ทั้งคู่เดินผ่านถนนในเมืองเพื่อไปยังสถานที่ที่เรียกว่ากิลด์นักผจญภัย ลูกาเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยเธอมาในชุดเดียวกับเมื่อวาน ส่วนเสื้อสีขาวด้านในที่ถูกแทงเป็รูก็ถูกเปลี่ยนด้วยเสื้อสีขาวอีกตัวที่คล้ายๆกัน
สีหน้าของลูกาเต็มไปด้วยความกังวลเอลบอกให้เธอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพาไปทันที เธอรีบที่สุดเท่าที่จะรีบได้เพราะกลัวเอลจะไม่พอใจแต่พอมานึกดูแล้วเธอยังไม่ได้แม้แต่บอกลามูน่าเลย มูน่ากลับมาแล้วพบว่าเธอไม่อยู่แล้วจะทำยังไงที่โบสถ์จะดูแลเธอได้รึเปล่า
จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว
“คุณเอลฉันขออะไรอย่างนึงได้ไหม”
“หืม? ว่ามาสิ”
“น้องสาวของฉันเธอมีฉันคนเดียวที่ดูแล ก่อนไปฉันขอบอกลา และฝากเธอไว้กับที่โบสถ์ก่อนได้ไหม”
เอลหยุดเดินและหันกลับมา
“ตอนนี้น้องสาวเธออยู่ไหนเอาแบบความจริงนะไม่ต้องอ้อมค้อม”
“...ข้าให้เธอไปรอที่โบสถ์อยู่ค่ะ”
“งั้นก็ไม่มีปัญหาหรอกตอนเย็นก็ได้เจอกันแล้วนี่”
ลูกาทำหน้าแปลกใจหมายถึงเอลจะปล่อยเธอไปพบน้องสาว่เย็นงั้นเหรอ?
เอลกล่าวต่อ
“ดูท่าข้าคงบอกไม่ละเอียดสินะถึงจะบอกว่าให้ติดตามก็จริง แต่ก็แค่่เช้าถึงเย็นเท่านั้น พอตกเย็นเดียวข้าไปส่งที่บ้านเองวันต่อๆไปก็เหมือนเดิม เพราะงั้นลูกาหาคนดูแลน้องแค่่เช้าถึงเย็นก็พอไม่ต้องถึงขั้นบอกลาอะไรหรอก”
ลูกาสตั้นชั่วขณะก่อนที่จะพยักหน้าให้และตอบกลับ
“ค่ะๆ”
เหลือเชื่อจริงๆว่าปีศาจนี่จะปล่อยเธอกลับไปทุกเย็นแต่ถ้าเป็อย่างที่ว่าจริง เธอก็ไม่ต้องกังวลเื่มูน่าแล้วที่เหลือก็แค่หาทางเปิดโปงเอลลับหลัง แค่นี้เธอก็จะสามารถเป็อิสระได้!
“แล้วพ่อแม่เธออยู่ไหนเหรอ?”
เอลถามขึ้นมา
“เอ่อ...ถูกฆ่าค่ะ”
“ใครฆ่าหรอ?”
“พวกปีศาจ…”
ลูกากล่าวอย่างกล้าๆกลัวๆเอลเองก็เป็ปีศาจ เธอกังวลว่าจะทำให้เขาไม่พอใจรึเปล่า
“ขอโทษด้วย…”
สิ่งที่เอลตอบกลับมาทำให้เธอเผลอทำตาโตน้ำเสียงและสีหน้านั่น!ราวกับเอลรู้สึกผิดจริงๆหรือต่อให้เป็การแกล้งทำ เอลก็พูดขอโทษขึ้นมา ั้แ่บอกว่าจะมาส่งแล้ว หรือปีศาจนี่ไม่ได้ชั่วร้ายงั้นเหรอ?
ทั้งสองไม่พูดอะไรชั่วขณะก่อนที่เอลจะถามต่อ
“เธอเคย หลอกคนมาฆ่าแบบนี้ บ่อยแค่ไหน ทำมานานแล้วรึยัง”
“ทำมาประมาณ สามสี่เดือนค่ะ...”
เอลพยักหน้าเบาๆ
“ทำไมถึงเลือกทำงานพวกนี้ล่ะ ไม่คิดว่ามันอันตรายบ้างเหรอยิ่งเธอมีน้องสาวต้องคอยดูแลอีก”
“มีปัญหาเื่เงินนิดหน่อยน่ะคะ.”
“ข้าไม่คิดว่าการเลี้ยงน้องสาวคนเดียวต้องใช้เงินขนาดนั้นนะ งานอื่นๆไม่มีเลยหรอ”
“เื่มันค่อนข้างซับซ้อนน่ะคะ”
“เล่ามาเถอะ”
ระหว่างที่ลูกากำลังลังเลใจเอลที่เดินนำอยู่ ก็ถอยหลังมาอยู่ข้างๆเธอแทน
เอลมองมาที่เธอแต่ไม่ใช่สายตาที่เป็การขู่บังคับ แต่กลับเป็สายตาที่แสดงออกถึงกำลังความเป็ห่วงทั้งๆที่เอลเป็ปีศาจที่จะเอาเธอมาใช้งานแท้ๆ แต่จู่ๆก็รู้สึกว่าอยากระบายให้เอลฟังเหมือนกัน
เธอสูดหายใจลึกและเริ่มเล่าเื่ราวของเธอออกมา
“ครอบครัวข้าเป็คนจากอาณาจักรแกสเปียร์ ั้แ่ที่จำความได้หลังจากที่จอมมารเคลฟีเอาชนะทั้งสามเผ่าพันธ์ในศึกนั้น พวกเราก็อพยพเข้ามาอยู่ในอาณาจักรเลลิไลออนแต่เราก็อยู่ได้ไม่นานเพราะจำนวนประชากรที่อพยพมานั้นมีมากเกินไปทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร”
“มีผู้คนอดตายเป็จำนวนมาก เกิดการต่อสู้แย่งชิงไม่จบไม่สิ้นจนทำให้ผู้คนที่อพยพมาต้องยอมออกไปใช้ชีวิตนอกเขตกำแพงเมืองเพื่อหาอาหาร แม้จะไร้ซึ่งการป้องกันแต่ก็ไม่มีทางเลือก”
“ทว่าั้แ่นั้นมาฝั่งปีศาจก็ไม่โจมตีเลยผู้อพยพหลายๆคน เริ่มออกมาใช้ชีวิตนอกเขตอาณาจักรเลลิไลออนกันมากขึ้นอาณาจักรแกสเปียร์เริ่มกลับมาฟื้นฟูได้อีกครั้งทุกอย่างเป็ไปได้ด้วยดี พ่อแม่ข้ากลับมามีบ้านอีกครั้ง มีลูกคนที่สองนั้นก็คือมูน่า จนกระทั่ง-”
“การโจมตีของฝั่งปีศาจกลับมาอีกครั้ง กองกำลังปีศาจนำโดยทากูสมือขวาของจอมมารเคลฟียกทัพเข้าโจมตีอาณาจักรแกสเปียร์ที่กำลังฟื้นฟูแล้วมาหยุดที่เมืองราเวนการ์ดเหมือนในอดีต”
“พ่อแม่ของข้าไม่สามารถหนีออกมาได้ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ต้องมีคนไปหยุดพวกปีศาจไว้นั่นเป็เหตุที่ทำให้ข้ากับน้องรอดมาได้”
"ตอนนั้นข้าต้องคอยขโมยอาหาร เพราะอาหารที่นำมาแจกจ่ายไม่เพียงพอต้องคอยหลบๆซ่อนๆอยู่ตามถนน เพราะกลัวจะถูกจับไปขาย จนได้มาเจอกับซิสเตอร์คนนึงชื่อว่า“โซเฟีย” เธออายุมากกว่าข้าแค่เพียงเล็กน้อยซิสเตอร์โซเฟียพาพวกเราไปอาศัยที่โบสถ์แล้วคอยดูแลเื่อาหารการกินให้ แลกกับต้องช่วยงานที่โบสถ์โดยมีอาหารให้วันละ 2 มื้อ ถึงจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็ดีกว่าแต่ก่อนมาก"
"หลังจากนั้นวันนั้น ซิสเตอร์โซเฟียก็ดูซูบผอมลงเรื่อยๆเธอเล่าว่าเธอไม่สบาย จนวันหนึ่งข้าไปได้ยินหัวหน้าซิสเตอร์กำลังบ่นว่าซิสเตอร์โซเฟียเื่ที่เธอเอาคนนอกเข้ามาตามอำเภอใจและยังเอาอาหารส่วนของตัวเองไปให้คนอื่นอีก ตอนนั้นข้าก็ตระหนักได้ว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง”
“และบังเอิญพวกเราไปได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับขุนนางของเมืองนี้เขาคอยสนับสนุนเหล่าผู้อพยพ โดยการให้ยืมเงินและสามารถทยอยคืนได้ในระยะหลายปีข้าก็เลยลองไปติดต่อดู"
“ขุนนางคนนี้เป็ชายวัยกลางคน ชื่อว่า วาโรนิส เขาดูเป็ขุนนางที่ดูมีเมตตาบอกจะช่วยเหลือและหาที่พักให้ ข้าก็เลยตกลง หลังจากนั้นเราก็ได้บ้านหลังที่อยู่ปัจจุบันพร้อมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง โดยกำหนดการคืนคืออีก 10 ปีให้หลัง”
“แต่ตอนนั้นข้ายังเด็กนัก หาได้รู้ไม่ว่าตัวเองกำลังถูกหลอกได้ใช้ชีวิตอยู่สบายแค่เพียงไม่กี่วัน ก็มีชายแปลกหน้ามาเก็บดอกเบี้ยเป็เงินจำนวนมากเราพยายามขอคืนบ้านและเงินทั้งหมดให้ แต่อีกฝั่งก็ไม่รับบอกว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย แน่นอนพวกเราไม่มีเงินพอขนาดนั้น พวกมันขู่จะเอาตัวข้ากับน้องสาวไปข้าเลยบอกไปได้แค่ว่าจะรีบหามาคืนให้ได้”
“ตอนนั้นข้าได้งานอยู่ร้านอาหารหนึ่งในเมือง แต่ก็ต้องลาออกเพราะเงินที่ได้นั้นไม่พอจะจ่ายหนี้ได้ก็เลยลองไปทำงานเป็นักผจญภัยแทนถึงแม้ว่าจะเสี่ยงแต่ก็เป็งานที่ได้เงินดีที่สุดในตอนนั้น”
“ข้าได้ไปรู้จักกับนักผจญภัยคนหนึ่งที่ชื่อว่า คอนเนอร์เขาเป็นักธนูที่มีชื่อเสียงในหมู่นักผจญภัย และเป็ที่ชื่นชอบของทุกๆคน เขาชวนข้าไปเข้าร่วมทีมกับเพื่อนเขาอีกคนหนึ่ง งานแรกที่ข้าได้ทำคือออกฆ่าพวกก็อบลินที่อยู่รอบๆเมือง”
"แต่ข้ากลับถูกหลอกอีกครั้ง คอนเนอร์กับเพื่อนของเขาพาข้าไปยังนอกเมืองและพยายามที่จะข่มขืนข้า ข้าขัดขืนและต่อสู้จนเผลอผลักคอนเนอร์ล้มหัวฟาดเข้ากับก้อนหินแถวนั้นจากนั้นข้าก็รีบวิ่งหนีออกมา
“หลังจากนั้นเพื่อนของคอนเนอร์ บอกคนอื่นว่าข้าฆ่าคอนเนอร์เพราะหวังจะขโมยเงินเขาแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ที่กิลด์นักผจญภัยก็ไม่ต้อนรับข้าอีกแล้ว่เวลานั้นรู้สึกเหมือนตกเข้าไปในหลุมมืด ทั้งเื่เื่ที่โดนใส่ร้ายทั้งเื่เงินที่ต้องหามาจ่ายด้วยอีก แต่เพราะมีมูน่าอยู่ ทำให้ข้ารู้ว่าต้องเดินหน้าต่อ”
“จนได้มาเจอกับวิวและอัลเบิร์ด ทั้งคู่เป็นักล่านักผจญภัยโดยอาศัยจังหวะที่พวกนักผจญภัยออกมานอกเมือง และฆ่าทิ้งโดยไม่มีใครจับได้ เพราะทุกคนก็จะคิดว่าถูกพวกปีศาจกำจัดทั้งคู่เสนอให้ข้าไปเป็เหยื่อล่อ เพื่อล่อให้พรรคพวกคอนเนอร์ออกมา แล้วจะหาทางแก้แค้นให้”
“แผนสำเร็จพวกวิวปล่อยข่าวว่าข้าจะออกไปนอกเมืองคนเดียว หลังจากออกนอกเมืองมาแล้วก็มีผู้ชายสามคนเข้ามาจู่โจมข้าทันทีข้าทำเป็ไม่ขัดขืน ในจังหวะที่พวกมันเผลออัลเบิร์ดกับวิวก็เขามาฆ่าผู้ชายทั้งสามคนนั้น”
“พวกเราขโมยของมีค่ามาแบ่งกัน ทำให้ข้ามีเงินจ่ายดอกเบี้ยให้พวกที่มาทวงเงินจากการล่าปีศาจ พวกเราก็หันมาล่าพวกนักผจญภัยแทน”
“แต่ว่าตอนนี้เหลือแต่นักผจญภัยกลุ่มใหญ่ๆแล้ว การล่าของพวกเราก็เลยทำได้ยากขึ้นข้าที่กำลังขัดสน ก็บังเอิญได้มาเจอกับนายเนี่ยแหละ ก็เลย…”
ลูกาไม่กล้าพูดต่อเพราะกลัวจะไปทำให้เอลกลับมาโกรธอีก แต่ประจวบเหมาะพอดีเพราะตอนนี้เธอมาถึงกิลด์นักผจญภัยแล้ว
“อ่ะ..ถึงแล้วล่ะ”
อาคารหินสองชั้นขนาดประมาณโรงเตี้ยมขนาดใหญ่โรงเตี้ยมนึง ทางเข้าเปิดกว้างมีป้ายหน้าประตูเขียนว่า กิลด์นักผจญภัย
“เข้าไปกันเถอะ” เอลกล่าวและเดินนำไป
“เดียว!”
ลูกาพูดหยุดทำให้เอลต้องหันกลับมามอง
“มีอะไรเหรอ?”
“อย่างที่ข้าเพิ่งเล่าไป ถึงจะบอกว่าไม่มีหลักฐานก็เถอะ แต่ทุกคนก็เชื่อว่าข้าเป็คนทำที่นี่เลยไม่ต้อนรับข้าเท่าไร เพราะงั้นข้าขอรอข้างนอกได้ไหม?”
คนไม่ต้อนรับก็ส่วนนึงแต่บางคนถึงขั้นเคียดแค้นเธอเลยก็มี ไม่รู้ด้วยว่าเอลจะปกป้องเธอรึเปล่า
“มีข้าอยู่ไม่เป็ไรหรอก ใครมายุ่งเดียวข้าจะจัดการเอง”
ลูกายังคงลังเลถึงจะบอกว่าจัดการก็เถอะ แต่ถ้าแบบเมื่อวานได้มีตายเป็เบือแน่
เอลไม่พูดอะไรเขายิ้มให้เล็กๆ จากนั้นก็เดินมาคว้าแขนเธอ แล้วจูงเธอเป็เด็กๆ จนต้องยอมมาด้วยจนได้
ข้างในมีโต๊ะยาวหลายโต๊ะผนังกำแพงด้านหนึ่งมีประกาศงานต่างๆติดทั่ว ทางฝั่งซ้ายเป็เคาน์เตอร์มีคนเป็เ้าหน้าที่ยืนอยู่ด้านในสามคน
ทุกโต๊ะมีกลุ่มนักผจญภัยนั่งกันเต็มไปหมดต่างกำลังวางแผนรับมือกับงานที่รับมา ทั้งอาคารเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย แต่พอทันทีที่เอลกับลูกาเข้ามาเสียงทั้งหมดก็ค่อยๆเงียบลง แต่ละโต๊ะต่างสะกิดกันให้หันมามองทางประตูจนเสียงคุยกันเงียบกริบ
“ดังเหมือนกันนะ เธอเนี่ย”
ลูกายิ้มแห้งๆ
เอลไม่สนใจเดินไปที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งที่มุมนึงของห้องท่ามกลางสายตาของผู้คน โดยมีลูกาเดินตามมาติดๆ
จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะลูกานั่งฝั่งตรงข้าม
เสียงผู้คนรอบๆเริ่มกลับมาดังขึ้น บางกลุ่มก็กลับไปคุยเื่งานกันเหมือนเดิมแต่ส่วนใหญ่เป็เสียงซุบซิบนินทาโดยไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่ากำลังนินทาถึงใคร
“ก่อนอื่น งานสำรวจก็อบลินในป่าทางตะวันออกที่ลูกาหลอกข้าไปฆ่าน่ะอันนี้รับงานนี้มาจริงๆ หรือปั้นเื่ขึ้นน่ะ?”
“โทษที ปั้นเื่ขึ้นนะ”
“โอเคๆ ไม่เป็ไร แล้วถ้า้ารับงานฆ่ามอนเตอร์นี่ทำยังไงนะ”
“นายเลือกงานจากบอร์ดพวกนั้นได้เลย” ลูกาชี้นิ้วโดยที่มือยังแนบติดกับโต๊ะ
“จากนั้นก็เอาไปยื่นที่เคาน์เตอร์ทางด้านโน้น เพื่อลงทะเบียน”
เอลพยักหน้า
“ที่นี่มีการแบ่งระดับนักผจญภัยไหมแบบงานยากๆก็จะอนุญาตให้นักผจญภัยระดับสูงทำเท่านั้นอะไรแบบนี้”
เอลเคยศึกษาและได้ยินตอนอยู่โลกมนุษย์มาก่อนพวกวรรณกรรมที่เกี่ยวกับผู้กล้าและจอมมาร กิลด์นักผจญภัยมักจะมีการแบ่งระดับอยู่ด้วย
“เท่าที่รู้ไม่มีน่ะ”
“แล้วถ้าเกิดมีพวกนักผจญภัยกระจอกๆ ไปรับงานฆ่าปีศาจระดับสูงล่ะ”
“ก็ถ้ามีคนโง่อย่างงั้น ก็ให้ไปตายดีแล้วล่ะ”
พูดจบลูกาก็ทำตาโตขึ้นมา เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่า ไปพูดจากวนโอ้ยแบบนี้ ถ้าเอลไม่พอใจขึ้นมาแย่เลย
“ตะกี้ข้าขอโทษ เผลอไปหน่อย ยกโทษให้ด้วย”
เอลปัดมือ
“ไม่เป็ไรๆ เ้าพูดถูกแล้ว แถมตลกดีออก ถ้างั้นเดียวข้าลุกไปดูแปปนึงละกันนะ”
และเอลก็ลุกออกไป
ประกาศต่างๆที่ติดอยู่ตามบอร์ด เป็เหมือนใบคำร้องมากกว่า ถูกเขียนจากชาวบ้านหรือผู้ว่าจ้างเช่นขอให้มาจัดการมอนเตอร์ที่อยู่ใกล้ที่ฟาร์มตน ขอให้ตามหามอนเตอร์ที่มีแผลที่ตาทั้งยังมีคำร้องที่ไม่เกี่ยวกับมอนเตอร์แม้แต่น้อยเช่น ตามหาคนหาย หาคนสอนเวทมนตร์หาช่างตีดาบ
เอลเลือกดูสักพักจากนั้นก็ดึงประกาศแผ่นนึงขึ้นมาและเดินไปยื่นที่เ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ มีเอกสารให้กรอกเล็กน้อยจ่ายค่ารับประกันอีก 3 เหรียญเงิน แล้วก็เรียบร้อย
“กำหนด 2 วันนะคะ ขอบคุณคะ”
พนักงานยื่นเอกสารคำร้องคืนให้และก้มตัวเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
(ง่ายกว่าที่คิดแหะ..)
เอลกำลังจะเดินกลับไปที่โต๊ะแต่กลับเห็นว่ามีกลุ่มคนสี่คน ผู้หญิงสองคนและชายอีกสองคนยื่นล้อมรอบลูกาอยู่
เอลเร่งฝีเท้าขึ้น
“มีอะไรงั้นหรอ?”
สี่คนนั้นหันกลับมา
“นายไม่ใช่คนแถวนี้สินะ”
ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้ากล่าว ดูจากรูปร่างหน้าตา เธออายุประมาณ 20-25 ส่วนสูงประมาณ175 พกดาบไว้ที่ข้างตัว มีรอยแผลเป็ที่ใบหน้า กล้ามแน่น โดยรวมเธอเป็ผู้หญิงที่ทั้งดูน่าเกรงขามและสง่างาม
“ใช่ ทำไมเหรอ?” เอลตอบกลับ
“ฉันขอเตือนนาย เธอคนนี้ ” ผู้หญิงปริศนาชี้ไปที่ลูกา “เธอเป็นักต้มตุ๋นแล้วก็ฆาตกรเธอหลอกนักผจญภัยหน้าใหม่แล้วก็คนรู้จักของฉัน ไปฆ่ามานักต่อนักแล้ว”
เธอพูดแบบไม่เกรงใจลูกาที่นั่งอยู่แม้แต่น้อย
“ถ้านายยังไม่มีกลุ่มละก็มาอยู่กับพวกเราก็ได้นะก่อนที่จะถูกหลอกเหมือนคนอื่นๆ”
ทั้งสามคนพรรคพวกของหญิงปริศนาด้านหลังพยักหน้าเห็นด้วย
“ไร้สาระน่า ผู้หญิงตัวแค่นี้จะทำเื่แบบนั้นได้ยังไงถ้าอยากจะหาพรรคพวกใช้วิธีอื่นดีกว่านะ อย่ามากล่าวหาคนอื่นพล่อยๆเลย”
พูดจบเอลก็เดินผ่ากลุ่มสี่คนนั้นไปทางลูกา
“ไปกันเถอะ ได้งานละ กำจัดฝูงก็อบลินในป่าทมิฬ” เอลพาลูกาลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป
“เดียว!! ที่ข้าพูดเื่จริงนะ!” ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาขวางเอลไว้
แต่เอลไม่สนใจใดๆเขาแค่เดินหลบและเดินออกประตูไป
…
“เ้าโง่เอ้ยยย!! ” เธอสบถอย่างไม่พอใจ
“โอ้ยไม่เป็ไรหรอกวิเวียน ทั้งๆที่เ้าอุจสาห์เตือนขนาดนี้แล้ว แค่คนนอกคนเดียวปล่อยมันตายไปสะเถอะ”
ชายอ้วนคนหนึ่งจากกลุ่มอื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆกล่าว และยังมีเสียง ใช่ๆ และพยักหน้า จากโต๊ะอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์เหมือนกัน
เธอหันกลับไปทางกลุ่มของเธอ
“เฮ้อ คนอุจสาห์หวังดีแท้ๆ"
“ตะกี้เขา บอกว่าได้งานกำจัดก็อบลินในป่าทมิฬใช่ไหม?” ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มกล่าว
ทันใดนั้นวิเวียนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหมอนั่นบอกอย่างนั้นออกไปจริงๆ ทั้งๆที่ข้อมูลงานควรจะเก็บเป็ความลับแท้ๆ
“ไปช่วยกันเถอะ!” ผู้หญิงตัวเล็กสมาชิกอีกคนหนึ่งในกลุ่มกล่าว