ความที่ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังเป็นคนดีมีมโนธรรม ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใด หากรู้ เขาก็จะมีวิธีแก้ปัญหาแนะนำมาให้เสมอ ดังนั้นหลังจากรู้เรื่องทั้งหมดจึงต้องการนัดประชุมสมาชิกของตระกูลซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพียงแต่ตอนนี้ท่านปู่ถังนั้นไม่อยู่บ้าน ถังฉือหยินก็เป็นเพียงแค่เด็ก ชายชราจึงให้ลูกชายของตัวเองไปตามถังหย่งฟู่ เพราะชายชราต้องการช่วยถังฉือเย่สักหน่อย เนื่องจากนางเป็นเด็กสาวที่เฉลียวฉลาด เป็นที่รักของชาวบ้าน แถมยังพาโชคดีมาให้เขาอีก เขาจึงอยากจะช่วยนางเล็กน้อย
ถังหย่งฟู่ที่แม้จะเป็นคนโง่เขลาที่อวดฉลาด หากเมื่อได้ยินท่านหัวหน้าตระกูลกล่าวแค่เริ่มต้นก็เข้าใจความหมายในทันที
เรื่องของถังฉือเย่นั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่กฎของภูเขาจะถูกละเมิดมิได้ ครั้งนี้ที่ถังฉือหยินติดกับดักนั้น ถังหย่งฟู่ที่ปกติเป็นคนที่รักเกียรติยศและหน้าตามากก็ทำให้เขารู้สึกเสียศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คนมากมาย ใบหน้าของเขาจึงแดงก่ำด้วยความอับอาย พอกลับไปถึงบ้านจึงเข้าไปตีถังฉือหยินยกใหญ่ ซึ่งถึงแม้ท่านย่าซุนจะรักหลานชายมาก แต่เรื่องนี้หัวหน้าตระกูลได้รับรู้แล้วนางจึงรู้ดีว่าเรื่องนี้ได้ขยายวงกว้างจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงทำได้เพียงทำหน้าเคร่งขรึมยืนดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าไปห้ามปรามบุตรชายแต่อย่างใด และนึกแค้นเคืองถังฉือเย่อยู่ในใจ
ถังหย่งหมิงที่ได้ข่าวว่าบ้านเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นก็พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วไงว่าอย่าไปยั่วเด็กคนนั้น เจ้าเด็กนั่นมันชั่วร้าย!”
“ก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง จะวิเศษวิโสอะไรนักหนา” ท่านย่าซุนเถียง เพราะไม่คิดอย่างที่บุตรชายกล่าวเลยสักนิด จนได้ยินเสียงของถังหย่งหมิงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
“ข้าขอถามท่านแม่หน่อย ที่ตรงนั้นวางกับดักเอาไว้กี่จุด แค่วางเอาไว้เล่น ๆ ก็ดักได้หลายตัว ท่านลองพูดมาสิว่า คนในหมู่บ้านตั้งมากมาย ใครบ้างที่สามารถทำอย่างนั้นได้บ้าง?”
หญิงชรานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วจึงถามว่า “หมิงเอ๋อร์ เจ้าว่านางยังมีความสามารถที่ไม่ได้บอกใครกระนั้นหรือ?”
ความจริงแล้วคุณชายสี่ตระกูลถังผู้นี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขารู้สึกแค่ว่ามันดูมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นรอบตัวของถังฉือเย่มากมาย เพียงตอนนี้เขาคร้านที่จะพูดต่อจึงได้แต่บอกปัดไปว่า “ท่านแม่ เรื่องที่ข้าพูดกับท่านวันก่อน ท่านคิดว่าจะเริ่มทำเมื่อไหร่ ตระกูลนั้นเป็นคนใหญ่คนโตของเมืองเลยนะ จูเอ๋อร์ไปแล้วก็อยู่อย่างสุขสบาย มีอะไรจะต้องคิดอีกกัน แล้วไหนจะตอนที่ท่านป้ารองไปส่งถังฉือเย่ก็ไม่ได้พูดอะไรนี่ หรือว่าจูเอ๋อร์จะมีค่ามากกว่าถังฉือเย่กระนั้นหรือ?”
ใบหน้าของท่านย่าซุนดูเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความจริงแล้วถังหย่งหมิงไม่กล้าที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งมากนัก ได้แต่เอาความคิดนี้ใส่ลงไปที่ถังฉือจู
บุตรสาวบ้านรองอย่างถังฉือจูกับถังฉือหลิงนั้นความจริงก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว แม้ผิวจะคล้ำไปหน่อย แต่หน้าตาก็ถือว่าสะสวยน่ารักอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเถ้าแก่หนิวจะไม่ถูกตาต้องใจในตอนแรกก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรของสดใหม่อย่างนี้ย่อมเป็นที่ชื่นใจเสมอ ชายชราคนนั้นคงจะหายโกรธเรื่องเมื่อวันก่อนเป็นแน่
ถังหย่งหมิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามารดายังลังเล “ท่านแม่! ทางฝั่งตระกูลชุยชักจะรอไม่ไหวแล้วนะ หากเรายังยื้อเวลาแบบนี้ต่อไป นางจะต้องเปลี่ยนใจแน่…หากข้าพลาดโอกาสครั้งนี้ไป มีหวังต้องปลูกไร่ไถนาไปชั่วชีวิตเป็นแน่ ท่านแม่เห็นใจข้าด้วยเถิด”
“ข้า…ข้าจะลองไปคุยกับสะใภ้รองดู” ท่านย่าซุนตัดสินใจอย่างยากลำบาก แต่ก็กลั้นใจพูดออกไปในที่สุด
……………………………………………
เมื่อดูฉากทะเลาะวิวาทกันของตระกูลถังเสร็จ ถังฉือเย่จึงกลับเข้าบ้านด้วยความสบายอกสบายใจ ขณะที่ทุกคนหลับกันไปหมดแล้ว แต่นางกลับได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังแว่วมาจากบ้านตระกูลถัง…ฟังแล้วเป็นเสียงคร่ำครวญของหลี่ซื่อนั่นเอง
“จูเอ๋อร์เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของท่านนะ!”
ถังฉือเย่ขยี้ตาก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอน แล้วแอบมายืนแนบหูฟังข้างกำแพง กลางดึกสงัดเช่นนั้นแต่ทางฝั่งนั้นกลับพูดกันเสียงดังจนทำให้นางสามารถฟังได้อย่างชัดเจน เป็นเสียงท่านย่าซุนที่กำลังก่นด่าอยู่แทรกมากับเสียงร้องไห้ของหลี่ซื่อ
ผ่านไปไม่นานนักหญิงสาวก็สามารถจับใจความสำคัญที่พวกเขาพูดกันได้ ถังฉือเย่ยิ้มให้กับตัวเองในเงามืดพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆ ที่แท้ถังหย่งหมิงก็เอาความคิดที่จะขายคนแลกเงินไปลงที่ถังฉือจู…นางจึงหันหลังกลับไม่ได้ฟังอะไรต่ออีก!
ในขณะเดียวกันหลี่ซื่อก็ได้กลับเข้าห้องไป และยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น พร้อมกันนั้นเด็กทั้งสามคนก็รู้สึกหวาดกลัวมาก ถังฉือจูร้องไห้พร้อมกับพูดว่า “ท่านแม่ ท่านไม่ใช่บอกว่าคนรวยผู้นั้นต้องการซื้อเย่เอ๋อร์ไปทำเมียไม่ใช่หรือ แล้วทำไมนางไปแล้ว นางถึงกลับมาอีก?”
“ท่านอาเล็กบอกว่าเขาไม่ถูกใจนางน่ะ” หลี่ซื่อบอกทั้งที่หัวใจเป็นทุกข์
“แต่ถ้าคนรวยคนนั้นไม่ถูกใจเย่เอ๋อร์แล้วจะมาถูกใจข้าได้อย่างไร”
หลี่ซื่อเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ได้ตอบคำถามนี้ของบุตรสาว เพราะนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วก็ไม่มีทางที่ถังหย่งหมิงจะพูดด้วย แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าถังฉือเย่ได้หลุดพ้นจากไฟกองนี้แล้ว ตอนนี้กลับเป็นลูกสาวของตัวนางเองที่จะต้องกระโดดลงไปในกองไฟกองนั้น
ตั้งแต่ตอนแรก หลี่ซื่อกังวลอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ดังนั้นนางจึงพยายามที่จะไปหาวังซื่ออยู่ตลอด แถมยังเป็นคนพาวังซื่อเข้าเมืองอีกด้วยเพราะเกรงว่าลำพังวังซื่อเองจะทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ แต่นางก็คิดไม่ถึงเลยว่าโชคร้ายนี้ในที่สุดก็ต้องมาตกที่ถังฉือจูอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ถังหย่งกุ้ยผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่อยู่บ้าน บ้านรองจึงถูกท่านย่าซุนบีบจนไม่สามารถทำอะไรได้ นางทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนมองลูกสาวกระโดดเข้ากองไฟตาปริบ ๆ
หลี่ซื่อร้องไห้มาทั้งคืน ยามเช้าเสียงของแม่สามีก็ดังขึ้น “แต่ละคนไปตายที่ไหนกันหมด หรือจะต้องให้ข้าเป็นคนทำกับข้าวให้พวกเจ้า”
สะใภ้รองตระกูลถังถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ดวงตาของนางบวมช้ำ แต่ก็ยังฝืนลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วค่อย ๆ เดินออกไป ท่านย่าซุนพอเห็นก็ตวาดขึ้นทันที
“ทำท่าอย่างกับจะตายให้ใครดูกัน ข้าให้เจ้าไปมีความสุขอยู่อย่างสุขสบาย แต่เจ้ากลับไม่ยินดีเสียอย่างนั้น หรือต้องให้อยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ ถึงจะดี ข้าอุตส่าห์ชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้วกลับไม่ไป เจ้าไม่ไปก็มีคนอยากจะไปกันตั้งเยอะแยะ ไม่รู้จักของดีเสียจริง ๆ”
หลี่ซื่อกำหมัดแน่น อยากจะพูดว่าใครอยากไปก็ไปสิ แต่นางไม่กล้า ดังนั้นเมื่อแม่สามีด่าเสร็จแล้วเดินกลับไปแล้ว นางจึงออกไปให้อาหารไก่และซาวข้าวอยู่ตรงระเบียงทางเดินอย่างไร้ความรู้สึก จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเบาเสียงหนึ่งดังขึ้น
“คนพวกนั้นเรียกกันในนามว่าเมียน้อย แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้เข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ อย่างน้อยก็น่าจะมีสักสิบกว่าคนได้ ตอนนี้ยังเหลือรอดอยู่แค่แปดคน ส่วนคนอื่น ๆ นั้นกลับหายตัวไปโดยไม่มีสาเหตุ แม้กระทั่งศพหรือกระดูกก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ”
หลี่ซื่อรีบเงยหน้าขึ้นมาในทันที เสียงนั้นยังคงพูดต่อไปอย่างราบเรียบ
“ถังหย่งหมิงไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ครั้งก่อนที่ชิวเอ๋อร์หายตัวไป ก็เป็นเขาที่หลอกเอาไปขายให้กับเถ้าแก่หนิวผู้นั้น”
หลี่ซื่อตกตะลึงจนดวงตาเบิกโพลง นางผุดลุกขึ้นในทันที พร้อมกับเตะตะกร้าข้าวอย่างแรง จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปเปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว กลับมองไม่เห็นใครสักคน นางยืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ก่อนจะบ่นพึมพำเล็กน้อยแล้วกลับเข้าบ้าน ถังฉือเย่จึงเดินอ้อมออกมาจากด้านหลังห้อง สีหน้าของนางดูสับสนเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงหันกลับไปถามฉีจิงว่า
“ที่บ้านของเขา ไม่มีคนที่ชื่อชิวเอ๋อร์จริง ๆ หรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้า ยืนยัน “เถ้าแก่หนิวผู้นี้ชอบทรมานหญิงสาว ตายมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน”
เมื่อได้ยินถังฉือเย่ก็คิ้วชนกัน ทอดสายตามองเข้าไปในบ้านตระกูลถังด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก “ไม่รู้ว่าหลี่ซื่อจะทำอย่างไรต่อ?”
“ต้องอยู่ที่นางแล้วที่จะต้องตัดสินใจ” ฉีจิงบอก หญิงสาวจึงทำได้เพียงพยักหน้า พร้อมกับถอนหายใจดังเฮือก และขณะเดียวกันนั้นก็คิดว่าการตัดสินใจทำอย่างนี้น่าจะถูกต้องแล้ว มอบอาวุธซึ่งก็คือความลับที่ล่วงรู้มานี้ให้กับหลี่ซื่อ แล้วเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ ว่าสตรีผู้นั้นจะสามารถหยุดเรื่องนี้ไว้ได้หรือไม่
เวลาล่วงเข้าสู่ยามบ่าย ถังฉือเย่ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากบ้านตระกูลถังอีกครั้ง หลี่ซื่อบอกให้ถังฉือจูไปแอบอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนจะให้ไปหาท่านป้ารอง มารดาของชิวเอ๋อร์ ซึ่งพอนางรู้เรื่องทั้งหมดก็แทบคลั่ง พร้อมกันนั้นภรรยาของถังต้าหวย ท่านย่าลู่ก็รีบพาคนมาทันที จากนั้นก็มาขวางหน้าบ้านตระกูลถังเอาไว้ แล้วด่าทอเสียงดัง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
ท่านปู่ถังกับถังต้าหวยผู้นี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ สาเหตุก็เพราะท่านปู่ถังได้แต่งงานกับท่านย่าซุน จนทำให้ท่านย่าลู่ที่ปกติก็เป็นคนขี้โมโหอยู่แล้วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งสองทะเลาะกันแทบทุกวันจนต้องแยกบ้านกันอยู่ แต่สำหรับถังหย่งหมิงแล้วปกติดูเป็นคนมีความรู้ เรียบร้อย แถมยังหน้าตาดี และที่สำคัญคือเขาเป็นคนปากหวานมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนในหมู่บ้านต่างพากันเอ็นดูเขากันทั้งนั้น ทุกคนจึงต่างคาดไม่ถึงเลยเมื่อรู้ว่าถังหย่งหมิงกล้าทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้
ท่านป้ารองร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ถึงแม้ว่าท่านย่าลู่จะไม่ได้รู้สึกรักและเอ็นดูหลานคนนี้สักเท่าไหร่ แต่นางกับท่านย่าซุนก็เป็นคู่แข่งกันมาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นตอนนี้นางที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าศัตรูจึงทำให้นางกล้ามายืนด่าตรงหน้าบ้านหลังนี้เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านรู้กันให้หมด
เรื่องที่ชิวเอ๋อร์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั้นทุกคนยังจำได้ดี เพราะการที่เด็กสาวหายตัวไปนั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นหลายคนได้แต่คิดว่านางอาจโดนหมาป่าทำร้าย จึงขึ้นไปหาที่ภูเขาอยู่หลายวัน เพียงแต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ
คิดไม่ถึงว่าที่แท้จะเป็นถังหย่งหมิงที่หลอกเอาชิวเอ๋อร์ไปขาย แถมยังขายให้กับคนแก่ตัณหากลับที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยนับสิบหลัง เพียงเพื่อแลกกับเงินแค่ห้าหกสิบตำลึง
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินไป จึงมีคนมาล้อมด้านในสามชั้น ด้านนอกอีกสามชั้น ทุกคนดูตกใจมากและไม่อยากที่จะเชื่อจึงต่างพากันเรียกท่านยาซุนและถังหย่งหมิงให้ออกมา
ถังหย่งหมิงที่ตอนนี้เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วได้แต่เดินตามหลังท่านย่าซุนที่กัดฟันไว้แน่นแล้วออกมาด่าว่า “พูดบ้าอะไรของเจ้า ชิวเอ๋อร์ของเจ้าไม่รู้ว่าหนีไปกับผู้ชายที่ไหนแล้ว มาเกี่ยวอะไรกับหมิงเอ๋อร์ของข้า อย่ามาทำให้บ้านข้าต้องมัวหมองนะ!”
.
.
.