หลินซือเยว่เห็นจูฮูหยินเดินตรงมาทางตัวเองท่าทางน่าสงสารเป็อย่างมาก
“คุณหนูหลินเ้าช่วยไปดูลูกชายของข้าได้หรือไม่เขาไม่สบายจนหมดสติไปแล้ว” มือไม้สั่นเทาไปหมดไม่รู้ว่าด้วยความหนาวเย็นหรือว่าความหวาดกลัวเื่ความเป็ตายของบุตรชาย
“พี่ฮุ่ยชิว”เถียนฮูหยินรีบลงมาจากรถม้า แล้วเข้าไปจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้
หลินซือเยว่ลอบถอนหายใจเบา ๆท่านแม่ท่านนับญาติกับคนแปลกหน้าง่ายเกินไปไหม
“เยว่เอ๋อร์เ้าพอจะช่วยลูกชายของท่านป้าฮุ่ยชิวได้หรือไม่”
ไม่ทันไรข้าก็มีป้าเพิ่มมาอีกคนแล้วรึ
“ข้าขอไปดูก่อนป้าเผิงเอากระเป๋าของข้ามาด้วย”
“เ้าค่ะคุณหนู”
หยางห่าวอู๋ให้คนในตระกูลหยางเดินทางไปก่อนเขากับภรรยาอยู่รอเฝ้าลูกชายเอง คราวแรกไม่มีใครยอมขยับตัวทหารที่คุ้มกันนับสิบคนจึงชักดาบออกจากฝัก เห็นดังนั้นพวกเขาไม่อาจสร้างปัญหาให้แก่แม่ทัพกับรองแม่ทัพของตนเองได้
“ไม่ใช่ว่าข้าบอกแล้วรึว่าให้อยู่ดูคนป่วยได้แค่สองคน”จี๋ไห่ผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เดินเข้ามาขวางหน้าของหลินซือเยว่
“ข้ามีความรู้เื่การรักษาเล็กน้อย”หลินซือเยว่ตอบเขาเสียงแข็ง
“ไม่ได้ !”
“จุดหว่างคิ้วของเ้าดำคล้ำ จุ๊ ๆอนุภรรยานอกเรือนของเ้าช่างมีวาสนาดียิ่ง เด็กในท้องนางดูเหมือนจะเป็เพศชายทว่าจุดหว่างคิ้วของเ้านี้ อาจทำให้การคลอดครั้งนี้อันตรายยิ่งนัก”
“เ้า !”จี๋ไห่ผงะใไปด้านหลัง ลูกน้องที่อยู่ด้านข้างของเขาก็พลอยใตามไปด้วยเพราะเื่ที่จี๋ไห่เลี้ยงอนุภรรยากำลังตั้งท้องอยู่นอกเรือนนั้นพวกเขาต่างก็ได้ยินตอนที่จี๋ไห่เมาแล้วเผลอพูดออกมา
“อย่ามาพูดเหลวไหล!”
“นายท่านได้โปรดเชื่อเถอะคุณหนูของข้าเติบโตในอารามเต๋านางได้เรียนรู้ศาสตร์ทำนายดวงชะตามาจากท่านเ้าอาวาสที่นั่นเื่ที่นางทำนายล้วนแต่เป็จริงทั้งนั้น”เผิงฉือกล้าที่จะประกาศความสามารถของหลินซือเยว่ต่อหน้าทุกคน
“ข้าไม่เชื่อ !”
“เ้าไม่เชื่อก็เื่ของเ้าแต่อย่ามาขวางทางของข้า” หลินซือเยว่ลอบเหยียดนิ้วเบา ๆจี๋ไห่กับลูกน้องกลับเกิดบางอย่างขึ้น เพียงแค่ขยับหรือพูดร่างกายจะปวดแสบปวดร้อนไปหมด ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่ง ๆ อยู่กับที่
หลินซือเยว่เหยียดนิ้วเบา ๆ อาการพวกนั้นก็หายไปแต่หากใครกล้าเข้ามานางก็จะจัดการพวกเขาในทันที จี๋ไห่เริ่มรู้สึกไม่ดีเขายกมือห้ามไม่ให้คนอื่น ๆ เข้าไปใกล้ คนตระกูลหยางหรือแม้แต่ครอบครัวของหลินเต๋อไม่มีใครสังเกตเห็นเื่นี้ มีเพียงจี๋ไห่กับลูกน้องที่เริ่มหนาวสั่นอยู่ในอก
“พาเขาขึ้นรถม้าเถอะตรงนี้พื้นเย็นเกินไป” นางเหลือบเห็นว่าบิดามารดาของเขานั้นมีโซ่ตรวนอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้าง จึงหันไปทางบิดาของตนเอง“ท่านพ่อวานท่านมาช่วยทางนี้หน่อย”
หลินเต๋อสะดุ้งไม่คิดว่าจะถูกบุตรสาวคนโต้ไหว้วาน“ดะได้” เข้าไปช่วยพยุงคนสลบอย่างเก้ ๆ กัง ๆหลินอ้ายทนดูไม่ได้รีบเข้าไปช่วยอีกแรง
เมื่อนำคนป่วยขึ้นไปบนรถม้าเรียบร้อยแล้วหลินซือเยว่ขึ้นไปอยู่บนรถม้ากับเขาแค่สองคน อีกทั้งยังปิดผ้าม่านลงอีกด้วยบุพการีของทั้งคู่ได้แต่มองหน้ากัน อย่างไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดออกมาดี
เผิงฉือจำต้องอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจ“อากาศด้านนอกหนาวเย็นเ้าค่ะ คุณหนูต้องรักษาคนป่วยในที่อบอุ่นเมื่อครู่ข้าได้นำเตาอุ่นมือของคุณหนูเข้าไปไว้บนรถม้าแล้วอีกทั้งยังมีตะเกียงน้ำมันเพิ่มแสงสว่างอีกด้วย บนรถม้าคงอุ่นขึ้นไม่น้อย”
“เช่นนี้นี่เอง”จูฮูหยินยิ้มพร้อมก้มศีรษะไปทางเถียนฮูหยินเล็กน้อยซึ่งอีกฝ่ายก็น้อมศีรษะลงตามไปด้วย
“ชีวิตของฮูหยินข้าได้บุตรสาวของนายท่านรองช่วยเหลือไว้มาคราวนี้เป็บุตรชายของข้าอีก โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”หยางห่าวอู๋ประสานฝ่ามือตรงหน้าของหลินเต๋อ
“มิกล้า ๆ ทราบมาว่าท่านคือแม่ทัพหยาง”หลินเต๋อรีบคารวะกลับอย่างเกรงใจ “บุตรสาวของข้ามีความรู้เพียงน้อยนิดท่านก็อย่าได้มั่นใจว่านางจะรักษาได้เลย ขนาดข้าเองก็ยังไม่มั่นใจ”
“หืม” หยางห่าวอู๋นึกแปลกใจก่อนจะนึกออกว่าก่อนหน้านี้ คนข้างกายของหลินซือเยว่พูดว่านางอยู่อารามเต๋ามาก่อนจึงหันไปทางเผิงฉือ “คุณหนูหลินอยู่อารามเต๋ากับเ้ารึ”
เผิงฉือไม่คิดว่าจะถูกเอ่ยถามเช่นนี้ได้แต่มองบิดามารดาตัวจริงของหลินซือเยว่ก่อน เห็นเพียงพวกเขาทำหน้าสลดเล็กน้อยทว่าไม่ได้ห้ามปรามตนแต่อย่างใด จึงหันกลับมาทางผู้ถาม “เ้าค่ะท่านแม่ทัพคุณหนูอยู่อารามเต๋าจริง ๆ เ้าค่ะ ด้วยครั้งนี้มีเื่ให้ต้องกลับมาที่เมืองหลวงจึงได้ลงจากอารามไท่ผิงกวนมา ไม่คิดว่าจะได้พบเจอกับเคราะห์ร้ายเช่นนี้”
จูฮูหยินเห็นสีหน้าของเถียนฮูหยินมิสู้ดีนักมารดาที่ไหนจะส่งบุตรสาวไปอยู่อารามเต๋า คงมีเื่อะไรซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอนจึงรีบดึงแขนเสื้อของสามีเอาไว้ “อย่างไรก็ต้องขอบคุณพวกท่านมากบุญคุณครั้งนี้หากมีโอกาส ข้ากับท่านพี่จะต้องได้ตอบแทนพวกท่านอย่างแน่นอน”
“พี่ชุ่ยฮิวอย่าได้เกรงใจไปเลย”
จากนั้นบรรยากาศก็คลายความอึดอัดใจลงพวกเขายืนล้อมกันเป็วงกลม เพื่อรับไออุ่นจากเตาอุ่นมือของเผิงฉือเสียงพูดคุยเงียบลง เพื่อรอคอยข่าวจากคนบนรถม้า
“ป้าเผิงสุราต้ม” เสียงในรถม้าดังออกมา
เผิงฉือรีบเดินอ้อมไปหลังรถม้าแล้วรื้อกระเป๋าของตัวเองออกมา หยิบขวดสุราต้มออกมายื่นเข้าไปในรถม้าจากนั้นก็หาของที่หลินซือเยว่ร้องขอส่งยื่นให้
ราวสองเค่อหลินซือเยว่ก็เปิดม่านรถม้าออกมาสีหน้าของนางนิ่งเฉยดังเดิม ยากจะคาดเดาเื่ราวได้
“ข้าเฉือนหน้าที่ตายออก ล้างด้วยสุราต้มแล้วใส่ยารักษาแผลสดให้ไปใหม่ ให้ยาเม็ดลดไข้ไปแล้ว ตอนนี้คงได้แต่ภาวนาให้เขามีใจสู้จึงผ่านพ้นไปได้”
“ข้าขอไปดูห่าวหรานได้หรือไม่”
“ได้เ้าค่ะท่านป้าท่านขึ้นไปเฝ้าลูกชายของท่านบนรถม้าเถอะเ้าค่ะ หากมีอาการตัวร้อนหนาวสั่นให้รีบเรียกข้านะเ้าคะ” หลินซือเยว่ถูกมารดาแนะนำสตรีผู้นี้ว่าท่านป้านางจึงต้องสมยอมตามน้ำไป
“ได้ ๆข้าเรียกเ้าว่าเยว่เอ๋อร์เหมือนแม่เ้าได้หรือไม่”
“....”หลินซือเยว่เหมือนต้องคิดอยู่อึดใจใหญ่ “ได้เ้าค่ะ”
“ฮูหยินรีบขึ้นไปดูห่าวหรานเถอะ”
“เ้าค่ะท่านพี่”จูฮูหยินรีบปีนขึ้นรถม้าอย่างดีใจ ครั้นบุตรชายสีหน้าเริ่มมีสีเืฝาดริมฝีปากไม่เขียวช้ำเหมือนก่อนหน้า นางจึงยกฝ่ามือขึ้นลูบดวงหน้าของเขาเบา ๆ
“ในเมื่อรักษาเสร็จแล้วก็รีบเดินทางต่อ” จี๋ไห่เดินมาตะคอกใส่พวกเขา
หยางห่าวอู๋กับคนบ้านรองตระกูลหลินต่างหันไปทางเขาพร้อมสายตาสาปส่ง ก่อนที่หลินซือเยว่จะมองเห็นไอเืสีแดงฉานปรากฏอยู่ด้านหน้าไกล ๆ ดวงตาของนางคล้ายมีแสงบางอย่างวาบผ่าน
“ท่านเอ่ยถูกแล้ว รีบเดินทางเถิดคนพวกนั้นเจอเคราะห์หนักเข้าแล้ว”
ทุกคน “?!”
เคราะห์หนักอันใดของเ้าา ?
หลินซือเยว่ให้จูฮูหยินอยู่เฝ้าบุตรชายบนรถม้าจากนั้นก็พากันเร่งเดินทางต่อในทันทีจี๋ไห่ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงรู้สึกไม่สบายใจเช่นนี้เพราะตอนที่หลินซือเยว่กล่าวคำว่าเคราะห์หนักนั้น แววตาของนางนิ่งลึกเป็อย่างมากและเื่ที่นางทำนายเื่อนุภรรยานอกเรือน เขากลับรู้สึกปล่อยวางไม่ลงเสียแล้ว
ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วยามพวกเขาก็รู้ซึ้งถึงคำว่าเคราะห์หนักที่หลินซือเยว่ทายทักไว้ขบวนเนรเทศที่ล่วงหน้ามาก่อน ถูกโจรป่าลอบทำร้ายระหว่างทาง ทหารล้มตายไปเกือบครึ่งนักโทษเองก็ล้มตายไปหลายคน ส่วนคนเจ็บนั้นก็นอนรอความตายจากภัยหนาวกันอยู่
หยางห่าวอู๋รีบวิ่งเข้าไปหาหยางชุนเพราะนอกจากจะเป็รองแม่ทัพของตนแล้ว เขายังเป็น้องชายจากอนุภรรยาของบิดาอีกด้วย“หยางชุน เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็ไรเพียงแค่เหนื่อยมากเกินไป เลยต้องนั่งพักเสียหน่อย” หยางชุนเห็นพี่ชายมองข้อมือที่ไร้โซ่ตรวนของตนจึงรีบเอ่ย “โจรป่ามากันเกือบร้อยคน ข้าแย่งดาบพวกมันมาได้เลยปลดโซ่ตรวนให้คนของเรา เพื่อที่จะได้ต่อสู้ได้สะดวกยังดีที่พวกมันไม่สนใจเด็กสตรีคนชรา เอาแต่ของมีค่าบนรถม้าไป”
“เฮอะ บนรถม้าจะมีสิ่งมีค่าได้อย่างไร”หยางห่าวอู๋ไม่เข้าใจ นำหน้าขบวนมีคนถือธงของคุกหลวงนำทางอยู่ดูก็รู้ว่าเป็เหล่านักโทษกำลังเดินทางอยู่
หยางชุนมองซ้ายขวาแล้วเอ่ยเบา ๆ“ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกมันมุ่งหน้าไปที่รถม้าของซุนต้าหลงแล้วยึดเอาลังไม้ที่อยู่ในนั้นไปทั้งหมด”
สีหน้าของหยางห่าวอู๋เริ่มเข้มขึ้นเขามองเห็นว่าหน้าขบวนนั้น มีรถม้าขนเสบียงอยู่หลายส่วน เนื่องจากบางจุดระหว่างทางอาจต้องพักอยู่นอกเมืองเอง แต่พอมาคิดดูแล้วรถม้าพวกนั้น กลับมีหลายคันจนเกินไปอีกทั้งยังมีคนคุ้มกันอยู่คันละสี่คน ซึ่งดูไปแล้วก็คงผิดปกติจริง ๆ
“ช่างเถอะเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา แค่เ้ากับคนของเราปลอดภัยก็พอแล้ว”หยางห่าวอู๋ตบบ่าน้องชายเบา ๆ
หยางชุนมองฝ่าแสงไฟจากคบเพลิงไปด้านหลังพี่ชาย“พี่ใหญ่แล้วห่าวหรานล่ะ”
“อยู่บนรถม้าของคนตระกูลหลินฮูหยินก็อยู่ดูแลบนนั้น”
“รถม้าคนตระกูลหลิน ?”
“ฮูหยินไปขอร้องคนบ้านรองของตระกูลหลิน”
“นับว่ายังมีเื่ดีอยู่นางช่วยพี่สะใภ้ได้ก็ต้องช่วยห่าวหรานได้”
“ข้าก็หวังเช่นนั้นแล้วทางนี้ซุนต้าหลงจะเอาอย่างไรต่อ”
“เขาเองก็ได้รับาเ็ตอนนี้ให้หมอที่พามาด้วยดูแลอาการอยู่ เห็นว่าอาจต้องพักอยู่ที่นี่ไปก่อน”
“จะพักได้อย่างไรสองข้างทางมีแต่หิมะเช่นนี้”
“ให้ทำอย่างไรได้ ไม่มีที่ให้ไปแล้วทั้งมืดและมองไม่เห็นทางเช่นนี้”
หลินซือเยว่ที่กำลังยืนมองศพคนตายนับสิบแววตาของนางเย็นะเื จำเป็ต้องเปิดผนึกเนตรทิพย์เพื่อสอดส่องดวงิญญาเ่าั้ เป็ไปอย่างที่นางคิดจริง ๆพวกเขายึดติดกับครอบครัว ไม่อาจเดินทางสู่ปรโลกได้ด้วยตัวเอง จำต้องมีคนนำทาง
“หืม” หางตานางกระตุกมองท้องฟ้ากับเมฆหมอกยามค่ำคืน หายนะยังไม่จบสิ้น หากยังอยู่ตรงนี้ต่อไปหนนี้เป็ภัยจากธรรมชาติ
“ป้าเผิงไปบอกครอบครัวของคนที่ตายว่าข้าจะสวดส่งิญญาของพวกเขาให้ จงให้พวกเขาไปขุดหลุมไว้ใต้ต้นไม้นั่น”นางชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง ให้ฝังไว้ที่เดียวกันแต่แยกศพละหลุมวันข้างหน้าหากใครรอดชีวิตกลับมาได้ ก็กลับมาขุดกระดูกกลับไปไว้ในสุสานของตระกูล”
“เ้าค่ะคุณหนู”
เมื่อคำพูดของเผิงฉือถูกเอ่ยออกไปเหล่าครอบครัวของคนตายก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมา แม้ไม่ได้คาดหวังอันใดมากนักเพราะเผิงฉือบอกเพียงแค่ว่าคุณหนูของนางเติบโตในอารามเต๋าไม่ได้เป็นักพรตแต่อย่างใด แต่มีความสามารถในการสวดส่งิญญาได้
พวกเขาไม่มีทางเลือกจึงพากันไปขุดหลุมรอบๆ โคนต้นไม้ แล้วนำศพลงไปไว้ในนั้น แต่ละคนต่างก็หาไม้มาแกะสลักชื่อแบบสั้น ๆของคนตายปักไว้ เผื่อวันข้างหน้าได้มีโอกาสกลับมา ขุดศพกลับไปไว้ที่สุสานของตระกูล
“ปล่อยนางทำไป”หลังได้รับรายงานเื่นี้ ซุนต้าหลงก็แค่นหยามออกมาคำหนึ่งในยามนี้แล้วยังมีคนอยากใช้วิชาหลอกลวงนักโทษอยู่ “โง่เขลานักถูกนางหลอกยังไม่รู้ตัว”
จี๋ไห่ที่กำลังจะเอ่ยขอให้นายทหารที่ล้มตายนับสิบคนได้ร่วมพิธีสวดิญญา เป็อันต้องหุบปากลงในทันทีเขาเดินกลับไปประจำตำแหน่งที่ท้ายขบวนตามเดิม