ลิขิตฟ้าให้มารัก

    37. ลืมตาดูโลก

    37.....

            เวลาที่ทุกคนรอคอยการเกิดของลูกในท้องเจ้าดุ๊กดิ๊ก ก็ได้มาถึงในบ่ายวันอังคารภายในบริเวณที่ได้จัดเตรียมเอาไว้สำหรับการคลอดของเจ้าดุ๊กดิ๊ก คนที่มาคอยเฝ้าสังเกตเพื่อลุ้นดูลูกสุนัขคือ นัฏนรี สิปปกร และปัญจพล ทั้งสามคอยดูอยู่ห่าง ๆ  

            ความอึดอัดเกิดขึ้นภายในท้องของเจ้าดุ๊กดิ๊ก  แต่ความรู้สึกของชวินเหมือนถูกแรงดันให้ไหลพุ่งพรวดออกมาเป็นคนแรก  ทำให้ระยะเวลาที่ชวินได้อยู่ในความมืดมิดประหนึ่งติดอยู่ในถ้ำมืดนั้นได้สิ้นสุดลงด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ   เขาพยายามลืมตาอย่างยากลำบากเพื่อจะเปิดตามองสรรพสิ่งรอบกายทว่า..สิ่งที่เขาสัมผัสได้คืออะไรบางอย่างที่มันยั้วเยี้ยอยู่รอบข้าง

            “ตายโหง!..นี่มันลูกหมาทั้งนั้นเลยนี่”

            ชวิน ตกใจกับสิ่งที่อยู่รอบกาย  เขากำลังถูกบรรดาลูกสุนัขอีกสี่ตัวเบียดแย่งอะไรบางอย่างเช่นเดียวกับเขาที่ถูกสัญชาตญาณสั่งให้ต้องควานหาบางอย่างเข้ามาในปาก เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงในการพยุงตัวให้มีชีวิตอยู่รอด

            “อุ๊ย!.ดูสิคะ มันแย่งหานมแม่มันใหญ่เลยดูเจ้าตัวอ้วนกว่าเพื่อนนั่นสิได้กินนมแม่มัน ก่อนเพื่อนเลย”

            เสียงใครหว่า..ช่างคุ้นหูนักหนา..ชวินนึกในใจแต่ยังไม่สนใจที่จะค้นหาต้นตอของเสียงนั้นเพราะมีสิ่งที่เขาจะต้องรีบทำในตอนนี้ก็คือหาหัวนมของแม่ดุ๊กดิ๊กดูดเสียก่อน

            “ตกลงเจ้าดุ๊กดิ๊กคลอดลูกห้าตัวแล้วจะแบ่งครึ่งกันยังไงล่ะครับ”

            ปัญจพลหันมาพูดกับนัฏนรีกับสิปปกร

            “คุณพีเจ.อยากจะได้ตัวไหนก็เลือกไปเลยสามตัวค่ะ”

            นัฏนรีบอกอย่างใจดี เธอเห็นความรักความเอาใจใส่ที่ปัญจพลมีต่อสัตว์เลี้ยงแล้ว  จึงไว้วางใจที่จะให้ลูกของดุ๊กดิ๊กไปเลี้ยง  เพียงแต่นัฏนรีมีข้อตกลงกับปัญจพลไว้ว่าให้พาลูกๆ ของเจ้าดุ๊กดิ๊กมาหาแม่กับพวกพี่น้องมันบ้างในบางโอกาส  เพื่อความสบายใจของนัฏนรีที่จะได้รู้สึกว่าไม่ได้พรากแม่พรากลูกของสัตว์เลี้ยงไปเสียทีเดียว

            “จริงหรือครับ..ให้ผมสามตัวแน่นะครับ”

            ปัญจพลทำเสียงตื่นเต้น ชะเง้อพิจารณาลูกสุนัขที่กำลังแย่งกันดูดนมเจ้าดุ๊กดิ๊กอย่างใช้ความคิดเพื่อจะเลือกตัวที่ถูกใจ

            “เอ้อ..คุณพีเจ.คงจะไม่เอามันไปวันนี้หรอกนะครับ”

            สิปปกรรีบถามเอาไว้ก่อน เขาสู้รอคอยที่จะรอดูลูกของเจ้าดุ๊กดิ๊กก็เพื่อที่จะคัดเลือกตัวที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนรักของเขากลับชาติมาเกิดเขาจึงต้องหาทางขัดขวางปัญจพลเอาไว้ก่อน เขาไม่อยากให้ปัญจพลได้ลูกสุนัขตัวที่เขาคิดว่าเป็นชวินไปเด็ดขาดถึงเพื่อนรักจะเกิดมาเป็นสัตว์เลี้ยง ตามที่ยายกันยามาศบอก เขาก็ขอได้อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนจะไม่ยอมให้ไปอยู่กับคนอื่น

            “ผมแล้วแต่คุณดรีมจะกรุณาครับ”

            ปัญจพลหันไปยิ้มกับนัฏนรี

            “ดรีม..อย่าเพิ่งให้คุณพีเจ.เอาลูกๆ ของเจ้าดุ๊กดิ๊กไปวันนี้เลยนะ รอให้มันได้กินนมแม่มันสักพักหนึ่งก่อน”

            สิปปกรหันไปขอร้องนัฏนรี

            “ดรีมก็ว่าอย่างนั้นแหละ ให้ลูก ๆมันแข็งแรงก่อน”

            คำตอบของนัฏนรี ทำให้ สิปปกร ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ช่วงเวลานี้แหละที่เขาจะต้องคอยติดตามดูอย่างใกล้ชิดว่า ลูกสุนัขตัวไหนที่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นชวินมาเกิดความจริง สิปปกร ก็ขอร้องให้ยายกันยามาศบอก แต่ท่านก็ไม่ยอมบอกอะไรอีกเลยแถมยังแอบไปทัวร์ธรรมะที่อินเดียอีกร่วมเดือนโดยคุณยายบอกเขาหลังจากที่เดินทางไปถึงอินเดียแล้ว  เขาจึงต้องลงมือค้นหาด้วยตัวเองโดยที่ไม่กล้าบอกนัฏนรีแม้แต่น้อย

                                                

            สิปปกรรู้สึกแปลกใจเมื่อเข้ามาภายในห้องชุดแล้วพบว่ามารดานั่งดื่มน้ำผลไม้ และดูโทรทัศน์ไปด้วย โดยมีมันทอดพร้อมเม็ดมะม่วงหิมพานวางอยู่ตรงหน้า  หากเป็นทุกครั้งของกินเล่นพวกนี้มารดาจะกินคู่กับการจิบเบียร์หรือเหล้าไปด้วยแต่คุณประภาวรรณก็ยังไม่สามารถที่จะเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เต็มร้อยนักเพราะหากวันใดที่บิดาของสิปปกรแวะมาหามารดาก็ยังเห็นมารดานั่งชนแก้วดื่มเหล้ากับบิดาอยู่เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเขาก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของมารดาไปในทางที่ดีขึ้นเวลาอยู่คนเดียวไม่นั่งดื่มเหล้าเบียร์หรือสูบบุหรี่เหมือนทุกครั้ง

            “น้ำผลไม้รวมสักแก้วไหมปอนด์”

            มารดายกแก้วชูขึ้นเหมือนที่เคยชูแก้วเหล้าเชิญชวนให้ลูกชายร่วมดื่ม

            “เซอร์ไพรส์จัง..ที่เห็นแม่ชวนปอนด์ดื่มน้ำผลไม้”

            ลูกชายหัวเราะเบา ๆ พร้อมกับนั่งลงข้างกายมารดา

            “ก็คุณยายเราน่ะสิ  ไปถึงอินเดียแล้ว ก็ยังโทร.มาบอกให้แม่ทำตัวดีๆ เป็นตัวอย่างให้ปอนด์บ้าง คุณยายของปอนด์บอกว่าไงรู้ไหม.. บอกว่าให้แม่ดูปอนด์เป็นตัวอย่าง”

            “คุณยายคงกระเซ้าเล่นน่ะครับ”

            “ก็แบบหยิกแกมหยอกไง  ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่ก็คงจะโกรธคุณยาย  แต่ตอนนี้แม่กลับได้คิด ก็เลยอยากจะทำอะไรดี ๆให้คุณยายของปอนด์ได้ภูมิใจในตัวแม่บ้าง...ถ้ายายปอนด์รู้ว่าแม่หันมาดื่มน้ำผลไม้แทนเหล้าคงสบายใจขึ้น”

            มารดาบอกกับลูกชายด้วยใบหน้ามีความสุข

            “นอกจากทำให้คุณยายสบายใจแล้ว คุณแม่ก็จะสบายกายขึ้นด้วยเพราะสุขภาพจะดีขึ้นยังไงล่ะครับ”

            สิปปกรโอบไหล่มารดาเบา ๆ คล้ายจะให้กำลังใจ

            “เพราะคิดแบบนี้น่ะสิวันนี้แม่ก็เลยประเดิมซื้อเครื่องคั้นผลไม้พร้อมผลไม้มาเพียบเลย  แม่ทำเผื่อปอนด์ด้วย อยู่ในตู้เย็นแน่ะ..ไปเอามาสิ”

            “ขอบคุณครับแม่..แม่น่ารักจัง”

            สิปปกรยื่นหน้าไปหอมแก้มมารดาหนึ่งฟอดก่อนจะลุกไปที่ตู้เย็นที่อยู่ใกล้ ๆ

            “ขอบใจนะที่เป็นตัวอย่างดี ๆให้แม่”

            มารดาตบไหล่ลูกชายเบา ๆเป็นหยอกเย้าเมื่อเขาเดินถือเหยือกน้ำผลไม้มานั่งที่เดิม

            “โธ่..แม่  อย่าทำให้ปอนด์เขินสิครับ”

            เขายิ้มอาย ๆ ขณะที่รินน้ำผลไม้ใส่แก้ว

            “ก็มันเป็นความจริงไหมล่ะปอนด์เป็นผู้ชายแท้ ๆ แม่กลับไม่เคยเห็นเราทำตัวเกเรเหลวไหล  บุหรี่เหล้ายาก็ไม่แตะต้องแต่แม่กลับติดทั้งบุหรี่ทั้งดื่มเหล้าเมาหัวราน้ำให้ลูกเห็น

    บ่อยๆ”

            คุณประภาวรรณพูดอย่างเปิดใจยอมรับกับพฤติกรรมไม่ดีของตนเอง

            “เพราะแม่เครียดเรื่องงานนี่ครับ”

            เขาพูดปลอบใจมารดา

            “แต่มันไม่ใช่ทางออกของความเครียดมันเป็นความเคยชินที่คนเราตามใจตัวเองอย่างผิด ๆ ตอนนี้แม่ก็พยายามที่จะแก้นิสัยความเคยชินที่ผิดๆ นี้ให้ได้  ตอนนี้พอแม่ไม่ดื่มเหล้าก็ไม่อยากสูบบุหรี่ด้วย”

            “ปอนด์จะเป็นกำลังใจให้แม่นะครับ..แล้ววันนี้คุณพ่อไม่มาหรือครับ”

            เขาถามถึงบิดาเมื่อนึกได้ว่าวันนี้เป็นเย็นวันศุกร์ซึ่งเขามักจะเห็นบิดามานั่งร่วมดื่มกับมารดาในวันสุดสัปดาห์ ถ้าทั้งคู่ไม่นั่งดื่มที่นี่ก็จะไปกับกลุ่มเพื่อนข้างนอกเสมอ

            “แม่ไล่พ่อเขาไปเองแหละ..”

            “อ้าว..ทำไมล่ะครับ”

            “แม่ไม่ไว้ใจตัวเอง ปอนด์ก็คงเห็นแล้วเวลาที่พ่อกับแม่อยู่ด้วยกันขาดเหล้าขาดบุหรี่ได้ที่ไหนล่ะ”

            “ให้คุณพ่อดื่มคนเดียวก็ได้นี่ครับแม่ก็ดื่มน้ำผลไม้เป็นเพื่อนได้”

            “ทำได้ก็ดีสิ..มีคนนั่งดื่มเหล้ายั่วน้ำลายใครจะทนได้แม่ยังไม่เก่งขนาดนั้นหรอก” มารดาหัวเราะร่วน

            “คุณพ่อไม่แปลกใจเหรอครับ”

            “หาว่าแม่ บ้าเลยล่ะ...”

            คุณประภาวรรณหัวเราะตบท้าย พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวให้ลูกชายรับรู้ว่าเธอได้บอกเรื่องความมหัศจรรย์ของยายกันยามาศให้คุณกฤษณะรับรู้แล้วรวมทั้งถ่ายทอดเรื่องราวโทษภัย ของการผิดศีลข้อห้าตามที่ยายกันยามาศบอกให้กับคุณกฤษณะได้นึกหวาดกลัวด้วยแต่คุณกฤษณะกลับไม่เชื่อเลย  เขายังยืนยันที่จะดื่มเหล้าต่อไป

            “แล้ววันนี้หายไปไหนทั้งวันล่ะ..”

            มารดาเริ่มชวนพูดคุยในเรื่องอื่นบ้าง

            “อยู่บ้านดรีมครับ”

            “แม่ไม่น่าถามเลยนะ..เพราะนับตั้งแต่หนูดรีมเกิดอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาลจนมาพักฟื้นที่บ้านอาการดีขึ้นแล้ว  แม่ก็ยังเห็นปอนด์ไปดูแลหนูดรีมตลอด แล้วเมื่อไหร่ปอนด์จะไปเรียนต่อเสียทีล่ะ”

            “คงจะเลื่อนไปก่อน  พอดีปอนด์เปลี่ยนใจจะย้ายไปเรียนที่เดียวกับดรีมครับ  ต้องรอการตอบรับจากมหาวิทยาลัยก่อนไม่รู้ว่าจะต้องเป็นปีหน้าเลยหรือเปล่า”

            “ตกลงหนูดรีมจะไปเรียนต่อที่อเมริกาด้วยเหรอ”

            “ครับ..พ่อกับแม่ของดรีมฝากให้ปอนด์ดูแลดรีมด้วย”

            “แม่ว่า..ปอนด์เทคแคร์หนูดรีมเกินเพื่อนหรือเปล่าจ๊ะ”

            มารดาถามพร้อมกับหันมาสบตาลูกชายแววตาล้อเลียน

            “แม่คงไม่ว่าใช่ไหมครับ ถ้าปอนด์จะคบกับดรีมเกินกว่าเพื่อน”

            เขาถือโอกาสถามความเห็นมารดาเสียเลย

            “จะว่าอะไรได้ล่ะจ๊ะ..แม่เลี้ยงปอนด์ได้แต่ตัวเท่านั้นส่วนหัวใจแม่ให้ปอนด์มีอิสระเต็มที่จ๊ะลูกรัก..ที่ถามแบบนี้แสดงว่าปอนด์กับดรีมตกลงเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหมเนี่ย”

            “ไม่เชิงครับแม่...คือดรีมเธอยัง..”

            “แม่เข้าใจ..หนูดรีมเพิ่งจะเสียชวินไปไม่นานแต่สักวันหนูดรีมก็ต้องเห็นความดีที่ลูกทำเพื่อเขา  เหมือนกับน้ำไงหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนได้เลยแล้วหัวใจของหนูดรีมจะไม่อ่อนไหวไปกับสิ่งที่ลูกทำได้ไงล่ะ”  

            “คุณแม่คิดว่าอย่างนั้นหรือครับ”

            เขาถามด้วยแววตามีความหวัง

            “จ๊ะ..แม่เอาใจช่วยนะ   แล้วเรื่องลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กที่คลอดนั่นล่ะเป็นไงบ้าง”

            มารดาเปลี่ยนมาถามถึงเรื่องนี้ด้วยความสนใจเนื่องจากประภาวรรณก็เฝ้ารอที่จะดูการมาเกิดของชวินตามที่ยายกันยามาศเคยบอกไว้

            “คลอดได้หลายวันแล้วครับ มีทั้งหมดห้าตัวแต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวไหนจะเป็นชวินมาเกิดอย่างที่คุณยายเคยบอก”

            “ทำไมไม่ถามคุณยายล่ะ”

            “แม่ก็รู้นี่ครับว่าคุณยายไม่ยอมบอกอะไรอีกแล้วที่ท่านไปอินเดียเป็นเดือนปอนด์ก็ยังอดคิดไม่ได้เลยนะครับว่าคุณยายหนีปอนด์ ท่านกลัวว่าปอนด์จะซักเรื่องนี้”

            เขาบอกความสงสัยที่มีมาหลายวันให้มารดารับรู้ด้วย

            “คงไม่ใช่หรอก..แม่เคยได้ยินคุณยายคิดจะไปอินเดียตั้งนานแล้วพอเพื่อน ๆ เขาไปกันก็เลยรีบไปตอนนี้พอดี”

            “คุณแม่ไปช่วยผมดูลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กไหมครับ”

            “อุ๊ย!..แม่จะไปรู้ได้ไงล่ะว่าตัวไหนจะเป็นชวินมาเกิด”

            “ช่วยกันดูสองคน ดีกว่าดูคนเดียวนะครับปอนด์ว่ามันจะต้องมีอะไรที่บ่งบอกสักอย่าง”

            “ให้หนูดรีมช่วยดูสิลูก..บอกเรื่องที่คุณยายเล่าให้ดรีมฟังหรือยัง”

            “โอ้ย..ไม่ได้หรอกครับผมอุตส่าห์ปิดเรื่องที่คุณยายบอกเอาไว้ตั้งนาน ผมไม่อยากให้ดรีมไม่สบายใจน่ะครับ..แม่ลองคิดดูสิครับ ใครจะมีความสุขที่ได้รับรู้ว่าแฟนที่เรารักเกิดมาเป็นสัตว์ไม่ได้เกิดมาเป็นคน”

            “ก็จริงนะ..ถ้าอย่างนั้นก็รอให้ลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กมีพัฒนาการสักหน่อยก็แล้วกันแม่จะขอไปดูด้วย”

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าให้มารัก ที่คุณอ่าน