทุกคนที่ขวางทาง...โดยไม่ลังเล