ฉันนั่งทำงานตามหน้าที่ปกติ ไม่นานก็ได้ยินเสียงประตูลิฟต์เปิดและไอ้บ้าบางคนก็ปรากฏตัว ด้วยใบหน้าซีดๆ ตึงๆ เขามองฉันด้วยหางตาก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องทำงานตัวเองไป
‘หึ …ขอบคุณสักคำก็ไม่มี ไอ้คนตาบอด มองไม่เห็นความดีคนอื่น!’
ฉันแอบเบะปากตามหลังก่อนจะคว้าตารางงานเข้าห้องตามไปเพื่อแจ้ง
“สวัสดีค่ะท่านประธานลิลมาแจ้งตารางงานที่เลื่อนจากเมื่อวานนะคะ ่บ่ายนี้มีนัดประชุมบอร์ดเปลี่ยนโครงสร้างงานค่ะ”
“…..”
“วันนี้ตารางงานมีเท่านี้ค่ะ”
“อืม”
“ไข้ลดแล้วใช่ไหมคะ”
ท่านประธานที่กำลังเซ็นเอกสาร ก็หยุดชะงักและเงยหน้าขึ้นมองฉัน
“ก็เห็นอยู่ว่ายังไม่ตาย”
“!”
ฉันยืนตาปริบๆเม้มปากแล้วยิ้มกลับ กับคำตอบที่อ้อนบาทานั่น
ขออนุญาตกด 99 พิมพ์สาปแช่งได้ไหม ไอ้ตาบ้านี่...
“ค่ะ”
ฉันตอบรับสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับ
จนเลิกประชุมประธานเดินดิ่งกลับห้อง โดยไม่สั่งงานอะไรต่อ และไม่จิกกัดฉันเหมือนปกติด้วย พอเห็นอาการแปลกๆ อย่างนั้นฉันก็แอบย่องเข้าไปดู
ท่านประธานนอนตัวยาวอยู่บนโซฟา ใบหน้าซีด เหงื่อออกท่วมหน้าและเหมือนจะหายใจทางปากเบาๆ ด้วย
“ท่านประธาน”
“……..”
“ท่านประธานคะ”
“…….”
“คุณดัสตะ...ว้าย”
ฉันเอื้อมมือไปเขย่าตัวท่านประธานที่นอนหอบก็ถูกดึงจนหน้าคะมำลงไปชนกับแผงอกแข็งๆ จมูกแทบหัก
‘ตัวร้อนจี๋เลย’
“ไข้ยังไม่ลดเลยค่ะเหมือนจะแย่กว่าเดิมด้วย เราไปโรงพยาบาลกันเถอะ...”
“อย่าสาระแน”
อึก
อีกแล้วนะ ….แรงอีกแล้วนะ
ด้วยความโมโห ผสมเป็ห่วง (มั้ง) ฉันเลยตอกหน้าเ้าตัวกลับไป
“ลิลก็ไม่อยากสาระแนหรอกค่ะแต่พอดีสงสารคุณลุง ที่มีลูกห่วยแตก จะมานอนตายในออฟฟิศอย่างนี้”
“นี่เธอ!!...”
“ลุกค่ะ”
“บอกว่า อย่าสาระ..”
“ถ้าไม่ลุกดีๆ ลิลจะโทรฟ้องคุณลุงนะคะ”
พอฉันขู่ไปแบบนั้น เ้าตัวก็กัดฟันกรอดยอมลุกแต่โดยดี
“ลิลจะโทรเรียกแท็กซี่ เดินลงไปไหวใช่ไหมคะ”
“ฉันแค่เป็ไข้ ไม่ได้พิการ”
“ดีค่ะ งั้นก็ลุกขึ้นเดิน”
ท่านประธานถอนหายใจใส่ฉันก่อนจะยอมลุกขึ้น พอลุกได้ไม่ถึง 3 วินาที เ้าตัวก็เซประหนึ่งสูญเสียประสาทการทรงตัวไปแล้ว
“คุณดัสติน!!”
ฉันวิ่งไปรับตัวท่านประธานที่ทำท่าจะล้ม ก่อนจะยกแขนใหญ่ๆ นั่น พาดบนไหล่ฉันแล้วพยุงเขาไว้
“ทรงตัวไม่ไหว แล้วยังปากดีอีก”
ฉันแอบบ่นเบาๆ
“เธอว่าอะไรนะ”
“เปล่าค่ะ”
ฉันช่วยพยุงตาท่านประธานผ่านสายตาพนักงานนับร้อยที่เดินผ่านพวกเราจนขึ้นรถแท็กซี่และพุ่งเป้าไปที่โรงพยาบาลเอกชลที่ใกล้ที่สุดทันที
หลังถึงมือหมอแล้วฉันก็มานั่งรอที่หน้าห้องฉุกเฉิน
“ญาติคุณดัสตินครับ....”
“ฉันค่ะ.....
“ครับ คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วโชคดีนะครับที่มาทัน ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ คนไข้เกิดอาการช็อคแน่นอน..”
“ไม่ได้เป็อะไรร้ายแรงใช่ไหมคะหมอ”
“เป็ไข้ปกตินี่แหละครับ ตามที่ซักประวัติน่าจะเป็ผลมาจากที่พึ่งกลับมาจากต่างประเทศ ร่างกายอาจจะยังไม่ทันปรับตัวกับสภาพอากาศบ้านเราและคนไข้พักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่เป็เวลาด้วย...”
“อ่อค่ะ แล้วนี่ต้องแอดมิดไหมคะ”
“ไม่ต้องครับตอนนี้คนไข้หลับพักผ่อนเพราะฤทธิ์ยาอยู่ หมอเสริมเกลือแร่กับวิตามินให้แล้วหลังคนไข้ตื่นสัก 1-2 ชั่วโมงก็ดีขึ้นแล้วครับ อาจจะยังเหลืออาการไข้หวัดนิดหน่อย”
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะหมอ”
“ครับ”
หลังแยกกับหมอฉันก็เดินเข้าไปดูท่านประธานที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ สีหน้าเขาดูดีขึ้นนิดหน่อยฉันเลยคลายกังวลลง
หลังได้ย้ายจากห้องฉุกเฉินมาห้องพักรวมแล้วฉันก็นั่งเฝ้าข้างเตียงมาเกือบชั่วโมง แอร์เย็นๆ ของโรงพยาบาลก็ทำฉันอยากเข้าเฝ้าพระอินทร์เลยฟุบหน้าลงเพื่อพักสายตาสักหน่อย
“เธอมาเฝ้าฉัน รึฉันมาเฝ้าเธอกันแน่...”
ชายหนุ่มที่ตื่นมาเจอสาวตัวเล็กฟุบหัวลงข้างๆแขน ก็แอบบ่น พลางจ้องมองใบหน้าเล็กนั้นแล้วถอนหายใจออกมา
“ญาติคะ...”
“อื้มมม”
“ญาติคะ คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ”
“อ้ะ ขะ ขอโทษค่ะ”
ฉันรีบเด้งตัวอย่างเร็วเพราะสาวพยาบาลมาปลุก หันไปมองท่านประธานที่นั่งหน้าตึง กอดอกมองฉันอยู่
‘ฟื้นแล้ว ทำไมไม่ปลุกฉันด้วยเล่าขายหน้าชะมัด’
“เดี๋ยวญาติพาคนไข้ไปรับยาแล้วกลับบ้านได้เลยนะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันหันไปเตรียมแบกท่านประธานเขาเบี่ยงตัวหนีและพูดประโยคชวนน่าทุบออกมา
“มีขา เดินเองได้”
ฉันชักมือกลับ พลางถอนหายใจออกช้าๆก่อนจะหันหลังเดินนำหน้าตาบ้านี่ไป หลังรับยาเสร็จแล้ว เราก็ขึ้นรถแท็กซี่ฉันบอกจุดหมายเป็คอนโดท่านประธาน
“ไปคอนโดทำไม ไม่กลับออฟฟิศหรอ”
“สภาพนี้ท่านประธานยังจะทำงานอีกหรอคะกลับไปพักก่อนค่ะ ดีขึ้นแล้วค่อยว่ากัน”
“นี่เธอเป็เ้านายฉันหรอ”
เข้าทางอีลิลล่ะ ฉันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นโชว์ จนแทบจะจิ้มหน้าท่านประธาน
“เลิกงานแล้วค่ะเลิกเป็เ้านายกับลูกน้องชั่วคราว”
“!!!”
ฉันยักคิ้ว ยิ้มมุมปากให้ จนท่านประธานหันหน้าหนี
“เธอนี่มัน... บ้าจริงๆ”