ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 12 : ตัวเอก

    ตัวเอก
    หลังจากสงบอารมณ์ความรู้สึกที่ตัวเองมีลง จ้าวหยาก็ถามถึงเรื่องที่เธออยากจะรู้ในทันที ซึ่งเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่ทำไมอยู่ๆ ไป๋มู่เสวี่ยถึงพูดได้ขึ้นมา
    ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แววว่าจะพูดได้เลย หมอแต่ละคนที่มีชื่อเสียงต่างก็ส่ายหน้า ถอนหายใจอย่างไร้หนทางไปตามๆ กัน
    “เสวี่ยเอ๋อร์บอกแม่หน่อยได้ไหม ทำไมอยู่ๆ ลูกถึงพูดได้”
    ไป๋มู่เสวี่ยไม่ลังเลที่จะบอกความจริงออกมา เธอเล่าทุกอย่างให้แม่ของเธอฟัง
    หลังฟังจบ คิ้วของจ้าวหยาก็ขมวดขึ้น “แสดงว่าลูกจะพูดได้แค่หนึ่งชั่วโมงใช่ไหม?”
    “ใช่ค่ะแม่ เขาบอกหนูมาแบบนั้น” ไป๋มู่เสวี่ยตอบ
    จ้าวหยาคิดไม่ถึงว่าจะมีชายหนุ่มประหลาดแบบนี้อยู่ด้วย วิชาหนึ่งนิ้วรักษานี่ไม่ธรรมดาเสียจริง ถึงกับสามารถรักษาให้ของลูกสาวของเธอที่พูดไม่ได้มาตลอด สามารถพูดได้
    แม้ว่าจะพูดได้แค่หนึ่งชั่วโมง มันก็น่าทึ่งอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องแลกด้วยการที่เขาหน้าซีดเผือดไป แม้กระทั่งล้มลงพื้นอย่างหมดแรง
    เรื่องนี้จ้าวหยาเข้าใจ ไม่มีทางที่วิชาที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ เธออดรู้สึกขอบคุณเย่กู่เฉินไม่ได้ ที่ยอมใช้วิชานี้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะเจอกันได้ไม่ถึงชั่วโมงอย่างลูกสาวของเธอ
    แต่เมื่อนึกถึงความสวยระดับเทพของลูกสาวเธอ เธอก็เข้าใจ คิดว่าเย่กู่เฉินคงจะหลงรักลูกสาวของเธอเข้าให้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางทุ่มเทขนาดนี้
    “เสวี่ยเอ๋อร์นัดเย่กู่เฉินคนนี้ให้แม่หน่อย บอกว่าแม่อยากที่จะขอบคุณเขาด้วยตัวเอง” จ้าวหยาพลันพูด
    “แม่จะมาเหรอคะ?” ไป๋มู่เสวี่ยถามอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย เธอไม่ได้เจอแม่ของเธอมาสักพักแล้ว
    “แม่จะไปเย็นนี้”
    “เข้าใจแล้วคะ หนูจะนัดเขาให้” ไป๋มู่เสวี่ยตอบรับอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็พูดออกมาว่า “แม่ค่ะ หนูอยากได้ข้อมูลของกู่เฉิน”
    จ้าวหยาผงะไป แต่ในไม่ช้าก็ยิ้ม ถึงกับเรียกอย่างสนิทสนม ดูเหมือนว่าเย่กู่เฉินคนนี้ จะทำให้ลูกสาวของเธอหวั่นไหวได้
    ‘ไม่เลว’ เธอลอบชมในใจ “ขอเวลาแม่ห้านาที แม่จะรีบจัดการให้”
    สาเหตุที่ไป๋มู่เสวี่ยอยากที่จะรู้ข้อมูลของเย่กู่เฉินนั้น เป็นเพราะว่าเธอสงสัยว่าเขาเป็นใครมาจากไหน และเรื่องที่บอกว่าไม่มีเพื่อนในโรงเรียนนี้เลยนั้น เป็นเรื่องโกหกหรือเรื่องจริงกันแน่ เธอก็อยากรู้ด้วยเช่นกัน
    เวลาห้านาทีผ่านไป จ้าวหยาก็พูด “แม่ส่งข้อมูลของเขาไปให้ลูกแล้ว ค่อยดูนะ แม่ก็ยังไม่ดูเหมือนกัน มาคุยกันก่อนเถอะ แม่อยากคุยกับลูก”
    “ค่ะแม่ หนูเองก็อยากคุยกับแม่เหมือนกัน” จากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ ทั้งมีความสุข ทั้งเศร้า จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง สายก็ถูกวาง
    ใบหน้าของไป๋มู่เสวี่ยในตอนนี้เต็มไปด้วยความสุข เธอพลันนึกถึงข้อมูลของเย่กู่เฉินที่แม่ของเธอส่งมาให้ เธอไม่ลังเลที่จะรีบเปิดดู
    ข้อมูลเกี่ยวกับเย่กู่เฉินมีไม่มาก เพียงบอกไว้ว่าเขาคนลูกชายคนโตของเย่ฉูหวิน ผู้นำตระกูลเย่ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง มีนิสัยเย่อหยิ่ง จึงทำให้ที่โรงเรียนไม่มีเพื่อนเลย
    หลังดูเสร็จ ไป๋มู่เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “นิสัยเย่อหยิ่งที่ไหนกัน หลงตัวเองล่ะสิไม่ว่า”
    เธอในตอนนี้ ได้รู้แล้วว่าเขาไม่ได้โกหกเธอ เขาไม่มีเพื่อนเลยจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไม เรื่องนี้ถึงทำให้เธอมีความสุข เขาบอกว่าเธอเป็นเพื่อนคนแรกและคนเดียวของเขา
    ซึ่งในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นเพื่อนคนเดียวและคนแรกของเธอเช่นเดียวกัน
    ด้วยความคิดนี้ ทำให้เธอยิ้มไม่หุบ เก็บโทรศัพท์ เข้ากระเป๋า ก่อนจะเดินกลับห้องพิเศษ
    แต่ในระหว่างทาง คิดไม่ถึงว่าเธอจะได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าธรรมดาสามัญ แต่รูปร่างดี เขามีกล้ามเล็กน้อย อยู่ในชุดที่ดูดี
    ถ้าหากว่าเย่กู่เฉินอยู่ที่นี่ เขาจะบอกได้ในทันทีว่าชายหนุ่มใบหน้าธรรมดานี้เป็นใคร อีกฝ่ายไม่ใช่ใครเลย นอกจากหวางเฟิง ตัวเอกของนิยายเรื่องนี้!
    หวางเฟิงที่มองเห็นไป๋มู่เสวี่ยเดินมา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ทั่วร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หัวใจของเขาเต้นกระหนำรัวแรงอย่างบ้าคลั่ง
    เขาสาบานต่อพระเจ้าเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้เห็นผู้หญิงสวยขนาดนี้ และในเวลานี้ เขาก็รู้สึกตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น
    ‘สะ...สวยมาก ในโลกนี้มีคนที่สวยขนาดนี้อยู่ได้อย่างไร แม้แต่สวีหยุนหนิงที่เราเพิ่งจะได้เจอมายังเทียบไม่ได้’ หวางเฟิงรีบสะกดข่มอารมณ์ลง คิดในใจอย่างเงียบๆ ขณะเดียวกันเขาก็ตัดสินใจ ‘ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นของฉัน ใครก็แย่งไม่ได้!’
    ด้วยความสามารถของเขา หวางเฟิงเชื่อว่าเขาสามารถรับหญิงสาวสวยตรงหน้ามาเป็นหนึ่งในฮาเร็มได้
    ถูกต้อง ความคิดของหวางเหิงคือการสร้างฮาเร็มอย่างแท้จริง เขาที่มักจะรู้สึกเสมอว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ทำอะไรก็มักจะสำเร็จไปเกือบหมด หวางเฟิงไม่เชื่อว่าเขาจะทำให้ไป๋มู่เสวี่ยหลงรักเขาไม่ได้
    เขารีบตีสีหน้าสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ รีบเข้าไปขวางหน้าของไป๋มู่เสวี่ยไว้และเริ่มแนะนำตัว พร้อมทั้งชวนคุยในทันที
    “สวัสดี ฉันชื่อหวางเฟิง เธอชื่ออะไร?”
    ไป๋มู่เสวี่ยชะงักไป คิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนี้จะเข้ามาขวางทางเธอไว้ พร้อมกับแนะนำตัวเอง แต่แน่นอน เธอไม่คิดที่จะสนใจ รีบเดินหลบไปด้านข้าง ก่อนที่จะเดินผ่านไป
    หวางเฟิงตกตะลึง ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง มีน้อยคนมากที่จะไม่ยอมพูดคุยกับเขา เรื่องนี้ทำให้เขาไม่พอใจอยู่ไม่น้อย
    อย่างไรก็ตาม เขาไม่ลดละความพยายาม รีบเดินไปขวางหน้าไป๋มู่เสวี่ยอีกครั้ง “คนสวย ฉันพูดกับเธออยู่นะ ช่วยพูดกับฉันสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?”
    ไป๋มู่เสวี่ยพลันรู้สึกรังเกียจขึ้นมา เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเธอไม่ต้องการที่จะพูดด้วยถึงได้เดินหลบผ่านมา แต่ยังจะมาตามรังครวญเธออีก
    เธอเตรียมที่จะเปิดปากไล่ แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลังของหวางเฟิง “มู่เสวี่ย ทำอะไรอยู่ ไปกันได้แล้ว”
    ใบหน้าของไป๋มู่เสวี่ยพลันสว่างขึ้น พร้อมกับดวงตาเป็นประกาย เสียงเมื่อครู่เป็นเสียงของเย่กู่เฉิน โดยไม่สนใจที่จะพูดบอกให้หวางเฟิงเลิกขวางทางอีก เธอเดินอ้อมเขาไป เดินไปหาเย่กู่เฉิน
    หลังจากกินข้าวกล่องฝีมือของไป๋มู่เสวี่ย เขารู้สึกว่าเธอออกมานานมากเกินไป จึงออกมาดู แต่คิดไม่ถึงว่า จะได้เห็นเธออยู่กับหวางเฟิง
    เรื่องนี้ทำให้เขาลอบหัวเราะในใจ แม้ว่าเรื่องราวจะแตกต่างไปบ้างจากผลงานต้นฉบับจากการที่เขาเข้าหาไป๋มู่เสวี่ยและทำให้เธอพูดได้ แต่เรื่องที่หวางเฟิงพบเธอแล้ว จะเข้าไปจีบนั้น ไม่ได้ต่างออกไปเลย
    ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากมีเรื่องกับหวางเฟิง แต่ถ้ากล้ามายุ่งกับไป๋มู่เสวี่ย มันก็คนละเรื่องกันแล้ว เกี่ยวกับหวางเฟิง เขาสามารถบดขยี้ให้ตายได้ด้วยนิ้วเดียว
    แต่แน่นอน เขาไม่สนใจที่จะทำ เพราะหวางเฟิงไม่ได้ทำอะไรผิดกับเขา ถึงกับให้เขาต้องลงมือทำแบบนั้น
    โดยไม่สนใจหวางเฟิง เขาเดินกลับห้องพิเศษกับไป๋มู่เสวี่ยในทันที
    หวางเฟิงยืนมองอยู่กับที่ คิ้วขมวดขึ้นด้วยความไม่พอใจ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเขารู้จักเย่กู่เฉิน นายน้อยผู้เย่อหยิ่งตระกูลเย่ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่
    แม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะไปหาเรื่องเย่กู่เฉินได้
    ‘เย่กู่เฉิน รอก่อนเถอะ วันนี้แกฉีกหน้าฉัน วันหน้าฉันจะเหยียบย่ำแก!’ หวางเฟิงคิดในใจ ดวงตาสาดประกายเย็นชา
    จบบทที่ 12