เกิดใหม่มาเติมเต็มท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ท่านอ๋องของข้าหล่อล้ำดั่งบุปผา 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 ผู้ใดล่วงเกินข้า ข้าจะเอาคืนร้อยเท่า

            เมิ่งอู่กล่าวเบาๆ “ข้าเสียใจที่ท่านอาเซินล้มป่วย มิสู้ให้ข้าไปเยี่ยมท่านอาเซินสักหน่อยข้าจะรักษาเขาอย่างสุดความสามารถ”

            สะใภ้สกุลเซินกล่าว “เจ้าไม่ฆ่าเขาก็ดีแล้ว ยังจะรักษาเขาได้อย่างไร?”

            ในเวลานี้นางเย่เอ่ย “วันนี้พวกเรามาที่นี่เพื่อเปิดโปงตัวตนของนาง เจียนเจียเจ้าเล่าให้ทุกคนฟังว่าเกิดอันใดขึ้น”

            สองครั้งก่อนที่นางเย่ยุยงปลุกปั่นชาวบ้านล้วนไม่ประสบผลสำเร็จครั้งนี้นางเกรงว่าการร้องทุกข์ของตนจะไม่เพียงพอจึงให้เมิ่งเจียนเจียยืนหยัดออกหน้าแทน

            เมิ่งเจียนเจียเป็นคนอ่อนโยนมีเหตุผล เป็นที่นิยมในหมู่ชาวบ้าน ขอเพียงนางเอ่ยวาจาบรรดาชายหนุ่มในหมู่บ้านล้วนหูตั้งฟังอย่างระมัดระวัง

            เมิ่งเจียนเจียยังคงอ่อนน้อมถ่อมตนและอ่อนโยนพูดกับเมิ่งอู่ “เจ้า... เจ้าใช่เมิ่งอู่หรือไม่?”

            เมิ่งอู่เลิกคิ้วคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม กล่าวว่า “คำพูดเช่นนี้เริ่มจากที่ใด?”

            เมิ่งเจียนเจียกล่าว “ทุกคนเห็นกับตา น้องสาวเมิ่งอู่คนก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ นางปฏิบัติต่อผู้คนดีอ่อนโยน บริสุทธิ์...”

            เมิ่งอู่ยกริมฝีปากก่อนกล่าว “เจ้าจะบอกว่า นางเป็นคนดีจึงถูกคนรังแกใช่หรือไม่?”

            เมิ่งเจียนเจียกัดริมฝีปาก “โดยรวมคือน้องสาวเมิ่งอู่เป็นคนจิตใจดี แตกต่างจากเจ้าในยามนี้ลิบลับเป็นคนละคนที่ต่างกันเลย เจ้าพูดมาตามตรงเถิดว่าเจ้าไม่ใช่เมิ่งอู่เจ้าเอาน้องสาวเมิ่งอู่ไปไว้ที่ใด! เจ้า...” นางพูดแล้วดวงตาของนางก็หลั่งน้ำตาอย่างรวดเร็ว ดั่งดอกสาลี่ต้องหยาดฝน [1] น่าสงสารยิ่งนัก นางสะอึกสะอื้นก่อนเอ่ย “เจ้าทำร้ายนางใช่หรือไม่…”

            เมิ่งอู่กล่าว “ข้าคือเมิ่งอู่”

            ชายหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่งก้าวออกมาช่วยพูดสนับสนุน “เจียนเจียกล่าวถูกต้องไม่มีทางที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ในทันทีทันใดเจ้าคงถลกหนังน้องสาวเมิ่งอู่แล้วเอามาห่มคลุมปลอมตัวเป็นเมิ่งอู่เพื่อทำร้ายคนในหมู่บ้านใช่หรือไม่?”

            “ไม่ผิดแน่นอน! ท่านอาเซินก็ถูกนางทำร้าย!”

            ชาวบ้านอีกคนหันมองนางเซี่ยก่อนเอ่ย"ภรรยาของเมิ่งเอ้อร์ [2] บุตรสาวของเจ้าถูกผู้อื่นถลกหนังมาห่มคลุมเจ้าไม่สังเกตเห็นเลยหรือ?”

            นางเซี่ยยิ้มเย็น “พวกเจ้ายังกล้าพูดถ้อยคำไร้สาระเยี่ยงนี้นะ”

            เมิ่งอู่ยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้พิสูจน์ง่ายมาก เช่นนี้เถิด พี่สาวเจียนเจียเจ้าเล่าเรื่องบางอย่างในวัยเด็กของพวกเราสิ แล้วข้าจะเล่าบ้าง เป็นอย่างไร?”

            พวกชาวบ้านกล่าว “เจียนเจีย อย่าได้เกรงกลัว เผชิญหน้ากับนางก่อน”

            เมิ่งเจียนเจียไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกและทำตามที่ชาวบ้านแนะโดยเล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ของเมิ่งอู่

            ขณะที่เมิ่งอู่ก็ตอบโต้อย่างคล่องแคล่วจำได้ไม่ผิดเพี้ยนทั้งยังเล่าบางเรื่องที่เมิ่งอู่เคยโต้ตอบกับชาวบ้านก่อนหน้านี้ด้วย

            เหล่าชาวบ้านอดละล้าละลังไม่ได้

            เมิ่งเจียนเจียเอ่ยอย่างอ่อนโยนและอ่อนแอ “เรื่องเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ หากท่านอาสะใภ้รองเล่าให้นางฟังนางก็ต้องรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งอู่อบอุ่นอักโข “เช่นนั้นก็ง่ายแล้ว ทุกคนรอสักครู่” นางหันหลังกลับไปหยิบมีดเล่มหนึ่งก่อนนำไปลนไฟในเตา จากนั้นค่อยเดินกลับมา

            พวกชาวบ้านสะดุ้งตกใจ “เมิ่งอู่! เจ้าคิดจะทำอันใด?!”

            เมิ่งอู่ดึงแขนเสื้อขึ้นก่อนที่นางเซี่ยจะทันห้ามปราม นางก็ใช้มีดกรีดแขนตนเอง

            คิ้วตานางสงบราบเรียบยามคมมีดกรีดผ่านผิวหนังไม่นานก็มีเลือดแดงสดไหลริน

            เมื่ออินเหิงเห็นดังนั้นนัยน์ตาเขาพลันมืดลง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “อาอู่เจ้าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ผู้ใดเห็น”

            เมิ่งอู่ยิ้มก่อนช้อนมองเมิ่งเจียนเจียตรงๆ กล่าวว่า “ไม่เป็นไรแค่เลือดไหลนิดหน่อย ไม่สูญเปล่าหรอก”

            ชาวบ้านล้วนอึ้งงันพูดไม่ออกแล้ว

            เมิ่งเจียนเจียที่ถูกเมิ่งอู่จ้องด้วยสายตาเยี่ยงนั้นหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปสองก้าว

            รอยเลือดที่แขนเมิ่งอู่บาดตานางเย้ยหยัน “ใต้หล้านี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่ห่มคลุมหนังและผู้ใดเล่าจะบอกได้ว่าโลหิตใต้ผิวหนังเป็นสีแดงหรือสีดำหัวใจที่อยู่ใต้ผิวหนังดีหรือร้าย? หากข้าถลกหนังเมิ่งอู่มาสวมใส่จริงหนังของมนุษย์คนนี้จะแนบเนียนและมีเลือดออกแบบนี้หรือ?”

            ทุกคนเงียบกริบมิอาจโต้แย้ง

            เมิ่งอู่เงยหน้าแล้วกวาดสายตามองผู้คนรอบข้างก่อนหยุดสายตาจับจ้องนางเย่กับเมิ่งเจียนเจีย “เพราะเหตุใดเล่าพอข้าลืมตาตื่น ไม่ยินยอมให้คนเหยียบย่ำอีก แล้วข้าจะตอบโต้กลับไม่ได้หรือ?ข้าไม่ยินยอมให้คนรังแกและทำลายล้างแล้วข้าจะเอาคืนครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้หรือ? ข้าไม่ยินยอมที่จะถูกบีบคั้นเพราะความจนแล้วข้าจะไขว่คว้าชีวิตที่ดีกว่าไม่ได้หรือ? ทุกคนพูดกันตรงๆไม่อ้อมค้อม นับจากนี้ข้าจะไม่เอาคืนเท่าที่โดนกระทำอีกแล้ว”

            เมิ่งอู่เผยรอยยิ้มที่มุมปากคิ้วตาเย็นชา “ข้าจะให้ผู้ที่ล่วงเกินข้าชดใช้คืนเป็นร้อยเท่า!”

            นางเย่และเมิ่งเจียนเจียต่างตะลึงลาน

            ชาวบ้านทุกคนตกใจก่อนรู้สึกตัวว่านางคือเมิ่งอู่ตัวจริงที่มีเลือดมีเนื้อ

            มีใครสักคนไกล่เกลี่ย “ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นความเข้าใจผิด ไม่มีฆาตกรถลกหนังมนุษย์มาห่มคลุมไร้สาระสิ้นดี! เมิ่งอู่ เจ้าเสียเลือดไปมาก รีบไปพันผ้าพันแผลเถิด!”

            เมิ่งอู่ยกมีดในมือขึ้นชี้ไปที่เมิ่งเจียนเจียพลางคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “จริงสิ เจ้าใช่พี่สาวเจียนเจียของข้าหรือไม่? หรือเจ้าถลกหนังผู้ใดมาห่มคลุมเพื่อออกมาทำร้ายผู้อื่น?”

            ถ้อยคำนี้พาให้ทุกคนประหลาดใจบางคนก็เงียบงัน

            ใบหน้าของเมิ่งเจียนเจียซีดขาวกล่าวเสียงสั่น “เจ้า… เจ้าพูดอันใดไร้สาระ…”

            เมิ่งอู่กล่าว “ใต้หล้านี้อาจมีฆาตกรถลกหนัง และบ่อยครั้งที่โจรมักตะโกนร้องให้จับโจรร้ายกาจและเจ้าเล่ห์เพทุบายมาก เจ้ายุยงปลุกปั่นชาวบ้านเพื่ออะไร? หรือเจ้าคิดจะยุยงให้ชาวบ้านฆ่าข้า เพื่อที่เจ้าจะได้หมดกังวล? ท่านอาเซินทำงานที่เรือนข้ามาตั้งนานไม่เคยมีเรื่องพอสองวันก่อนเจ้าแวะไปหาเขาเพียงครั้งเดียว เขาก็ล้มป่วยหากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด?!”

            ชาวบ้านต่างหันมองเมิ่งเจียนเจียสีหน้ามิอาจคาดเดา

            สะใภ้สกุลเซินย้อนนึกแล้วจ้องมองเมิ่งเจียนเจียทั้งน้ำตา “มีเรื่องนี้ที่ข้าได้ยินเหล่าเซินเล่าให้ฟังที่แท้ก็เป็นเจ้าที่ทำร้ายเขา!”

            เมื่อนางเย่เห็นท่าไม่ดีก็รีบเข้ามาช่วยตวาดว่า“เมิ่งอู่ เจ้าอย่าได้ใส่ร้ายป้ายสี!”

            เมิ่งอู่หัวเราะเยาะ “การตั้งข้อสงสัยเป็นเสรีภาพของทุกคน พวกท่านสงสัยข้าได้ ทำไมพอข้าสงสัยนาง พวกท่านถึงกับทนไม่ได้?”

            ชายหนุ่มหลายคนกล่าว “เจียนเจีย... ไม่น่าจะเป็นคนเยี่ยงนั้น…”

            เมิ่งเจียนเจียร้องไห้ “ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้าจริงๆ โปรดเชื่อข้า...ข้าจำเรื่องราวในกาลก่อนได้ทั้งหมด...”

            เมิ่งอู่ยิ้มเอ่ย “ผู้ใดจะรู้ว่าไม่ใช่เพราะท่านป้าสะใภ้ใหญ่เล่าให้เจ้าฟังในเมื่อไม่มีหลักฐาน แล้วทุกคนจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร เช่นนี้ก็ต้องกรีดเจ้าสักแผลดูว่าหนังมนุษย์ของเจ้าแนบเนียน หรือมีเลือดไหลออกมาหรือไม่”

            เมิ่งเจียนเจียถอยหลังหนีด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

            นางเย่กล่าว “เจ้ากล้าหรือ! เจียนเจียเป็นบุตรสาวข้าข้าเป็นมารดาจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร!”

            จู่ๆนางเซี่ยก็เอ่ยเสียงแผ่วเบา “อาอู่ก็เป็นบุตรสาวข้าเช่นกันข้าเป็นมารดา เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่เชื่อข้าเล่า?”

            เมื่อเห็นบาดแผลที่แขนของเมิ่งอู่นางเซี่ยก็รู้สึกปวดใจยิ่ง หากวิธีนี้สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้เมิ่งเจียนเจียก็สมควรจะโดนกรีดสักแผลให้นางเย่ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดดุจถูกมีดกรีดเฉือนเช่นกัน!

            ปกตินางเซี่ยเป็นคนอ่อนโยนไม่ชอบโต้เถียงเสมอมา แต่ครอบครัวนี้ชนะหนึ่งชุ่นอยากได้หนึ่งฉื่อ [3] รังแกนางไม่หยุดหย่อน!

            สะใภ้สกุลเซินกล่าว “ต้องพิสูจน์! หากนางไม่ใช่เมิ่งเจียนเจียบางทีเมิ่งเจียนเจียคนก่อนอาจถูกนางฆ่าตายไปแล้ว!หากเหล่าเซินสามีของข้าถูกนางทำร้ายจริง จะผ่อนปรนไม่ได้เด็ดขาด!”

            ครั้นเห็นเมิ่งเจียนเจียหลบอยู่ด้านหลังของนางเย่เมิ่งอู่จึงเย้ยหยัน “ยามใส่ร้ายผู้อื่นก็มั่นใจพอมีดจะตกใส่ตนเองบ้างกลับขี้ขลาดเหมือนไก่หากเจ้ากลัวเจ็บก็มีวิธีอื่นที่จะพิสูจน์”

            ชาวบ้านถาม “วิธีใด?”

            “ตรวจดูใบหน้าของนางว่าสวมหน้ากากหนังมนุษย์ไว้หรือไม่ก็พอแล้วหากสวมหน้ากากไว้ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้เสมอ” เมิ่งอู่จ้องมองเมิ่งเจียนเจียแล้วกล่าว“จะกรีดหนึ่งแผล หรือให้ข้าตรวจดู เจ้าเลือกเอา”

            เมิ่งเจียนเจียไม่อยากเลือกทั้งสองวิธี

            แต่เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านทุกคนเอนเอียงไปทางวิธีหลังเพราะไม่จำเป็นต้องเห็นเลือด เพียงตรวจดูก็พอ ไม่ต้องเจ็บตัว

            ดังนั้นบรรดาชายหนุ่มจึงโน้มน้าวนาง “เจียนเจีย ให้ตรวจดูเถิด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้า”

            หากเมิ่งเจียนเจียยังไม่ยินยอมก็เท่ากับว่านางอาจมีปัญหาจริงๆ

            แต่นางรู้สึกว่าไม่ว่าจะให้กรีดแขนหรือให้เมิ่งอู่ตรวจดู ล้วนน่าพรั่นพรึง…

            สุดท้ายชาวบ้านก็หมดความอดทนมองเมิ่งเจียนเจียด้วยสายตาเคลือบแคลง เมิ่งเจียนเจียจึงจำใจต้องเลือก

            นางเลือกวิธีหลังก่อนเดินตัวสั่นแล้วสั่นอีกไปหาเมิ่งอู่

            เมิ่งอู่ที่โยนมีดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะรอให้เมิ่งเจียนเจียส่งตนเองมาอยู่ในกำมือของนาง

            นางคว้าเรือนผมของเมิ่งเจียนเจียไว้ก่อนกระชากไปด้านหลังอย่างแรง

            ……….

            [1] เปรียบเทียบดอกสาลี่กับใบหน้าของสตรีที่ร้องไห้ก็ยังงาม

            [2] หมายถึง บุตรชายคนที่สองของตระกูลเมิ่ง ในที่นี้คือเมิ่งอวิ๋นเซียวบิดาของเมิ่งอู่

            [3] หมายถึง ไม่พอใจกับของเล็กน้อย ไม่รู้จักพอ โลภมาก


             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเติมเต็มท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ท่านอ๋องของข้าหล่อล้ำดั่งบุปผา 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577