หยวนจิ่วและโม่อวี้เฉินต่างหันไปมองกู้จิ่งเซวียนด้วยความจนใจเด็กผู้นี้ช่างแก่เกินวัย ตัวเล็กเท่านี้ แต่ในสมองกลับคิดเื่ใดกันแน่
กู้ชิงเฉิงยกมือขึ้นเคาะศีรษะเล็กๆของกู้จิ่งเซวียนเบาๆ “ดูท่าเ้าคงจะอยู่ในสวนหรูอี้นานเกินไปแล้วถึงเวลาที่ต้องกลับไปสงบสติอารมณ์เสียบ้าง”
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว!” กู้จิ่งเซวียนรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นยอมแพ้
เขาเพียงคิดว่าโม่อวี้เฉินเป็บุรุษที่ยอดเยี่ยมสมคู่ควรกับกู้ชิงเฉิงจึงได้เอ่ยถึงเื่นี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าหากทำให้ท่านแม่โกรธชีวิตของเขาคงไม่ราบรื่นนัก
ที่สวนหรูอี้นี้เขาจะไม่มีวันเบื่อหน่ายเลยทีเดียว เพราะที่นี่มีของที่เขาสนใจมากมายนัก
ท่าทางของกู้จิ่งเซวียนทำให้โม่อวี้เฉินต้องใจนตาเบิกโพลงอีกครั้งเขาไม่สามารถมองตรงๆ ได้เลย นี่คือบุตรของเขาจริงหรือ ช่างไร้ซึ่งหลักการใดๆ
แต่ในใจเขากลับเปี่ยมด้วยความยินดีเด็กน้อยผู้นี้เขาชื่นชอบยิ่งนัก
“องค์รัชทายาท หากพระองค์ไม่้าเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในยุทธภพขอเชิญเสด็จกลับเถิดเพคะ” กู้ชิงเฉิงปรับสีหน้าให้จริงจังก่อนจะอุ้มกู้จิ่งเซวียนขึ้นมาและหยิบขนมกล่องหนึ่งยื่นให้เขาเพื่อปิดปากเ้าตัวน้อยผู้นี้ไว้ก่อน
ไม่เช่นนั้นคงจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนอาเจียนเป็เืออกมาอย่างแน่นอนกระทั่งนางเองก็อาจจะรับมือไม่ไหว
“ข้าไม่ได้หวาดกลัวความขัดแย้งในยุทธภพใดๆ” โม่อวี้เฉินเก็บกระบี่ลงแล้วเขาไม่ได้หันกลับไปมองหยวนจิ่ว หากแต่หันไปมองกู้ชิงเฉิง “กลับไปกับข้าเถิดไม่ว่าจะเป็ความขัดแย้งใด ข้าจะเป็ผู้รับไว้เอง”
องค์รัชทายาทแห่งต้าฉินผู้นี้ไม่ว่าจะในยุทธภพ ราชสำนัก หรือสนามรบ ล้วนเป็ดั่งตำนานแห่งเทพเซียน ไม่ว่าหญิงใดหากได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ คงต้องเป็ลมด้วยความสุขไปแล้วกระมัง
มีเพียงกู้ชิงเฉิงเท่านั้นที่ดวงตาสงบนิ่ง นางมองไปที่โม่อวี้เฉิน ก่อนจะเอ่ยออกมา“ไม่จำเป็!”
คำปฏิเสธนั้นช่างเด็ดขาดยิ่งนัก
กู้จิ่งเซวียนที่กำลังกอดกล่องขนมอยู่พลันรู้สึกเสียดาย“ท่านแม่ ลองพิจารณาอีกครั้งเถิดขอรับ หากพ้นจากหมู่บ้านนี้ไปก็จะไม่มีร้านเช่นนี้อีกแล้วนะขอรับ [1]”
“เงียบซะ” กู้ชิงเฉิงหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยความคิดของเด็กคนนี้ ช่างไม่เหมือนคนอื่นจริงๆหรือเป็ผลมาจากการที่สมองถูกพัฒนามากเกินไปกันนะ...เขาถึงได้มีข้อเสียเช่นนี้
“ท่านแม่ ข้าก็ทำเพื่อท่านนะขอรับ!” กู้จิ่งเซวียนรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง“ท่านแม่ลองคิดดูสิว่าการที่ท่านเลี้ยงดูข้าเพียงลำพังมันง่ายนักหรือหากให้องค์รัชทายาทช่วยเหลือจะไม่ดีกว่าหรือ”
เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจองค์รัชทายาทเท่าใดนักแต่ตอนนี้กลับไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้เข้าใกล้ได้ในบรรดาชายหนุ่มผู้โดดเด่นรอบกายกู้ชิงเฉิงมีเพียงโม่อวี้เฉินเท่านั้นที่ทำให้กู้จิ่งเซวียนรู้สึกพึงพอใจ
นับั้แ่โม่อวี้เฉินปรากฏตัวตำแหน่งของเกอจวิ้นในใจของเขาก็ถูกลดลง
“ย่อมดีอยู่แล้ว” โม่อวี้เฉินรีบกล่าวแทรกขึ้นตอนนี้เขาสามารถยืนยันได้แล้วว่าเด็กผู้นี้คือบุตรของตนเอง
เพราะเมื่อห้าปีก่อนยามที่กู้ชิงเฉิงสิ้นใจในกองเพลิงนั้นนางกำลังตั้งครรภ์ และใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้วเขาได้จัดเตรียมหมอตำแยและแม่นมสำหรับบุตรของเขาไว้แล้วด้วยซ้ำ
ไม่ว่าหยวนจิ่วจะฟังบทสนทนาของทั้งสามคนนี้เช่นไรเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเขารู้สึกว่าองค์รัชทายาทผู้นี้ดูเหมือนจะตั้งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หยวนจิ่วเช็ดคราบเืที่มุมปากพลางหันไปมองกู้ชิงเฉิง“นายหญิง โปรดไตร่ตรองให้ดีด้วยขอรับ”
สำหรับคนในยุทธภพเช่นพวกเขาสิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการเข้าไปพัวพันกับราชสำนักยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็องค์รัชทายาทอีกด้วย
กู้ชิงเฉิงพยักหน้านางอุ้มกู้จิ่งเซวียนในอ้อมแขน และหันไปมองหยวนจิ่ว “วางใจเถิดข้ารู้ดีอยู่แล้วว่าควรทำเช่นไร”
นางหันไปเผชิญหน้าโม่อวี้เฉินอีกครั้ง“องค์รัชทายาท โปรดกลับไปเถิดเพคะข้าเคยบอกแล้วว่าท่านจำคนผิดไปแล้ว และโปรดจำเงื่อนไขที่เคยรับปากข้าไว้ด้วยหากกู้ตงหลิงยังคงกล้าแตะต้องอันหยวนถัง ข้าจะปลิดชีพนางเสียเอง!ถึงตอนนั้นองค์รัชทายาทอย่าได้เสียพระทัยเลยนะเพคะ”
ในน้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความท้าทายเล็กน้อย
ในแผ่นดินต้าฉินนี้ผู้คนต่างรู้กันดีว่ากู้ตงหลิงจะเป็พระชายาในอนาคตและนางยังเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้เป็อย่างยิ่ง
กู้ชิงเฉิงพยักหน้าให้หยวนจิ่ว“พวกเรากลับกันเถิด”
หยวนจิ่วยังคงมีเื่จะกล่าวแต่ในที่สุดก็อดทนไว้ ตามกฎของสวนหรูอี้ โม่อวี้เฉินไม่ควรมีชีวิตรอดออกไปได้เพราะเขาได้ล่วงรู้สถานที่ตั้งของสวนหรูอี้แล้ว แต่กู้ชิงเฉิงไม่ได้ออกคำสั่งหยวนจิ่วจึงทำได้เพียงอดกลั้นไว้
เขาย่ำเท้าบนพื้นบริเวณหนึ่งเป็จังหวะจากนั้นทั้งสามก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาโม่อวี้เฉิน
โม่อวี้เฉินตั้งใจจะไล่ตามไปแต่เบื้องหน้าเขากลับถูกขวางกั้นด้วยประตููเาบานหนึ่ง
โม่อวี้เฉินมองยอดเขาที่สลับซับซ้อนเบื้องหน้าแววตาของเขาก็เปลี่ยนไปหลายครั้ง เขายังไม่อาจทำจิตใจให้สงบได้เลยแม้แต่น้อย
ฐานะของกู้ชิงเฉิงในยามนี้ทำให้เขาสนใจนางมากยิ่งขึ้นไปอีก
เ้าสำนักหรูอี้อย่างหยวนจิ่วยอมจำนนอยู่ใต้ผู้คน เขาไม่คิดเลยว่าหยวนจิ่วจะยอมเรียกกู้ชิงเฉิงว่า‘นายหญิง’ อีกทั้งท่าทางนั้นยังเชื่อฟังกู้ชิงเฉิงทุกประการ
ด้วยความเหี้ยมโหดของสำนักหรูอี้ไม่ว่าจะอย่างไรในวันนี้โม่อวี้เฉินก็ไม่อาจจะจากไปได้อย่างสงบได้เลย
แต่กู้ชิงเฉิงจงใจปล่อยให้เขารอดออกไปหยวนจิ่วจึงทำได้เพียงเชื่อฟัง
เมื่อวนเวียนไปในหุบเขาอีกรอบโม่อวี้เฉินก็เผยรอยยิ้มที่มุมปากอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น“ค่ายกลฉีเหมินตุ้นเจี่ย!”
กลลวงเช่นนี้…ไม่มีวันขัดขวางเขาได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย
-------
ในด้านของกู้ชิงเฉิงและหยวนจิ่ว
“นายหญิง” หยวนจิ่วรู้สึกไม่เข้าใจ “ไม่ว่าวรยุทธ์ขององค์รัชทายาทจะสูงส่งเพียงใด หากเปิดค่ายกลใหญ่นี้ออกเช่นนั้นก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว”
ในปีนั้นเขาอุตส่าห์ตั้งใจวางแผนจัดตั้งสำนักหรูอี้แห่งนี้ขึ้นจะต้องไม่มีผู้ใดสามารถบุกรุกเข้ามาได้โดยเด็ดขาดทว่าในตอนแรกนั้นก็ยังถูกกู้ชิงเฉิงทำลายค่ายกลใหญ่ลงไปได้
วิชาพิษของเขานั้นไม่อาจเทียบกู้ชิงเฉิงได้เลยเขายอมรับความพ่ายแพ้ด้วยความเต็มใจ ขาดก็เพียงคุกเข่าลงไปขอเป็ศิษย์เท่านั้น
ทว่ากู้ชิงเฉิงกลับกล่าวว่านางสอนเพียงวิชาแพทย์เท่านั้น นั่นจึงทำให้หยวนจิ่วเลิกความคิดนี้ไปผู้ที่ชำนาญการใช้พิษอย่างเขา ย่อมไม่อยากเรียนแพทย์เพื่อช่วยชีวิตผู้คน
“ค่ายกลใหญ่ที่ข้ายังทำลายได้ เ้าคิดว่ามันจะสกัดองค์รัชทายาทได้หรือ?มีแต่จะเปิดเผยทางเข้าของสวนหรูอี้เท่านั้น” กู้ชิงเฉิงไม่ไหวติงนางรู้ความสามารถของโม่อวี้เฉินดีเกินไป
ดังนั้นนางถึงเคยคิดจะลงมือสังหารโม่อวี้เฉิน แต่ภายหลังก็ไม่กล้ามีความคิดเช่นนั้นอีก
นักเขียนคนนี้เป็แม่แท้ๆของโม่อวี้เฉิน แต่กลับเป็แม่เลี้ยงของกู้ชิงเฉิง นางจะไปต่อสู้กับเขาได้อย่างไรสิ่งที่นางสามารถทำได้ก็คือ ไม่ปล่อยให้ตนเองต้องตายอย่างอนาถ
การยึดจับขาใหญ่ของพระเอกให้มั่นคงที่สุดเป็สิ่งที่ปลอดภัยที่สุดน่าเสียดาย ที่แม้แผนการที่นางคิดคำนวณอย่างรัดกุมก็ยังไม่เท่าความเฉลียวของโม่อวี้เฉิน
บุรุษผู้นั้น้าแย่งชิงบุตรชายที่นางอุตส่าห์เลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบากและยัง้าที่จะรวบนางไปด้วยอีกคน ใต้หล้าแห่งนี้มีเื่ดีๆ เช่นนี้ด้วยหรือ
หยวนจิ่วเห็นว่ากู้ชิงเฉิงกำลังดูแคลนตัวเองเกินไปไม่แน่ว่ากู้ชิงเฉิงจะต้องพ่ายแพ้ให้กับโม่อวี้เฉินตลอดไป
ความสามารถของกู้ชิงเฉิงนั้นเขาไม่เคยพบ ไม่เคยได้ยินมาก่อน ในยุทธภพยากนักจะมีผู้ใดเทียบเคียงได้เป็คนที่สองมิฉะนั้น หยวนจิ่วคงไม่ยอมภักดีติดตามนางอยู่เช่นนี้
“ท่านอาหยวน ท่านทำเช่นนี้ไม่ดีเลยนะขอรับท่านกำลังบอกท่านแม่ให้ฆ่าสามีในอนาคต” กู้จิ่งเซวียนกินขนมไปด้วยพลางส่ายหน้าไปด้วย “ท่านแม่ขนมนี้เป็ของท่านพ่อในอนาคตของข้ากระมัง ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”
กู้ชิงเฉิงรู้สึกราวกับมีเือุดตันในอกนางรู้สึกว่าตนเองจะต้องอบรมสั่งสอนบุตรชายผู้นี้ให้ดีเสียแล้วเด็กน้อยสืบทอดสมองที่ได้รับการพัฒนาของนางแต่ดูเหมือนจะใช้ไปในด้านที่ไม่เหมือนกันเลย
หยวนจิ่วก็มีใบหน้าดำทะมึนเช่นกันคุณชายน้อยผู้นี้จะต้องได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต่อคำพูดอย่างไรดี
--------
โม่อวี้เฉินทำลายค่ายกลที่อยู่ด้านนอกูเาได้โดยไม่เสียแรงสักนิดและทำลายมันอย่างเงียบงันไร้ร่องรอย ไม่ทำให้ผู้ใดรู้ตัวแม้แต่น้อยกระทั่งกู้ชิงเฉิงกับหยวนจิ่วก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
ในตอนนี้เขามองกู้จิ่งเซวียนก็ยิ่งถูกใจขึ้นเรื่อยๆเมื่อก่อนยังรู้สึกว่าปากเล็กๆ นั้นช่างคมคายเสียดแทงแต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว
เขารู้สึกเพียงว่าคำพูดของกู้จิ่งเซวียนล้วนไพเราะน่าฟังล้วนทำให้โม่อวี้เฉินพึงพอใจ
“หยวนจิ่ว เ้าส่งเซวียนเอ๋อร์ไปที่หอคุณธรรมแล้วเ้าก็ไปทำธุระของเ้าเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วงข้า ข้าจะเดินดูรอบๆ เอง” ในตอนนี้กู้ชิงเฉิงรู้สึกสับสนในใจเล็กน้อย ไม่อยากจะสนใจกู้จิ่งเซวียนนักนางกลัวว่าตนเองจะอดใจไม่ไหวจนจัดการส่งเด็กผู้นี้คืนให้โม่อวี้เฉินไป
เมื่อก่อนสำนักหรูอี้เป็สถานที่ปรุงยาและผลิตยาพิษวิชาพิษของหยวนจิ่วก็ล้ำเลิศไร้เทียมทาน ในยุทธภพนี้ไม่มีผู้ใดเทียบได้ก็เป็เพราะเหตุนี้ สำนักหรูอี้จึงมีสถานะสูงสุดในยุทธภพไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ามาแตะต้อง
ในตอนนั้นสำนักหรูอี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไร้ผู้ใดเปรียบเทียบทุกสำนักในยุทธภพล้วนต้องให้ความเคารพ และต้องถวายเครื่องบรรณาการทุกปีแน่นอนว่าในตอนนั้น ผู้คนต่างเรียกหยวนจิ่วว่าจอมมาร
ต่อมาจอมมารผู้นี้ถูกกู้ชิงเฉิงรับเป็ใต้บังคับบัญชาชื่อเสียงของสำนักหรูอี้จึงค่อยๆ เสื่อมถอยลงในยุทธภพ
“ผู้ใดกัน?” กู้ชิงเฉิงกำลังเดินอยู่ข้างแปลงสมุนไพรแห่งหนึ่งพลันยกมือขึ้นโยนวัชพืชที่นางเด็ดมาอย่างไม่ตั้งใจออกไป
วัชพืชนั้นพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วแต่กลับไร้ซึ่งคลื่นพลังภายในแม้แต่น้อย
เชิงอรรถ
[1]หากพ้นจากหมู่บ้านนี้ไป ก็จะไม่มีร้านเช่นนี้อีก (过了这个村,就没有这个店了)แปลว่า โอกาสนี้มีเพียงครั้งเดียว ถ้าพลาดไปแล้วจะไม่เจออีก