เหลียนฮวาพามู่ม่านฮวาไปเข้าพักที่เรือนนอนตะวันตกของนางสักครู่ก็เดินกลับมายังเรือนนอนของตนเอง ซู่เย่และซู่หนิงเข้ามาจะรับใช้นางแต่นางคร้านยิ่งนัก อากาศหนาวเย็นเพียงนี้ไม่ต้องทำอันใดมากแล้ว รู้สึกอยากพักให้ไวยิ่งนัก จึงให้พวกนางไปพักผ่อนเสีย
เหลียนฮวานั่งอยู่บนเตียงนอนตนเองไม่นานก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา ในห้องนางมีตะเกียงไฟตั้งอยู่บนโต๊ะจึงทำให้สามารถมองเห็นคนที่เดินเข้ามาในห้องนางยามนี้ได้ชัดถนัดตา
เหลียนฮวาเบิกตากลมโตของตนขึ้นแล้วหลุดเสียงเรียกเขาดังขึ้นมาก่อนจะเอามือตัวเองอุดปากตนไว้
“พี่สี่!”
“ใหรือ”
“ท่านเข้ามาได้อย่างไร ไยไม่ให้สาวใช้เข้ามาบอกข้าก่อนเ้าคะ”
“ข้าจะมาทำตามสิ่งที่เคยพูดกับเ้าไว้”
“แล้วท่านไม่กลัวฮูหยินผู้เฒ่ามาพบเข้าหรือเ้าคะ”
“นางจับไม่ได้หรอก”
เซียวซีเหยียนกล่าวถึงฮูหยินผู้เฒ่าเซียวก็ทำสีหน้าเย้ยหยันปนเ็าออกมาเล็กน้อยแต่คนที่ได้มองเห็นแล้วรู้สึกใจไม่ดีเลยจริงเชียว
“เกิดอันใดขึ้นที่เรือนใสสงบเ้าคะ”
“ไม่มีอันใด แค่ถูกจับตาดูมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น”
“แล้วท่านป้าหญิงเป็เช่นใดบ้าง”
“ท่านแม่อาการยังทรงตัว ข้าก็เพียงแอบเอายามาให้นางเสมอ”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง แล้วฮูหยินผู้เฒ่ารู้หรือไม่ว่าท่านไม่อยู่ในเรือนใสสงบ”
“นางรู้แล้วอย่างไร ดีใจเสียอีกที่ข้าออกไปทำตัวเถลไถลข้างนอก ฮึ”
เซียวซีเหยียนกล่าวออกมาคล้ายดูถูกความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าเซียวที่ยังคิดเขาเป็อย่างที่นางคิดสักวันเขาจะกลับมาเอาคืนนางให้จงได้
“หมายความว่าฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่าท่านไม่กลับจวนเช่นนั้นหรือเ้าค่ะ”
“ใช่”
“อ้อ แล้วท่านจะมาทำตามคำพูดอันใดยามนี้กัน ยามนี้เป็เวลานอนแล้วนะเ้าคะ”
“ข้าจำได้ว่าเ้าเคยบอกข้าว่าอยากไปเทศกาลโคมไฟมากแล้วข้าก็อยากไปกับเ้าเท่านั้น”
“อย่างงั้นหรือ แต่ข้าไปมาแล้ว ข้าว่าปีหน้าก็ได้กระมัง”
“ปีนี้ ไปกันเถอะ”
เหลียนฮวาถูกเขาจูงมือได้เพียงครู่เขาก็โอบนางไว้แล้วพาะโขึ้นโต้ลมสามารถพานางข้ามกำแพงได้ด้วย วิชาตัวเบาหรือเนี่ย เมื่อพ้นมาถึงข้างนอกจวนก็มีม้าใหญ่ตัวหนึ่งรอเขาอยู่ นั้นก็คือม้าของเซียวซีเหยียนนั้นเอง
“พี่สี่ ไยท่านมีวิชาเช่นนี้ได้ ท่านฝึกฝนได้รวดเร็วปานนี้เชียวหรือ”
“ร่างกายข้าเหมาะแก่การเป็ผู้ฝึกยุทธทุกสิ่งอย่างก้าวหน้ามากและข้ามีความมุ่งมั่นในจิตใจที่จะต้องทำให้สำเร็จ “
เซียวซีเหยียนกล่าวเช่นนี้ก็มองเข้าไปในดวงตาของเหลียนฮวาเพียงยืนยันว่าสิ่งที่เขาจะทำให้สำเร็จนั้นก็เพื่อนาง
เหลียนฮวาไหนเลยจะเข้าใจมองตอบเขาก็พลันคิดในหัวว่า นี่สินะระดับพระรองมันต้องเก่งกาจเหนือผู้ใดทั้งหมด ยกเว้นพระเอกงี้หรอ โอ้ว ดีเหมือนกันนักเขียนไม่ต้องไปเขียนตอนฝึกวิชามากมายบางเื่ฝึกเป็สิบปี เื่นี้ฝึกไม่เท่าไหร่ก็เก่งระดับนี้แล้ว ยอดเยี่ยมจริงๆ
เซียวซีเหยียนอุ้มเหลียวฮวาขึ้นม้าแล้วตนเองก็ขึ้นไปนั่งประกบอยู่ด้านหลัง ยามนี้หัวใจของเขาเต้นเป็จังหวะหนักแน่นมั่นคงยิ่ง เขาพยายามเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างให้ได้มากมายเช่นนี้ก็เพียงเพราะนางเป็แรงกระตุ้นตัวเขา เขาฝึกขี่ม้าก็เพื่อพานางมาร่วมขี่ไปพร้อมกับเขา เขาจำคำพูดนางได้ทุกคำที่นางกล่าวว่าชอบขี่ม้าเป็ที่สุด ยามนี้เขาทำได้แล้ว
เซียวซีเหยียนเอื้อมมือมาจับเชือกเพื่อบังคับม้าให้เดินไปข้างหน้าไม่พ้นที่ท่าทางคล้ายโอบกอดนางอย่างนั้น ลมหนาวไม่อาจเข้ามาทำอันใดเหลียนฮวาได้ด้วยเสื้อคลุมใหญ่ของเขาปกปิดกำบังนางจนมิด
“พี่สี่ วันนี้ข้าไปดูโคมไฟลอยน้ำด้วยเ้าค่ะที่นั้นสวยมากจนข้าประทับใจสุดๆ เราไปดูที่นั้นกันก็ได้นะเ้าคะ”
“เ้าดูแล้วยังจะไปดูอีกทำไมกัน เหมือนว่าเ้าจะไปกับบุรุษผู้นั้นเสียด้วยสิ”
“บุรุษผู้นั้นท่านหมายถึงเว่ยอวิ๋นข่ายหรือเ้าค่ะ พวกข้าเที่ยวกันเป็กลุ่มเ้าค่ะ มิได้ไปกันเพียงสองคน เอ๊ะ ท่านรู้ได้อย่างไรกันเ้าคะ”
เซียวซีเหยียนมิกล่าวตอบอันใดนางทั้งยังใช้สีหน้านิ่งมองตรงไปข้างหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนาง เหลียนฮวาเห็นเขาไม่ตอบเช่นนี้ก็คร้านจะเค้นเอาคำตอบจากเขา เก่งแต่เงียบ เดี๋ยวแม่จะเขกมะเหงกเข้าให้สักที นางมองตรงไปข้างหน้าเช่นเดียวกับเขา แล้วเอ่ยถามต่อไป
“แล้วท่านจะพาข้าไปที่ใดกัน”
“เทศกาลโคมไฟอย่างไร”
“อ้อ งั้นก็รีบเถอะเ้าค่ะ ท่านยังต้องไปฝึกฝนตนเองอยู่นะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไร กว่าจะเจอเ้าได้สักครั้งข้าอยากอยู่นานกว่านี้”
เหลียนฮวามิตอบคำใดอีกกลัวจะพูดไปแล้วจะยิ่งช้ากว่าเดิม นี่ก็ดึกมากแล้วเทศกาลโคมไฟจะครึกคักดังเดิมหรือไม่
เซียวซีเหยียนพาเหลียนฮวามายังวัดสูงแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ ในวัดมีผู้คนถึงไม่มากเท่าที่ตลาดแต่ก็มากกว่ายามปกติ มีผู้คนเอาโคมไฟมาแขวนไว้รอบๆวัดแห่งนี้ ความสวยงามแบบหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตาของเหลียนฮวา ทั้งสงบและมีชีวิตชีวายิ่ง ที่แห่งนี้ไยถึงสวยงามเช่นนี้ความรู้สึกประทับใจบังเกิดขึ้นในหัวใจของนาง เหลียนฮวารีบเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเซียวซีเหยียนเพื่อเป็การขอบคุณที่พานางมาที่นี่ แต่นั้นเป็สิ่งที่เซียวซีเหยียนรออยู่ก่อนแล้ว เขาจ้องมองนางมาตลอด ยามนางเงยหน้าก็สบตาเข้ากับเขาทันที
“พี่สี่ เราไปแขวนโคมไฟด้วยกันดีหรือไม่เ้าคะ“
“ดีสิ”
เซียวซีเหยียนอุ้มเหลียนฮวาลงจากม้า ทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในวัดแห่งนั้นแล้วก็ไปซื้อโคมไฟสีแดงมาเพียงหนึ่งโคมเนื่องจากเซียวซีเหยียนยืนยันว่าอยากแขวนโคมไฟกับนางเท่านั้น นางก็มิได้ขัดอันใดนึกเพียงว่าเขาอาจจะไม่มีเงินพอจะซื้อโคมและคงไม่อยากขอเงินนางซื้อกระมัง คิดง่ายๆเื่ก็จบไปเื่หนึ่ง
แต่ด้านเซียวซีเหยียนนั้นความจริงแล้วเขามิ้าให้โคมไฟของเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นเขาเมื่อก่อน จึงอยากร่วมแขวนโคมไฟกับนางเท่านั้นโคมไฟของเขากับนางจะได้ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะโคมไฟนี้เป็ของเขาและนางอย่างไรเล่า
เหลียวฮวากับเซียวซีเหยียนร่วมมือกันแขวนโคมไฟสีแดงได้สำเร็จ เขาก็จูงมือนางเดินไปยังริมผาข้างบริเวณวัดแห่งนี้ มองจากมุมนี้สามารถมองเห็นเมืองหลวงได้ชัดถนัดตา แสงสีจากงานเทศกาลทำให้ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก ดวงตาของเหลียนฮวาเผยความประทับใจขึ้นมาอีกครา เซียวซีเหยียนได้แต่ยิ้มบางๆให้กับนางรู้สึกยินดีมากที่นางชื่นชอบสถานที่แห่งนี้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นปิ่นปักผมบนศีรษะของนางเข้า
“เหลียนฮวา เ้าสวมจี้หงส์ที่พี่ให้อยู่หรือไม่”
“เอ่อ…ข้ากลัวว่าจะหายเ้าค่ะเลยเก็บเข้ากล่องสมบัติล้ำค่าของข้าไปแล้วเ้าค่ะ”
เหลียนฮวากล่าวไปก็มองตาเขาปริบๆกลัวเหลือเกินว่าเขาจะคาดโทษนางที่ไม่ยอมใส่ไว้ตลอดเวลา ก็นางกลัวของสำคัญชิ้นนั้นหายไปอย่างกับอะไรดีจะให้เอาออกมาใส่ตลอดได้อย่างไร
“เช่นนั้นหรือ “
แม้เซียวซีเหยียนจะเอ่ยตอบรับนางแต่ในใจคล้ายเกิดความเสียใจสายหนึ่งพาดผ่านไป เขาคงยังสำคัญกับนางไม่เทียบเท่ากับบุรุษผู้นั้นกระมัง นางถึงใช้ปิ่นปักผมของผู้อื่นเช่นนี้แต่แล้วอย่างไรเล่า นางสำคัญกับตัวข้าก็พอแล้ว เขามิสนใจปิ่นปักผมบนศีรษะนาง เพียงแต่ใช้มือดึงปิ่นนั้นออกจากผมนางทันที
“พี่สี่ท่านทำอันใดกัน!”
เหลียนฮวากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใยิ่งแล้ว
“ข้ารู้สึกปิ่นเล่มนี้ไม่ค่อยงามเท่าใดนัก เมื่อไม่มีปิ่นนี่เ้างามกว่าเดิมมาก”
กล่าวจบเขาก็ยื่นปิ่นนั้นคืนนางให้นางเก็บไปจะได้ไม่ทำเสียบรรยากาศ ยามนี้ผมเหลียนฮวายาวตกลงมาสยายทั่วแผ่นหลังชวนให้คนพบเห็นเป็ต้องมองดวงหน้าของนางอย่างมิอาจละสายตาไปที่ใดได้อีก
“พี่สี่ท่านอย่าทำเช่นนี้สิเ้าคะ ไม่มีเหตุผลเลย”
“ข้าขอโทษ ต่อไปจะบอกเ้าก่อนดึงออกดีหรือไม่”
คำกล่าวเช่นนี้คืออันใดกันไยไม่มีความสำนึกผิดใดๆออกมาอย่างแท้จริงเลย เหมือนว่าจะต้องทำเช่นนี้อีกถ้าเขาไม่ชอบปิ่นปักผมของนางอย่างไงอย่างงั้น
ทันใดนั้นเสียงพลุก็ดังขึ้นดึงความสนใจของคนทั้งสองไปมองภาพตรงหน้าทันที
“งดงามยิ่งนัก”
เหลียนฮวากล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัว ยามนี้สายตางามของนางจ้องมองไปยังพลุที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าสร้างแสดงสว่างไปทั่วนภา เซียวซีเหยียนเห็นนางเป็เช่นนี้จิตใจเขาก็อบอุ่นขึ้นมาทันทีทันใดคล้ายได้เอาใจนางสำเร็จ สายตาเขาจ้องมองพลุเพียงครู่ก็หันกลับมาจ้องเหลียนฮวาอย่างมิอาจละไปที่ใดได้อีก เห็นพลุในดวงตานางเช่นนี้งดงามกว่าพลุตรงหน้าเสียอีก ไม่รู้เมื่อใดกันเซียวซีเหยียนใช้เสื้อคลุมที่สวมอยู่ของตนมาโอบนางไว้ข้างกาย สร้างความอบอุ่นทางกายให้นางเป็อย่างมาก ทั้งยังสร้างความอบอุ่นทางใจให้กับเซียวซีเหยียนด้วยเช่นกัน
“เ้าชอบหรือไม่”
“ข้าชอบยิ่ง พี่สี่ “
เซียวซีเหยียนมองหน้านางด้วยสีหน้าอ่อนโยนคราแล้วคราเล่า ยามนี้ในสายตาเขาทุกอย่างสวยงามยิ่งนักั้แ่ปิ่นเล่มนั้นหายไปก็ไม่มีที่ใดให้เขาติได้อีกเลย
“ขอบคุณท่านมากที่พาข้ามาที่แห่งนี้ คืนนี้คงทำให้ข้าจดจำไปชั่วชีวิตทีเดียวเชียว”
“จดจำข้าด้วยหรือ”
“เป็เช่นนั้น”
“ข้าก็จะจดจำเ้าไปชั่วชีวิตเช่นกัน”
“ใช่ไหมเ้าคะ คืนนี้ช่างงดงามยิ่ง ข้าประทับใจมาก ไม่เคยดูพลุใกล้ๆแล้วยังสวยงามถึงเพียงนี้เลยเ้าค่ะ “
เหลียนฮวาไม่ทันได้ทำความเข้าใจคำพูดของเซียวซีเหยียนนางก็ตอบรับทุกคำของเขา ในหัวของนางตอนนี้มีแต่ความสวยงามตรงหน้า
“นับแต่ปีนี้ข้าจะอยู่กับเ้าในเทศกาลโคมไฟดีหรือไม่”
“ถ้าท่านทำได้ก็ทำเถอะเ้าค่ะ คืนนี้ท่านก็ทำมาแล้วนี่เ้าคะ”
เหลียนฮวากล่าวกับเขาทั้งยังมองดูพลุที่ยังจุดต่อไปเรื่อยๆ ด้วยเสียงพลุที่ดังมากขนาดนี้ไม่รู้ตอนไหนเซียวซีเหยียนถึงก้มลงมากระซิบข้างหูนางใกล้ถึงเพียงนี้ มีเพียงนางยืนะโแหกปากตอบเขาไม่หยุดหย่อนแข่งกับเสียงพลุ ไยสภาพต่างกันเหลือเกิน
“เช่นนี้รอข้าทุกปี”
เหลียนฮวายามนี้ไม่ได้ฟังเขาอีกแล้ว คอแห้งเป็อย่างมากหลังจากแหกปากคุยกับเซียวซีเหยียนมาสักพักแล้ว
“พี่สี่ข้าเหนื่อยเ้าค่ะ อยากทานน้ำ”
“เช่นนั้นเราไปหาน้ำทานกันเถอะ”
“ดียิ่งเ้าค่ะ”
เซียวซีเหยียนจูงมือนางเพื่อพาไปหาน้ำทาน ทั้งสองเดินไปขอน้ำดื่มจากทางวัด เหลียนฮวารีบรับน้ำจากนักบวชในวัดทันที คอที่แห้งจากการแหกปากะโแข่งกับพลุชุ่มชื้นขึ้นทันใด
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านนักบวช”
นักบวชที่ให้น้ำนางดื่ม เพียงส่งยิ้มให้นางเป็การรับคำ เหลียนฮวากับเซียวซีเหยียนจึงเดินไปดูบรรยากาศบริเวณรอบๆวัด
“พี่สี่ ที่นี่เหมาะแก่การมาเที่ยวชมยิ่ง ข้าอยากชวนคนในจวนมาที่นี่บ้างเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นปีนี้คงไม่ทันแล้ว”
“ก็จริงของท่าน วันนี้ข้าเดินชมงามเทศกาลโคมไฟถึงสองที่เชียว มีความสุขมาก”
“เ้าชอบที่ใดที่สุด”
“ข้าชอบทั้งสองที่เลยเ้าค่ะ งดงามคนละแบบ”
“แต่สำหรับข้างดงามทุกที่ที่มีเ้า”
“เช่นนั้นหรือ ท่านกำลังชมว่าข้างดงามสินะเ้าคะ ฮิฮิ”
“ใช่ เ้างดงามที่สุด”
“พี่สี่ ท่านชมข้าแบบนี้ระวังสาวงามมากมายทั่วแคว้นจะอิจฉาข้านะเ้าคะ ข้าไม่งามขนาดนั้นตัวเล็กถึงเพียงนี้ มีเพียงความน่ารักเท่านั่นกระมัง ฮาฮ่าฮ่า “
“งามสำหรับข้าก็พอแล้ว”
“ท่านก็งดงามที่สุดสำหรับข้าเช่นกันเ้าค่ะ”
“งดงาม?”
“ท่านยิ้มบ่อยๆสิเ้าคะ หน้าท่านงามกว่าข้าเสียอีก ติดที่ท่านชอบทำหน้านิ่ง คนอื่นจึงไม่เห็นความงามบนใบหน้าท่านอย่างไร โชคดีที่ท่านยิ้มยามอยู่กับข้า ข้าจึงค้นพบความงามนี้ ”
“ยิ้มของข้าเป็ของเ้าผู้เดียว ข้าไม่สนใจผู้ใด”
“แต่ข้าอยากให้คนอื่นได้ััความงดงามจากรอยยิ้มของท่านบ้างเ้าค่ะ
เซียวซีเหยียนอดส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นางอีกคราไม่ได้ นางถึงกับชมว่ารอยยิ้มนี้ของเขานั้นงดงาม ยังมิเคยมีผู้ใดกล่าวกับเขาเช่นนี้ ทั้งยังยืนยันหนักแน่นถึงเพียงนั้น เขามีหรือจะทนไหว รีบย่อตัวดึงมือนางมาััที่ใบหน้าของเขาทันที
“ชอบรอยยิ้มข้าก็ััเสีย”
เหลียนฮวาคิดจะดึงมือกลับแต่ไม่สามารถดึงกลับมาได้เขาจับมือนางเสียแน่น การกระทำเช่นนี้มันคืออันใดกัน
“พี่สี่ ข้าไม่ได้อยากััแบบนี้เ้าค่ะ แค่มองท่านยิ้มก็พอแล้ว “
เหลียนฮวากล่าวพลางส่งยิ้มให้เขาอย่างเป็ธรรมชาติยิ่งนัก เซียวซีเหยียนถือได้ว่าเป็คนที่อ่อนโยนคนหนึ่งเลยทีเดียวเชียว นึกภาพยามเป็แม่ทัพผู้โเี้มิออกเสียแล้ว
“พี่สี่ ข้าว่ายามนี้ดึกมากแล้ว พวกเรากลับกันเลยดีหรือไม่เ้าคะ “
“ถ้าเ้า้า กลับกันเลยก็ได้”
“พี่สี่พูดง่ายจริงวันนี้”
“อย่างไรหรือ”
“ปกติท่านต้องกล่าวว่า อยากอยู่ต่อประมาณนั้นแล้ว”
“ความจริงใจข้าก็อยากกล่าวเช่นนั้น แต่วันนี้เ้าคงเหนื่อยมากพอแล้ว”
“พี่สี่ท่านน่ารักมากจริงเสียด้วยสิ”
“เช่นนั้นหรือ งั้นจงรักข้าให้มาก”
“เ้าค่ะ พี่สี่”
เซียวซีเหยียนกล่าวออกไปพร้อมทั้งรอยยิ้มบนใบหน้าที่ไม่เคยจางหายไปแม้เพียงนิดเดียว นับั้แ่มีนางเข้ามาใกล้ชิดเขา เขาเรียนรู้การยิ้มแย้มได้อย่างธรรมชาติจากนาง แต่รอยยิ้มนี้มีเพียงนางเท่านั้นที่เขาสามารถยิ้มให้อย่างไม่รู้สึกฝืนทน
เซียวซีเหลียนพาเหลียนฮวาขึ้นม้าแล้วจึงขี่กลับจวนด้วยความรวดเร็วยิ่ง เพราะเขากลัวว่านางจะเหนื่อยจนเกินไป ยามนี้เขาพานางมาส่งยังจวนตระกูลเซียวและพามายังห้องของนางดังเดิม
“พี่สี่วันนี้ขอบคุณท่านมากเลยนะเ้าคะ”
จู่จู่ เซียวซีเหยียนนึงสายคล้องคอเส้นหนึ่งออกมายื่นให้นาง คล้ายว่าเตรียมไว้นานแล้ว รอจังหวะจะให้นาง
“สายคล้องคอนี้แข็งแรงทนทานมาก ไม่สามารถขาดหรือหลุดออกได้ง่ายๆ เ้าจงมั่นใจเถอะ”
เหลียนฮวารับสายคล้องคอในมือเขามา คล้ายว่าเข้าใจสิ่งที่เขา้าจะสื่อ นั่นคือ้าให้นางใส่มันตลอดเวลา
“เช่นนั้นท่านก็กลับได้แล้วเ้าค่ะ”
เซียวซีเหยียนยืนนิ่งไม่ขยับกายไปที่ใดเหมือนคล้ายรอให้นางไปนำจี้หงส์ที่เก็บไว้ออกมาเปลี่ยนสายคล้องใหม่ให้เขาเห็นเดี๋ยวนี้
เหลียนฮวาชักสงสัยในความสามารถในการอ่านความคิดของเซียวซีเหยียนของนางยามนี้แล้ว นางเดินไปนำจี้หงส์ออกมาจากกล่องสมบัตินาง แล้วนำมาเปลี่ยนสายคล้องใหม่ให้เขาเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งและสวมใส่มันต่อหน้าเขาทันที
เหลียนฮวาเงยหน้ามองหน้าเซียวซีเหยียนก็เห็นเขาปรากฏรอยยิ้มบนมุมปากที่ดูดีใจมากเหมือนพึงพอใจยิ่งที่นางทำเช่นนี้
“ใส่มันไว้เช่นนี้ตลอดเวลาเถอะนะ”
เหตุใดน้ำเสียงของเขาคล้ายขอร้องนางอย่างไงอย่างงั้นเล่า ฟังแล้วรู้สึกน่าเห็นใจอะไรเช่นนี้
“ก็ได้เ้าค่ะ พี่สี่ ข้าจะใส่ไม่ถอดเลยดีหรือไม่”
“ดียิ่งนัก “
“พี่สี่กลับไปพักผ่อนได้แล้วเ้าค่ะ ดึกมากแล้ว”
“ได้ เ้าก็พักผ่อนเสีย”
เซียวซีเหยียนหันกายเดินออกจากห้องของนางอย่างสงบและมีความสุขใจยิ่ง วันนี้เป็วันหนึ่งที่เขารู้สึกมีความสุขมากมายเหลือเกินเพราะนางคือสิ่งสร้างความสุขในชีวิตของเขาั้แ่นางปรากฏตัวขึ้นในหัวใจที่ดำมืดของเขาแล้ว
เหลียนฮวามองดูเขาเดินจากไปรวดเร็วยิ่งกว่าตอนมาส่งนางเสียอีก นี่ถ้าใช้ความสามารถนี้แอบเข้าห้องไหนก็ได้แล้วกระมัง ไม่มีใครจับได้สักคนเดียว สักพักนางก็ก้มลงมองดูจี้หงส์ที่คล้องอยู่อยากจะถอดออกมาดูเสียหน่อย แต่จนแล้วจนลอด ไยถึงรู้สึกว่าสายคล้องของนางเส้นนี่ถอดไม่ออก คล้ายว่าแน่นเสียจนไม่มีทางถอดออกมาได้ ไยเป็เช่นนี้ไปได้ เซียวซีเหยียนไปหาสายคล้องเส้นนี้มาได้ดีเสียเหลือเกิน เกินไปแล้ว
เหลียนฮวาเลิกล้มความพยายามในการถอดสายคล้องแล้วล้มตัวลงนอนไปทั้งอย่างงั้น เนื่องจากวันนี้นางเหนื่อยเสียเหลือเกิน ทุกอย่างพลันมืดลงพร้อมทั้งสติของนางก็เช่นกัน
—————————————————
ตอนนี้อีบุ๊คเื่ย้ำรัก กาลนี้เ้าเป็ของข้าผู้เดียวเล่ม1 ออกแล้วนะคะ สนับสนุนกันผ่านทางลิ้งค์ด้านล่างนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ
https://www.mebmarket.com//index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNjU5MTk5MSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjE3OTUxNCI7fQ&page_no=1