เช้าวันสีเทาเต็มไปด้วยเมฆดำทะมึนปกคลุมท้องฟ้าขณะอากาศโหมกระหน่ำด้วยกลิ่นฝน
วิไลยืนมองดูร่างไร้ิญญาของน้องสาวของเธอเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่สัปเหร่อจะเปิดช่องเผาศพมีเพื่อนและญาติพี่น้องเพียงไม่กี่คนที่ร่วมงานศพน้องสาวของเธอมีอาการหัวใจวายขณะทำงานบ้าน เมื่ออายุได้เพียงสามสิบแปดปีเธออายุน้อยกว่าวิไลเกือบสิบปี เธอยังเด็กเกินไปที่จะตาย
“คุณวิไล?”
วิไลสะบัดออกจากภวังค์ของเธอ “ขอโทษค่ะคุณสมศรี เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ?”
สมศรีเ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เข้าใจสถานการณ์ที่วิไลกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตการทำงานของเธอได้เห็นกรณีแบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว
“การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคนคนหนึ่งและญาติต้องรับหน้าที่ดูแลภาระที่คนนั้นทิ้งไว้มันค่อนข้างยากเกินจะตั้งตัวได้ทัน”
“คุณวิไลมีอะไรเกิดขึ้นมากมายใน่สามวันนี้ คุณอยากจะใช้เวลาสักพักเพื่อจัดการสิ่งต่างๆดีมั้ยคะ?”
วิไลตั้งสติอีกครั้ง "ไม่เป็ไรค่ะเชิญคุณพูดต่อได้เลยค่ะ"
“อย่างที่ชั้นพูดการต้องมารับผิดชอบต่อความเป็อยู่ที่ดีของคนอื่นไม่ใช่เื่ง่ายๆโดยเฉพาะคนอย่างอานนท์ที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการขั้นรุนแรงนั้นยากยิ่งกว่าทั้งกับอานนท์และผู้ดูแลของเขา”
วิไลขัดจังหวะ “คุณสมศรีคะ ขอโทษนะคะชั้นรู้จักอานนท์ ชั้นเห็นเขามาั้แ่เกิดชั้นรู้ว่าเขาเป็อย่างไรและเขา้าอะไรชั้นมาเยี่ยมน้องสาวของชั้นกับอานนท์อย่างน้อยเดือนละสองครั้งและพวกเขาก็มาบ้านของชั้นทุกเดือนเช่นกัน”
“ชั้นเข้าใจนะคะนั่นจะทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับเขามันช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ตลอดจนคุ้นเคยกับคนใหม่ที่มาดูแลเขาแต่คุณเข้าใจปริมาณงานจริงๆ ไหมคะ ถึงแม้ว่าเขาจะอายุสิบแปดปีแล้วเขา้าความช่วยเหลือแบบเดียวกับเด็กอนุบาล ทั้งช่วยอาบน้ำแต่งตัวและคุณจะต้องทำความสะอาดตามหลังเขาตลอดเวลาเขาสามารถกินและเข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวเอง แต่เขา้าการดูแลอย่างสม่ำเสมอคุณจะต้องสละชีวิตที่คุณมีอยู่แทบทั้งหมดเพื่อทำสิ่งเหล่านี้”
วิไลฟังคุณสมศรีอย่างอดทนเธอเข้าใจดีว่าเป็หน้าที่ของเ้าหน้าที่พม.ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของเขา“ชั้นรู้ แต่ชั้นสัญญากับน้องสาวเมื่อหลายปีก่อนด้วยว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอชั้นจะดูแลอานนท์เอง”
“แต่การให้คำมั่นสัญญากับญาติเมื่อตอนที่ทุกอย่างปกติดีกับความเป็จริงนั้นแตกต่างกันมาก”
"ชั้นรู้ค่ะ" วิไลตอบกลับ“การให้เวลาดูแลเขานั้นไม่มีปัญหา เพราะชั้นทำงานที่บ้าน นอกจากนี้อานนท์ยังเป็หลานชายคนเดียวของชั้น เขาเป็ครอบครัวที่เหลืออยู่”
"ตกลงค่ะ" คุณสมศรีกล่าว ทั้งๆที่ไม่แน่ใจว่าวิไลจะต้องทำงานมากนี้ไหวหรือไม่
******************************
อานนท์วิ่งผ่านประตูทันทีที่วิไลเปิดประตูบ้าน“ป้าวิไล ผมจะต้องอยู่ที่นี่เหรอ”
“ใช่จ้ะ...อานนท์นนท์จะอยู่กับป้าั้แ่วันนี้เป็ต้นไป”เป็เวลากว่าสองเดือนแล้วที่เธอได้พบกับคุณสมศรีเธอต้องกรอกเอกสารแบบฟอร์มมากมายและต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอพร้อมที่จะดูแลผู้พิการทางสมอง
“แม่อยู่ด้วยไหม”
วิไลได้อธิบายเื่นี้กับอานนท์หลายครั้งแล้วแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของอานนท์จะเป็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปเนื่องจากความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นที่พัฒนาการทางสมองมันไม่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางร่างกายแต่อย่างใด “ไม่จ้ะ แม่ไม่มาจำที่ป้าบอกได้มั้ย แม่ของนนท์ไปอยู่บน์แล้ว”
"โอเค"
หลังจากที่วิไลและอานนท์รับประทานอาหารกลางวันแล้วเธอก็เดินไปเปิดทีวีโดยกดรีโมทไปที่ช่องการ์ตูนสำหรับเด็กอานนท์นั่งลงที่ด้านซ้ายของโซฟาและมองวิไลอ่านหนังสือและแผ่นพับต่างๆเกี่ยวกับการดูแลผู้พิการทางสมอง
มันเป็วันที่ยาวนานมากและดวงตาของเธอเมื่อยล้าจากการอ่านคู่มือจำนวนมาก“ไปเถอะนนท์ ได้เวลาเข้านอนแล้ว”
อานนท์ลุกขึ้นตามป้าของเขาไป“ได้คับป้าวิไล”
วิไลเดินนำไปยังห้องนอนเล็กที่เธอรีโนเวทใหม่“อานนท์ นี่จะเป็ห้องของนนท์นะ โอเคมั้ย?”
"ที่บ้านแม่ นนท์ก็มีห้อง"
วิไลพยายามกลั้นน้ำตาเป็ไปอย่างที่เ้าหน้าที่พม.บอกเธอว่าต้องใช้เวลาสักพักในการปรับตัวเนื่องจากอานนท์รายล้อมไปด้วยสิ่งใหม่ๆ “นั่นเป็ห้องเก่าของนนท์แต่นี่คือห้องใหม่ของนนท์ นนท์ชอบมั้ยจ๊ะ?”
อานนท์พยักหน้า "คับ"
“ป่ะ...เดี๋ยวป้าพานนท์เข้านอน”
“นี่เตียงใหม่ของนนท์เหรอ” อานนท์ถาม
"ใช่แล้ว นี่คือเตียงใหม่ของนนท์"วิไลตอบกลับ หวังว่าอานนท์จะเริ่มเข้าใจ
อานนท์เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า"นี่คือตู้เสื้อผ้าใหม่ของนนท์" แล้วเขาก็เดินไปที่ทีวี"นี่คือทีวีเครื่องใหม่ของนนท์" อานนท์เดินไปรอบๆห้องทั้งห้องชี้ไปที่ทุกอย่าง
วิไลเดินตามเขาไปรอบๆและยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็ของเขาทั้งหมด
******************************
วิไลตื่นขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยอานนท์กำลังจับไหล่ของเธอเขย่า“อานนท์?”
“ป้าวิไล นนท์ตื่นแล้ว”
วิไลมองดูนาฬิกาพบว่าเจ็ดโมงเช้าแล้ว“จ๊ะ...นนท์หิวมั้ย?”
"หิว"
“โอเค งั้นไปหาอะไรกินกัน”วิไลกำลังจะดึงผ้าห่มออกเพื่อลุกขึ้นก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าเธอนอนอยู่ในชุดนอนบางเบาโดยปราศจากชุดชั้นใน“อานนท์...ออกรอข้างนอกห้องก่อนนะ”
อานนท์เดินไปที่ทางประตูห้องนอนและก้าวออกไปหนึ่งก้าวจากนั้นเขาก็หันกลับไปมองที่วิไล รอให้เธอลุกขึ้นและทำอาหารเช้าให้เขา
วิไลหัวเราะเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอานนท์มีจิตใจเหมือนเด็กอนุบาลซึ่งไม่น่าจะเป็อะไรเธอจึงลุกขึ้นและเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าโดยพยายามให้อานนท์ได้เห็นร่างกายของเธอน้อยที่สุดเธอหยิบชุดคลุมมาสวมแล้วเดินพร้อมกับอานนท์ออกไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้าให้เขา
อานนท์กินอาหารเช้าขณะนั่งดูทีวีในครัววิไลเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดูแลผู้พิการทางสมองอีกเล่ม
“ป้าวิไล นนท์กินเสร็จแล้ว”
“นนท์กินหมดแล้ว...เก่งมากป่ะ...ไปอาบน้ำได้แล้ว”
วิไลพาอานนท์ไปที่ห้องน้ำของเขาเธอเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นและทำให้แน่ใจว่ามันไม่ร้อน “โอเค นนท์ไปอาบน้ำเถอะเสร็จแล้วเรียกป้านะ ป้าจะไปที่ห้องนั่งเล่น”
วิไลนั่งลงบนโซฟาเริ่มดูทีวีห้านาทีต่อมาอานนท์แก้ผ้าเปียกปอนไปทั้งตัวเดินเข้ามาและยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
"นนท์อาบน้ำเสร็จแล้ว"
วิไลพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่หัวเราะออกมานี่คือภาพเปลือยเปียกโชกของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดขวบยืนอยู่ตรงหน้าเธอ“นนท์...ลืมเช็ดตัวและแต่งตัวหรือเปล่าจ๊ะ”
“แม่เป็คนทำให้”
วิไลพาอานนท์กลับไปที่ห้องน้ำเธอกำลังจะปิดฝักบัวและเอาผ้าเช็ดตัวเช็ดให้แห้งแต่เมื่อเธอมองดูก้อนสบู่บนชั้นวางก็พบว่าเขาไม่ได้ใช้มันเลย“นนท์ใช้สบู่กับแชมพูตอนอาบน้ำรึเปล่า?”
อานนท์มองลงไปที่พื้น “แม่ทำให้นนท์”
“โอเค...ไม่เป็ไร นนท์มายืนที่ฝักบัวนี่เดี๋ยวป้าอาบน้ำให้แล้วกัน”
อานนท์กลับมาอาบน้ำและวิไลหยิบแชมพูขึ้นมา“หลับตาลงอานนท์”
วิไลสระผมของอานนท์ ขณะที่เขาหลับตาลงสนิทแล้วถอดหัวฝักบัวออกมาล้างแชมพูออก
“โอเค ลืมตาได้แล้วอานนท์”วิไลหันไปคว้าสบู่บนชั้นวาง
วิไลเริ่มชะล้างไปทั่ว เธอล้างแขน หน้าอกลำคอ และหลังของเขา จากนั้นเธอก็ไปถึงส่วนตรงกลางของเขาเธอพยายามหลีกเลี่ยงการมองดูลำคว ยของเขาแต่ก็ไม่มีทางเลี่ยงได้เพราะเธอต้องล้างมันให้สะอาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
วิไลเงยหน้าขึ้นมองอานนท์ที่ยืนเหม่อมองไปด้านข้างไม่สนใจสิ่งใดเป็พิเศษ เธอหยิบสบู่ขึ้นมาแล้วลูบไล้ไปตามอวัยวะเพศของเขาจากนั้นเธอก็ถอกหนังหุ้มปลายลงแล้วทำความสะอาดอย่างนุ่มนวล