บทที่7 จากแม่ทัพเป็นกุนซือ
ภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียดและอึมครึม สายตาของกลุ่มชายฉกรรจ์นับร้อยมองตรงไปยังหนิงเทียนผู้เป็นเป้าหมาย หากมันขยับตัวหรือแสดงท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย คมศัสตรานับร้อยจะพุ่งเข้าหาโดยทันที หูหลี่ไป๋เหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งพลางถามขึ้น “ในใจเจ้าคิดจะขัดขืนงั้นสินะ??” ได้ยินเช่นนั้นมุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มขึ้นมา แต่ในเสี้ยวลมหายใจต่อมา มันรู้สึกได้ถึงสายลมกรรโชกแรงและจิตสังหารที่พวยพุ่งเข้ามาจากทางด้านข้าง เมื่อหางตามองไป พบว่าเป็นฉีเต๋อที่โจมตีเข้าใส่โดยไม่รอฟังคำสั่งใด ฟิ้วววว!!!! พละกำลังของกำปั้นแหวกอากาศตรงเข้าใส่ใบหน้าของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว คร่านี้มันได้เอียงคอหลบการโจมตีของอีกฝ่าย สายตาจ้องมองประสานดวงตากับผู้อีกฝ่าย จากนั้นมันก้าวเท้าไปข้างหน้า สอดเข้าไประหว่างสองเท้าของอีกฝ่าย อาศัยพละกำลังของฉีเต๋อเป็นตัวตั้งและใช้กำลังจากแขนขวาเพียงอย่างเดียวผลักดันหน้าผากของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ปังงงง!!!! ร่างของจอมหมัดฉีเต๋อล้มคว่ำไปด้านหลัง หงายหน้ามองฟ้าอย่างง่ายดาย หนิงเทียนไม่เพียงไม่ออกกระบวนท่า มันใช้แค่กำลังของอีกฝ่ายในการสยบศัตรู เมื่อจัดการศัตรูตรงหน้าได้แล้ว หนิงเทียนแย้มยิ้มพร้อมก้าวเดินผ่านกองโจรหุบเขาเข้าหาตัวของหูหลี่ไป๋ ประหนึ่งว่าการก้าวเดินผ่านศัตรูนับร้อย มิได้ทำให้รอยยิ้มจางหายไปจากมันใบหน้าได้เลย กลับกันการล้มฉีเต๋อได้ภายในหนึ่งกระบวนท่า ทำให้ศัตรูเกิดความเกรงกลัว มีคนจำนวนมากกว่าครึ่งยอมก้าวเท้าถอยหลังให้ออกห่างจากตัวของหนิงเทียน ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ถูกสร้างขึ้นจากตัวตนของหนิงเทียน ยังคงมีชายผู้หนึ่งที่ไม่ได้สะทกสะท้านใดๆ การเปลี่ยนแปลงเดียวของหมาป่าสีขาว หูหลี่ไป๋คือแววตาที่เปล่งประกายยามมองจ้องไปที่หนิงเทียน เพียงหนึ่งอึดใจ หัวหน้ากองโจรหุบเขาควบขี่อาชาตัวสูงใหญ่มาด้านหน้าทอดสายตาลงมาเบื้องล่าง พร้อมกันนั้นบุรุษหนุ่มผู้เปื้อนด้วยรอยยิ้มหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ายกสายตาขึ้นมองประสาน นี้เป็นครั้งแรกที่หูหลี่ไป๋และหนิงเทียนได้ประจันหน้ากันอย่างใกล้ชิด “ต้องแข็งแกร่งกว่า เจ้าถึงจะยอมมาเป็นลูกน้องของข้างั้นสินะ” หูหลี่ไป๋กล่าวออก แม้มันได้เห็นการล้มฉีเต๋อด้วยหนึ่งกระบวนท่า หากแต่ชายผู้นี้ยังคงทีท่ามั่นใจว่าจะเอาชนะศัตรูได้ไม่เปลี่ยน หนิงเทียนกล่าวตอบ “เปล่าเลย เปล่าเลย เป็นข้ามากกว่าที่เริ่มสนใจในตัวเจ้า หากมอบตำแหน่งดีๆ มอบความสะดวกสบายให้เสียหน่อย ข้าอาจยอมเป็นที่ปรึกษาให้กับพวกเจ้าก็เป็นได้” ทันใดนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสอง จากการบังคับให้ยินยอมกลับกลายเป็นการต่อรองของหนิงเทียน แม้แต่หูหลี่ไป๋ที่มีจมูกเป็นเลิศ มีสายตามองผู้คน ยังรู้สึกได้ว่า ตัวเองสามารถเห็นเพียงผิวเผินของชายผู้นี้เท่านั้น บางทีการปรากฏตัวของบุรุษตรงหน้าอาจทำให้เป้าหมายของมันเป็นจริง หูหลี่ไป๋ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ จากนั้นมันตะโกนด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ทุกคน จากนี้ไปชายผู้นี้จะมาเป็นกุนซือให้แก่กองโจรหุบเขาของเรา” ประกาศิตจากปากของมันไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน เพียงแค่อึดใจเดียว สถานะของหนิงเทียนจากคนพเนจรกลายมาเป็นที่กุนซือของกองโจรหุบเขาไปเสียแล้ว ชายร่างผอมที่อยู่ข้างกายหูหลี่ไป๋กล่าวถามด้วยความสงสัย “ว่าแต่กุนซือ เจ้ามีชื่อว่าอะไรรึ??” หนิงเทียนตอบอย่างไม่สนใจ “สองพยางค์ หนิงเทียน” ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปาก มันได้นำพาความเงียบให้เข้าปกคลุมกองทัพโจร ก่อนที่ความเงียบนั้นจะถูกทำลายด้วยเสียงหัวเราะของคนๆหนึ่งและได้กลายเป็นเสียงหัวเราะของผู้คนทั้งหมด ฮะฮ่ะฮาฮ่าๆ ฮะฮ่ะฮาฮ่าๆ ฮะฮ่ะฮาฮ่าๆ ฮะฮ่ะฮาฮ่าๆวะว่ะวาว่าๆ วะว่ะวาว่าๆ ฮะฮ่ะฮาฮ่าๆ ฮะฮ่ะฮาฮ่าๆ “ชื่อหนิงเทียนงั้นรึ!!?? มันบอกมันชื่อหนิงเทียนวะ??”“หนิงเทียน?? กุนซือทำไมท่านไม่บอกว่าตัวเองมีแซ่ว่า ‘ซือหม่า’ ด้วยละ???”“ทุกวันนี้ มีเด็กที่เติบโตมาด้วยชื่อหนิงเทียนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่คิดเลยว่ากุนซือของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น”“หนิงเทียนแล้วไง?? ในอดีตอาจเคยเป็นวีรบุรุษ แต่ก่อนตายก็เป็นได้แค่แม่ทัพพ่ายศึกไม่ใช่หรือไงฟ่ะ บูชากันเข้าไปนั้น??”“พูดแบบนี้ก็ไม่ถูก ตำราพิชัยสงครามที่พวกเราอ่านๆกัน ก็เป็นเขาที่บัญญัติขึ้นไม่ใช่หรือไง ไม่แปลกที่พ่อแม่จะอยากให้ลูกตัวเองมีชื่อว่าหนิงเทียนบ้าง” หลังจากกาลเวลาผ่านไปสามสิบปี ชื่อเสียงของมันถูกแต่งแต้มเป็นเรื่องราวต่างๆมากมาย แม้ตัวมันก็ยังยากที่จะเข้าใจ หากพูดออกไปว่าข้านี้แหละคือซือหม่าหนิงเทียนที่มีชีวิตและตายไป30ปีละก็ คนอื่นคงจะมองมันเป็นคนสติเลอะเลือนเสียมากกว่า คิดเช่นนั้นหนิงเทียนจึงไม่ได้ให้ความสนใจอะไรให้กับคำพูดเหล่านี้ มันไม่สนด้วยว่าคนพวกนี้จะดีหรือเลว สิ่งเดียวที่ทำให้มันตัดสินใจเข้าร่วม คือคำพูดของหูหลี่ไป๋ที่กล่าวถึงธุระกับฉิน เพราะอย่างน้อยๆกองโจรนี้จะนำพามันไปยังสามเหลี่ยมทองคำโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงให้มากเรื่อง “ในฐานะที่ปรึกษาข้าต้องการสองประการ หนึ่ง ข้าต้องการรู้ธุระของพวกเจ้ากับฉินที่ออกจากปากของหัวหน้า?? และสองข้าต้องการพวกเขามาเป็นลูกน้อง”กล่าวจบหนิงเทียนหันสายตามองไปยัง บุรุษหนุ่ม ชายชรา กลุ่มชายฉกรรจ์และหญิงสาว ผู้คนที่เคยดื่มกินในโรงเตี๊ยมเดียวกัน เจตนาของหนิงเทียนคือการตอบแทนความหวังดีที่บุรุษหนุ่มสอดปากเข้าช่วยเหลือ แต่แล้วสายตาของบุรุษหนุ่มกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อหนิงเทียนกลายเป็นกุนซือให้กับพวกโจร แววตาที่อีกฝ่ายมองกลับมากลายเป็นรังเกียจและดูถูกทันที พร้อมกันนั้นเสียงของหูหลี่ไป๋ดังขึ้น “พวกเรากำลังเดินทางไปยังแผ่นดินฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เหิ่นเสี่ยว เจ้าอธิบายมันให้กุนซือฟังระหว่างทางด้วย” สิ้นเสียงกล่าวหูหลี่ไป๋บังคับอาชาเปลี่ยนทิศทาง เป็นสัญญาณการเคลื่อนทัพของกองโจรหุบเขา เหิ่นเสี่ยวคนนี้เป็นชายร่างผอมที่อยู่ข้างกายของหูหลี่ไป๋ตลอดเวลา มันเป็นคนที่ซื่อสัตย์จึงได้รับการไว้วางใจจากหูหลี่ไป๋ เป็นเสมือนแขนขวาแขนซ้ายของหัวหน้ากองโจรหุบเขา ระหว่างการเดินทางหนิงเทียนได้รับข้อมูลต่างๆจากเหิ่นเสี่ยว กองโจรหุบเขาหรือตระกูลหู ในอดีตถูกขนานนามด้วยชื่อของ ‘ขุนโจร’ พวกเราได้รับการยกย่องว่าเป็นกองโจรที่แข็งแกร่งที่สุด อาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของสามเหลี่ยมทองคำมีสมาชิกร่วมหมื่นชีวิต แต่แล้วในช่วงเวลา20ปีมานี้ ชื่อเสียงของมหาโจรครองฟ้าได้ถูกกล่าวขานขึ้น เดิมทีน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำโคลน ทว่าในช่วงเวลา5ปีหลัง พวกมันได้ตั้งตัวเองเป็นกลุ่มโจรที่แข็งแกร่งที่สุดและเริ่มเข้าแทรกแซงกองโจรในพื้นที่อื่นๆ หากไม่ยอมรวมเป็นหนึ่งกับพวกมันกองโจรเหล่านั้นก็จะถูกทำลายทิ้งอย่างโหดเหี้ยม เวลานี้พื้นที่รอบนอกสามเหลี่ยมทองคำไม่ว่าจะเป็นเหนือ ออกและตก ถูกมหาโจรครองฟ้าเข้ายึดได้ทั้งหมดแล้ว และเมื่อพวกมันครอบครองพื้นที่อื่นๆได้สำเร็จ เป้าหมายสุดท้ายก็คือพื้นที่ทุ่งหญ้าทางตอนใต้ที่ตระกูลหูปกครองอยู่ สุดท้ายการสู้รบระหว่างกองโจรหุบเขากับมหาโจรครองฟ้าก็ได้เกิดขึ้นแต่เนื่องจากมหาโจรครองฟ้าได้รวบรวมกลุ่มโจรทั้งหมด หัวหน้ากองโจรที่มีฝีมือต่างยอมศิโรราบเข้าร่วมกันพวกมัน ทำให้ทหารในมือของพวกมันมีนับแสนชีวิต อีกทั้งหัวหน้าสาขาที่เคยเป็นหัวหน้ากองโจรต่างเป็นยอดฝีมือในแขนงต่างๆ พวกเรายืนหยัดสู้จนสุดกำลังจากหนึ่งหมื่นชีวิต หลงเหลือไพร่พลไม่ถึงร้อย ฟังจากคำบอกเล่าของเหิ่นเสี่ยวแล้ว หนิงเทียนคลายความสงสัยไปได้หนึ่งอย่าง มองจากภายนอก สมาชิกของกองโจรหุบเขามีมากกว่าร้อยชีวิต แต่ถ้าเพ่งดูให้ดีละก็ มีจำนวนมากกว่าครึ่งที่พึ่งจะเรียนรู้วิธีการจับอาวุธ คาดเดาได้ว่า ครึ่งหนึ่งของกองทัพนี้เป็นเชลยศึกที่หูหลี่ไป๋จับมา “คิดว่าใช้วิธีจับคนอื่นมาเป็นพวกพ้องแล้วจะเพิ่มจำนวนสู้กับพวกมหาโจรอะไรเนี้ยได้จริงๆงั้นรึ??” หนิงเทียนกล่าวถาม อีกฝ่ายส่ายศีรษะ “หัวหน้าของเราไม่ได้มีความคิดตื้นๆเช่นนั้นแน่ ที่พวกเรารวบรวมคนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธีต่ำช้าเพียงใดก็เพราะว่าเราต้องการกำลังคนที่จะต่อรองกับฉิน ธุระกับฉินที่ว่า คือการไปขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิฉินที่เจ็ด ชายผู้ปกครองสามเหลี่ยมทองคำ หากเราได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพฉิน พวกมหาโจรครองฟ้าจะต้องไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างแน่นอน” ใบหน้าของหนิงเทียนแปรเปลี่ยนด้วยอารมณ์เมื่อชื่อของฉินซีหวังถูกเอ๋ยขึ้นมา ไม่เพียงเท่านี้ตลอดชีวิตของมันทำศึกเพื่อรวบรวมฉิน สุ่ยและหวู่ให้เป็นหนึ่งก็ยังทำไม่สำเร็จ ทว่าหลังจากที่มันตายไป อดีตสหายรัก จักรพรรดิแห่งแผ่นดินฉินกลับสามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ ได้ฟังเรื่องราวจากเหิ่นเสี่ยว หนิงเทียนครุ่นคิดและสงสัยในการตัดสินใจของอดีตสหาย ‘หรือเพราะ ข้าเป็นอุปสรรคในการครองแผ่นดิน ซีหวัง เจ้าเลยตัดสินใจกำจัดข้าทิ้ง??’ ต่อให้มันครุ่นคิดมากมายเพียงใด มีเพียงต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าฉินซีหวังและถามคำถามนี้ออกไปเท่านั้น หากแต่ในตอนนี้การคิดถึงแผ่นดินฉินยังเร็วเกินไป เพราะเวลานี้หนิงเทียนได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับวังวนการต่อสู้ระหว่างกองโจรสองกลุ่มไปเสียแล้ว...