บทที่ 24 เจรจาก่อนค่อยใช้กำลัง
ในขณะที่พอมียังเวลาเหลืออยู่ เสี่ยวลี่และเพื่อนอีกสองคนรีบบึ่งออกจากมหาลัย มุ่งหน้าไปยังโรงฆ่าสัตว์เพื่อขอซื้อเืหมาดำมาหนึ่งกะละมังในราคาสูงลิ่ว จากนั้นก็รีบไปร้านขายเครื่องกระดาษเพื่อซื้อธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทองเตรียมไว้
ตอนที่พวกเธอกลับมาถึงหอพัก ก็เป็เวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว
กฎของหอพักระบุไว้ชัดเจนว่า เวลาสี่ทุ่มครึ่งต้องปิดไฟตรงเวลา
ทั้งสามคนนั่งขดตัวอยู่บนเตียงเดียวกัน พยายามเบิกตาให้กว้างและดึงสติไว้ให้มั่นที่สุด ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนคลายลมหายใจ
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป... สี่ทุ่มครึ่งเป๊ะ ไฟในหอพักดับวูบลงพร้อมกัน อาคารหอพักทั้งหลังจมดิ่งสู่ความมืดมิดในทันทีร่างกายของหลี่เหมยเริ่มสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้
เสี่ยวลี่รีบกระซิบปลอบ “อาเหมย ไม่เป็ไรนะ อย่ากลัวไปเลย บางที... เทพปากกาอาจจะระบายแค้นไปที่เซียวเซียวจนพอใจแล้ว แล้วยอมปล่อยพวกเราไปก็ได้"
แม้ปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจของเสี่ยวลี่รู้ดีว่ามันแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
หวังเชี่ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ “พวกเราเตรียมทั้งเืหมาดำ ทั้งธูปเทียนกระดาษเงินมาให้ขนาดนี้ เทพปากกาก็น่าจะเห็นแก่หน้าพวกเราบ้างแหละ อย่ากังวลเกินไปเลย"
หลี่เหมยถามเสียงสั่น “เชี่ยนเชี่ยน แกคิดว่า... เืหมาดำมันจะได้ผลจริง ๆ เหรอ?
หวังเชี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง เื่แบบนี้เธอก็เพิ่งเคยเจอครั้งแรก จะไปรู้ได้ยังไงว่ามันจะได้ผลไหม แต่การมีของพวกนี้อยู่ใกล้ ๆ อย่างน้อยมันก็ช่วยให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง ดีกว่านั่งรอความตายด้วยมือเปล่า
่ครึ่งคืนแรก ในห้องพักยังคงเงียบสงบ ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ ความตึงเครียดที่สะสมมาเริ่มผ่อนคลายลง ความง่วงงุนมหาศาลเริ่มเข้าจู่โจมพวกเธอทีละน้อย แต่ในจังหวะที่พวกเธอกำลังจะเคลิ้มหลับนั่นเอง...
เสียงฝีเท้า... ก็ดังขึ้นมาดื้อ ๆ!
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงเดินนั้นแหลมคมและเสียดแทงโสตประสาท มันดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอก
เสี่ยวลี่สะดุ้งสุดตัว เธอรีบเขย่าตัวหลี่เหมยและหวังเชี่ยนให้ตื่น ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ
“มีเสียงคนเดินอยู่ข้างนอก!”
พอได้ยินคำนั้น ทั้งหลี่เหมยและหวังเชี่ยนก็ตื่นเต็มตาในทันที
เสียงฝีเท้านั้นฟังดูเหมือนจริงแต่ก็มีความลึกลับซ่อนอยู่จนแยกไม่ออก แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเธอมั่นใจคือ... เสียงนั้นกำลังมุ่งตรงมายังห้องพักของพวกเธอ
มันดังขึ้นเรื่อย ๆ และจังหวะก็เริ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงนั้นทำให้เสี่ยวลี่รู้สึกหงุดหงิดและกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก แต่แล้วจู่ ๆ เสียงฝีเท้าก็หยุดลงตรงหน้าประตูห้อง ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทั้งสามคนมองหน้ากันผ่านความมืด
หลี่เหมยพยายามข่มความกลัวแล้วกระซิบถาม “ทำไม... ทำไมเสียงมันหายไปแล้วล่ะ?”
หวังเชี่ยนส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน”
แต่ยังไม่ทันพูดขาดคำ เสียงเคาะประตูที่รุนแรงก็ดังสนั่นขึ้น!
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงกระแทกประตูนั้นดังขึ้นเป็จังหวะรัวเร็ว เสี่ยวลี่และเพื่อนรู้สึกเหมือนหัวใจจะกระดอนออกมาตามจังหวะการเคาะนั้น
ความเย็นเยียบพุ่งจากฝ่าเท้าสู่สมอง รูขุมขนทุกส่วนทั่วร่างกายเปิดกว้าง ขนลุกชันไปทั้งตัว พวกเธอไม่มีใครกล้าส่งเสียง เพราะกลัวว่าถ้าปริปากออกมาแม้แต่คำเดียว... เทพปากกาจะพุ่งเข้ามาข้างใน!
"เปิดประตูให้ฉันหน่อย... ฉันคือเซียวเซียวเอง... ฉันหนาวเหลือเกิน... เปิดประตูเร็ว…”
เสียงที่ล่องลอยและแหบพร่าก็ดังขึ้นจากหน้าประตู และมันแยกออกได้ไม่ยากเลยว่านั่นคือเสียงของหลิวเซียว!
ในตอนนั้น สมองของทั้งสามคนขาวโพลนไปหมด
"หลิวเซียว?! เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้เธอถึงมาอยู่ที่หน้าประตู!?"
"หรือว่า... ิญญาของเธอจะกลับมาเอาชีวิตพวกเรา?!"
หลี่เหมยเบิกตากว้าง “ทำไม... ทำไมถึงเป็เสียงของเซียวเซียวล่ะ!
หวังเชี่ยนกำหมัดแน่น “มันคือภาพลวงตาที่เทพปากกาสร้างขึ้น! มันจะหลอกให้เราเปิดประตู! อุดหูไว้ อย่าไปฟังมัน!”
เสี่ยวลี่และหลี่เหมยรีบทำตามทันที แต่มันกลับไร้ผล เสียงเคาะประตูดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม มันดังก้องสะท้อนไปทั่วทุกมุมห้อง
"เปิดประตูสิ... ฉันกลับมาหาพวกแกแล้วนะ... เสี่ยวลี่... เสี่ยวเหมย... เชี่ยนเชี่ยน เปิดประตูให้ฉันเถอะ ฉันหนาวเหลือเกิน... ลงมาอยู่เป็เพื่อนฉันข้างล่างนี้เถอะนะ…”
น้ำเสียงนั้นเหมือนยันต์เรียกิญญาที่กระแทกเข้ากลางใจของทั้งสามคน
จู่ ๆ หลี่เหมยก็ะโออกมา “ฉันจะไปเปิดประตู!”
คำพูดนั้นทำเอาหวังเชี่ยนและเสี่ยวลี่ใแทบสิ้นสติ พวกเธอรีบคว้าตัวหลี่เหมยที่กำลังจะลุกจากเตียงไว้แน่น
ใน่เวลานั้นดวงตาของหลี่เหมยว่างเปล่า ไร้ซึ่งแววตาของคน ร่างกายของเธอเหมือนหุ่นยนต์ที่ปราศจากความรู้สึก
เธอกำลังถูกเทพปากกาควบคุม!
เสี่ยวลี่ร้องเสียงหลง “อาเหมย! แกจะทำอะไรน่ะ! นั่งลงเร็ว!”
หวังเชี่ยนก็พยายามดึงรั้งสุดแรง “อาเหมย แกอย่าทำเื่บ้า ๆ นะ!”
แต่หลี่เหมยไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แม้จะถูกเพื่อนสองคนรั้งไว้ เธอก็ยังพยายามดิ้นรนจะไปที่ประตูให้ได้
หวังเชี่ยนเห็นท่าไม่ดี เธอตัดสินใจฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของหลี่เหมยอย่างแรง!
เพี๊ยะ!
เสี่ยวลี่ถึงกับอึ้ง “แกไปตบอาเหมยทำไม!”
ทันทีที่โดนตบ ร่างของหลี่เหมยกระตุกวูบ ดวงตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง เธอกุมแก้มที่ร้อนผ่าว มองเสี่ยวลี่และหวังเชี่ยนด้วยความงุนงง “เมื่อกี้... ฉันเป็อะไรไป?
เสี่ยวลี่รีบส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไร
แต่เสียงเคาะประตูข้างนอกยังคงดังต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นะเืของหลิวเซียวที่ยังคงบาดหูอยู่ตลอดเวลา
หลี่เหมยมองหวังเชี่ยน “เชี่ยนเชี่ยน พวกเราจะทำยังไงดี? ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ไม่รอดแน่ เทพปากกาไม่ปล่อยเราไว้แน่ ๆ! กว่าจะเช้ายังเหลืออีกตั้งหลายชั่วโมง เราจะทนอยู่แบบนี้ไหวเหรอ? ต่อให้ทนคืนนี้ได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ มะรืนนี้ล่ะ?”
เสี่ยวลี่แม้จะกลัวจนสั่น แต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย “ฉันเห็นด้วยกับอาเหมยนะ”
หวังเชี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตกลง! ในเมื่อเป็แบบนี้... พวกเราลงไปข้างล่างพร้อมกัน!
พูดจบ ทั้งสามคนก็ก้าวลงจากเตียง
หวังเชี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “พวกเราจะเริ่มจากเจรจากันดี ๆ ก่อน แต่ถ้ามันยังคุยไม่รู้เื่... ก็อย่ามาหาว่าพวกเราใจร้ายแล้วกัน!”
เสี่ยวลี่และหลี่เหมยพยักหน้าพร้อมกัน
จากนั้น พวกเธอก็หยิบกระดาษเงินกระดาษทองและธูปเทียนที่ซื้อมา ใส่ลงในกะละมังที่เตรียมไว้ แล้วค่อย ๆ จุดไฟเผา กลิ่นธูปฉุนกะทัดรัดผสมกับกลิ่นไหม้ของกระดาษลอยคลุ้งไปทั่วห้อง เสี่ยวลี่ทยอยโยนกระดาษเงินลงในกองไฟแผ่นแล้วแผ่นเล่า
แต่ว่าเสียงเคาะประตูข้างนอกก็ยังไม่หยุดลง มิหนำซ้ำ มันยังดังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย... ประตูเหล็กเริ่มสั่นะเือย่างหนัก
โครม!
แผ่นประตูเหล็กตรงกลางถึงกับยุบตัวบุ๋มลงมาเป็รอย!
"กรี๊ดดดดด!!"
ทั้งสามคนแผดเสียงร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย
หลี่เหมยตัวสั่นงันงก จู่ ๆ ของเหลวบางอย่างก็ไหลซึมออกมาจากกางเกงยีนส์ของเธอ!
ภายใต้ความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของหลี่เหมยสูญเสียการควบคุมไปโดยสิ้นเชิงแต่ในตอนนั้น ไม่มีใครหัวเราะเยาะเธอสักคนเพราะทั้งหวังเชี่ยนและเสี่ยวลี่เอง ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก ใบหน้าของพวกเธอซีดเซียวราวกับคนตาย
สายตาทุกคู่จ้องเขม็งไปที่ประตูเหล็กที่จวนเจียนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ เหมือนกับว่าเทพปากกาข้างนอกนั่นกำลังจะพังประตูเข้ามา
ความสยองขวัญกัดกินไปทั่วร่างกาย
เสี่ยวลี่ถามเสียงสั่น “เชี่ยนเชี่ยน... มันไม่ได้ผลเลยอะ!”
เมื่อเห็นดังนั้น หวังเชี่ยนก็กัดฟันกรอด “ในเมื่อให้เกียรติแล้วไม่เอา... งั้นเราก็ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว! เอาเืหมาดำสาดใส่มันเลย!!”
เสี่ยวลี่ถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “นี่แก... จะเปิดประตูให้มันเข้ามาเหรอ?
หวังเชี่ยนพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ใช่!”
เสี่ยวลี่ถึงกับอึ้ง “มันเสี่ยงเกินไป!"
เปิดประตูรับเทพปากกาเข้ามาเองเนี่ยนะ?!
มันไม่ต่างจากการเดินไปหาความตายเลยไม่ใช่เหรอ?
เสี่ยวลี่พูดตะกุกตะกัก “เชี่ยนเชี่ยน... ไม่มี... ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอ?”
หวังเชี่ยนส่ายหน้า “นี่คือวิธีเดียวที่พอจะทำได้! เราต้องสู้ตายกับมัน ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเป็ฝ่ายตั้งรับไปตลอดกาล และไม่มีวันหลุดพ้นจากมันได้!”
ในที่สุด เสี่ยวลี่ก็จำต้องยอมตกลง
แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ปัญหาใหญ่ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าเดิม ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเธอ