ปู้ตานชิน สาวยังด้านล่างหุบเขา รอเวลานัดหมายกับศิษย์พี่ทั้งสอง,
ปอก้านกันกับปอคุณมาทันเวลานัดหมายพอดี
ปู้ตานชินไม่แม้แต่จะประสานมือคารวะศิษย์พี่ทั้งสอง ด้วยว่าตัวเขาเป็ถึงปรมาจารย์ ไม่จำเป็ต้องคารวะยกย่องใคร
“ศิษย์พี่ทั้งสองที่ผ่านมาท่านสบายดีหรือไม่”เอื้อนเอ่ยวาจา ด้วยถือเพียงว่าสมควรจะทักก่อน
“เราสองคน แม้ไม่ยิ่งใหญ่เท่าเ้า ทว่าก็ก่อตั้งสำนักของตัวเองจนสำเร็จ แต่จะให้โด่งดังเท่าสำนักเก้าชิงคงไม่อาจที่ผ่านมาตรากตรำยิ่ง ได้ยินเพียงข่าวคราวของศิษย์น้อง ยิ่งสร้างแรงใจให้เร่ง ก่อร้างสร้างสำนัก”
“ปู้ตานชินแม้จะยิ่งใหญ่เพียงใดแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็ศิษย์น้องของท่านทั้งสอง อย่างไรเสียก้ยังคงเป้นพี่น้อง”อยากจะพูดเสียจริงว่าข้าเหนือกว่าพวกเ้าที่มัวแต่ใจดี มีเมตตา สิ่งนี้นั่นล่ะที่ทำให้ปู้ตานซินประสบความสำเร้จรวดเร็วเกินเ้าทั้งสอง
“เราสองคนเลื่อมใสเ้ายิ่ง เพียงเวลาสามปีที่เลยผ่านเ้าก็สามารถก่อตั้งสำนักที่ยิ่งใหญ่เพียงลำพัง”แน่นอนอยุ่แล้ว ปู้ตานซินหาใช่คนที่คิดอะไรแล้วไม่ลงมือประสบการณ์ผ่านมาสอนให้รู้ว่า อะไรควร แทำและอะไรไม่ควร ข้าเป็ต่อพวกเ้าอยู่
“ศิษย์พี่กล่าวเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรเราก็เป็พี่น้องร่วมสาบาน ไม่อาจแปลเป็อื่น อย่างไรก็ต้องพึ่งพากันอยู่ดี ข้าเพียงแค่อาศัยโชคเพียงน้อยนิดจึงสร้างเกาซิ่งในวันนี้”
“นับว่าเป็โชคที่ยิ่งใหญ่เสียงจริง ป้อก้าน อดที่จะพูดเสียไม่ได้เขากับปอคุน ก่อตั้งสำนักมีปัญหามากมายจนป่านนี้ยังไม่เป็รูปเป็ร่างอาศัยแค่มีชื่อว่าเป็ศิษย์สำนักเดียวกับปรมาจารย์ปู้ตานซิน
“ ข้ามาครั้งนี้มีบางอย่างจะขอร้องศิษย์พี่ทั้งสอง”อ้อนน้อมถ่อมกายเพียงมาดหมายในใจ เื่ผิดพลาดนี้จะต้องไม่บังเกิดซ้ำรอย
“เ้าเป็ถึงปรมาจารย์ เช่นไรจึงเรียกว่าขอร้องเพียงแค่จะไหว้วาน เราทั้งสองก็มิอาจปฏิเสธสิ่งที่เ้าร้องขอ”ปอคุนกล่าวขึ้นอย่างขันอาสา
ปู้ตานชินถอนหายใจ ลูกทั้งคนหาใช่ผักปลาศิษย์พี่ทั้งสองจะยอมยกให้เขาง่ายดายหรือไร จะว่าไปในเมื่อขอแล้วสิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดู ก็ย่อมต้องเป็ของปู้ตานชินอยู่แล้ว จะบังคับก็หาดีไม่ เช่นนั้นพูดจาหว่านล้อมจึงจะดีที่สุด
“ลูกหญิงชายของท่านทั้งสอง ข้าตั้งใจนำเขาทั้งสองมาเลี้ยงดู ตั้งใจจะถ่ายทอดเคล็ดวิชา เพื่อให้เคล็ดวิชาไม่สูญหายหรือตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น เคล็ดวิชาให้ศิษย์ในสำนักคนอื่น เพียงแต่ตั้งใจจะมอบมันให้กับ…. กับเืเนื้อเชื้อไขของศิษย์พี่ทั้งสอง”
ปอคุนกับป้อก้านเลิกคิ้วสูงด้วยความดีใจ แม้แต่ยอดฝีมือ แค่เพียงขึ้นเขาที่มีค่ายกลนับสิบ หากขึ้นผิดช่องทางก็มีค่ายกลนับร้อยเรียงรายก็ไม่สามารถฟันฝ่าขึ้นไป (ใครจะรู้ว่าคนอย่าง ปู้ตานซินนึกคึกทำค่ายกล โหดหินอะไรไว้บ้าง)
“เ้ามารับเขาทั้งสองขึ้นเขา ไปเช่นนั้นหรือจะไม่เกรงข้อครหาในการฝฟันฝ่าค่ายกลหรือไรที่ลูกชายหญิงของเราได้อภิสิทธิ์โดยมี ท่านปรมาจารย์มารับขึ้นไป”
“ค่ายกลของข้าหากเป็ศิษย์พี่ทั้งสองถ้าจับจุดถูกก็สามารถขึ้นไปได้ไม่ยากแต่คนอื่นหรือศิษย์ต่างสำนักล้วนไม่อาจ”
มองก็รู้ว่าว่างเกินวันๆ สามปีที่รอคอยเขาไม่เคยสั่งสอนศิษย์มีเพียงศิษย์รุ่นแรกที่เขาต้องตรากตรำ ต่อจากนั้นก็เพียงสร้างค่ายกลแล้วก็สร้างค่ายกล ที่เป็เหมือนการเล่นสนุก สำหรับเขา ใครจะรู้ว่าเบื้องลึกเื้ัปู้ตานซินชอบแกล้ง ผู้อื่นยิ่งยากยิ่งสาใจ
“เ้าจะให้เราสองคนพาเขาขึ้นไปอย่างนั้นหรือ”
“เป็เช่นนั้น ค่ายกลของข้าล้วนมีจุดอ่อนหากเป็ศิษย์พี่ที่เก่งกาจทั้งสองจึงผ่านขึ้นไปง่ายดายยิ่ง”
เื่อะไรจะยอมเสียชื่อหากนำเด็กสองคนขึ้นไปต้องถูกครหา แถมยังเื่เล่าจากปากของสองศิษย์ที่จะต้องป่าวประกาศว่าเขาตั้งใจจะมอบเคล็ดวิชาให้กับสองหลานเกรงว่าชื่อเสียงของปู้ตานซินต้องมัวหมอง ไหนจะเื่ที่หากไม่เป็ดั่งคาดเขาจะได้พูดที่ลับว่าเป็ศิษย์พี่ทั้งสองที่นำลูกหญิงชายขึ้นมา คารวะเป็ศิษย์เขาเองเขาได้ร้องขอไม่
“เ้าตั้งใจเช่นนั้น เราสองคนยินดียิ่งนักคงมีโอกาสขึ้นไปทัศนาสำนักเกาซิ่งที่โด่งดังดูสักครา”
“เช่นนั้นเดือน จิ่วเยว่ (กันยายน) นำพวกเขาขึ้นเขาเพราะค่ายกลในเดือนนั้นข้าจะปิดจุดแข็งเสียก่อนเพื่อท่านพี่ทั้งสองจึงสามารถขึ้นไปง่ายดาย”
“ความจริงเ้าไม่ต้องทำเพื่อเราทั้งสองคนเพียงนั้น”
“ข้าแค่เพียงไม่ให้ถึงตายหรือาเ็สาหัส แต่ยังคงความเป็ค่ายกล ที่ ยากเย็นแสนเข็ญเช่นน่นเดิมปกติ เดือนจิ่วเยว่ ข้าไม่รับศิษย์ขึ้นเขาเพราะถึงคราวที่ต้องปิดปรับปรุงค่ายกลใหม่ทั้งหมด”ป้อคุนกับป้อก้านพยักหน้ายิ้ม ๆ ปู้ตานซินเองก็ยิ้มแต่เป็ยิ้มที่ เหมือนจะบอกว่าเขาทำสำเร็จไปอีกขั้น ความสำเร็จที่ว่าคือชื่อเสียงกังวานไกลแต่ไม่ได้ปลิดชีพใคร โดยเฉพาะศิษย์พี่ทั้งสองที่ยืนยิ้มอยู่นี้ หากเขาไม่ย้อนเวลากลับมา ป่านนี้ท่านทั้งสองคงรอวันเป็ศพไปแล้ว เขาจำได้ดีวันนั้นในเดือนจิ่วเยว่
“ พรรคมารเหิมเกริมศิษย์พี่ทั้งสองข้าอาสาจัดการพวกมันเพียงลำพัง ชื่อเสียงของพรรคเกาซิ่งของเราจึงจะขจรไกล”ปู้ตานซินเหิมเกริมด้วยเคล็ดวิชาที่ปรมาจารย์เตี่ยงเลี่ยงให้มา ยิ่งสร้างความมั่นใจประมือกันครั้งใดสองศิษย์พี่แพ้พ่ายกับเขาเรื่อยมา
“อาสาจัดการ เราแค่เพียงเตือนเขาจึงดี”ปอก้าน ออกความเห็น
“จัดการให้เข็ดหลาบ”ป้อคุนกับป้อคุน จ้องมองด้วยความผิดหวัง
“อาจารย์สอนจิตเมตตาแก่เราทั้งหมด ปู้ตานซินหากยัง ฝักใฝ่ไปในด้านนี้เกรงว่า เจ่าจะเข้าสู่ด้านมืดเต็มตัว” ปอก้านเตือน
“กำจัดคนชั่ว เช่นไรถึงเรียกว่าด้านมืด ข้าเพียงแต่กำจัดคนชั่วโฉดเพื่อความสงบสุขของยุทธ์ภพ ศิษย์พี่ทั้งสองไม่เห็นด้วยข้าก็จะทำ”
“เช่นนั้นเราสองคนทำได้เพียงห้ามปราม” เื่ราวหลังจากนั้นไม่ต้องพูดถึง ปู้ตานซินไม่ชอบให้ใครมาห้ามปราม………………. แต่ภายในใจ ของศิษย์พี่ทั้งสองกลับบอกว่ายับยั้งเขาโดยการฆ่าเขาเสีย
“ เราสองคนพร้อม นำลูกหญิงชายขึ้นไปบนเขา หวังว่าปรมาจารย์ปู้ตานซินศิษยืน้องจะรับเขาทั้งสองเป็ศิษย์”ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายแต่ศิษยืพี่ทั้งสองหารู้ไม่ว่าเขา คิดเช่นไรในครั้งนี้ เป็ปู้ตานซินที่รู้ดีมี่สุด
“หยางหว่าน กับจี้โม่ คารวะอาจารย์เสียต่อไปเ้าทั้งสองจะต้อง มีอาจารย์คอยดูแล”ปู้ตานซินมีสีหน้าเรียบเฉยทว่าภายในกลับชื่นชมความน่าเอ็นดูของหนยางหว่านไม่น้อยนางมีใบหน้างดงามแต่เด้ก จี้โม่เองก็หน่วยก้านดียิ่ง
“หยางหว่านคารวะอาจรย์”
“จี้โม่ คราวะอาจารย์”เสียงใสใสของเด็กน้อยหามีผลกับปู้ตานซินในเมื่อที่ผ่านมาความทรงจำครบถ้วนสมบูรณ์จี้โม่และหยางหว่าน ร้ายกาจเพียงใดยังจำอยู่ในใจเขาสองคน ร่วมมือกันวางแผนปลิดชีพเขาดีที่เขาใช้เคล็ดวิชาอ่านใจหนึ่งในสองเคล็ดวิชาที่ปรมาจารย์เตี่ยงเลี่ยงให้มา แต่หามีผู้ใดล่วงรู้เื่ที่ เคล็ดวิชาที่เขาได้มาไม่ มีเพียงศิษย์พี่สองคนที่รู้ว่าเขาได้เคล็ดวิชาท่องกาลเวลามา เคล็ดวิชาอ่านใจ ปรมาจารย์เตี่ยงเลี่ยงย้ำกับเขาก่อนตายว่าอย่าได้แพร่งพรายบอกกล่าวผู้อื่น
เช่นนั้นเขาจึงจะใช้ชีวิตยากเย็น เพราะเคล็ดวิชาอ่านใจนี้ ไม่อาจใช้พร่ำเพรื่อ
หนึ่งเดือนเหมาะจะใช้เพียงครั้งเดียวเท่ากับสิบสองครั้งในหนึ่งปี