17
ตอนที่ 17 ยังพอมีหนทาง
ในเมืองเฟิงหยวนแห่งนี้มีนักหลอมโอสถอยู่ทั้งหมดเพียงแค่สามคน และทุกคนล้วนแล้วแต่เป็บุรุษทั้งสิ้น
หรืออิสตรีนางนี้อาจเป็นักหลอมโอสถจากนอกเมือง?
เหลิงหยุนเจียวย่อมสังเกตเห็นถึงแววพิรุธสงสัยจากสายตาอันแสนร้ายกาจของท่านอาจารย์หลิวได้แจ่มแจ้ง แต่กระนั้น นางก็หาได้สนใจไม่และมุ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับการตรวจวินิจฉัยต่อไป
อวัยวะภายในของชายหนุ่มผู้นี้ยังไม่ได้ล้มเหลวโดยสมบูรณ์ ซึ่งไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดผลจึงออกมาเป็เช่นนี้ นางจึงสันนิษฐานแบ่งเป็สองกรณีได้ว่า หนึ่ง อาจเป็เพราะพิษชนิดนี้ยังแพร่กระจายไม่ครบเจ็ดวันเต็ม หรืออย่างที่สอง ระดับพลังลมปราณของชายหนุ่มคนนี้ค่อนข้างลึกล้ำแกร่งกล้า ส่งผลให้สามารถชะลอการกัดกร่อนของพิษได้
ยิ่งมีโอสถของท่านอาจารย์หลิวเข้าช่วยเหลืออีกแรง จึงสามารถยื้อชีวิตของชายหนุ่มผู้นี้ได้อีกระยะหนึ่งเลยทีเดียว
“เ้า...เ้าคือใคร?”
ไป๋ซือิที่เพิ่งฟื้นสติกระพริบตาปริบด้วยความสับสน เงยหน้างัวเงียขึ้นมองเหลิงหยุนเจียวด้วยความประหลาดใจ
และทันทีที่เห็นว่าเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว ชายร่างกำยำใหญ่ที่อยู่ข้างๆก็รีบย่อตัวพุ่งเข้าไปหาอย่างว่องไว เปล่งเสียงดังกระหึ่มแทบะเิแก้วหูของเหลิงหยุนเจียวให้แตกเป็เสี่ยงๆ
เหลิงหยุนเจียวยังพอทำเนา แต่เหลิงเจียวเหนียงที่อยู่ข้างกายหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา รีบวิ่งไปหลบซ่อนอยู่ด้านหลังของนางโดยเร็ว
“เสี่ยวไป๋! ตอนนี้เ้ารู้สึกเช่นใดบ้าง?”
“เถาวัลย์ไม้อสรพิษก็แทบสูญพันธุ์ไม่เหลือแล้ว เ้าช่างโชคร้ายอะไรเยี่ยงนี้ถึงบังเอิญไปพานพบมันเข้า!”
“ความปรารถนาสุดท้ายของเ้าคือสิ่งใด? ไม่ว่าเ้าจะ้าอะไร พี่ใหญ่คนนี้จะหามาให้เ้าอย่างแน่นอน!”
“มิใช่ว่าเ้า้าพาสหายรักกลับบ้านเกิดที่เฉินจิ้งหรอกรึ? หากเป็เื่นั้นพี่ใหญ่จัดการให้เรียบร้อยแล้ว เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไป!”
เหลิงหยุนเจียวจ้องมองบุรุษหนุ่มที่เพิ่งได้สติและกำลังอ้าปากค้างเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดูท่าจะตกตะลึงมากจนพูดไม่ออกแม้สักคำ
เมื่อสายตาของชายหนุ่มชำเลืองเข้าสบกับสายตาของนางอีกครั้ง เหลิงหยุนเจียวจึงยืนขึ้นพลางตบฝุ่นเล็กน้อย และกล่าวอย่างเฉยเมยว่า
“ใช่ว่าจะไม่มีหนทางรักษาเอาเสียเลย เื่ขับพิษยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง”
ทันทีที่คำพูดประโยคนี้เปล่งดังขึ้นจากปากของเหลิงหยุนเจียว ทุกคนโดยรอบต่างพากันะเิเสียงหัวเราะลั่น
เปลือกตาอันเหี่ยวย่นของท่านอาจารย์หลิวถึงกับกระตุกอย่างแรง เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินว่า พิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษที่อยู่ในร่างกายมนุษย์เกินเจ็ดวันนั้นสามารถรักษาให้หายได้
แต่ก็มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า โอสถที่สามารถขับพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษเคยมีปรากฏในบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ แต่สูตรโอสถดังกล่าวใช่ว่าหายสาปสูญไปแล้วรึ? ด้วยเหตุนี้ ท่านอาจารย์หลิวจึงอดสงสัยขึ้นมามิได้
“แม่นาง นี่ท่านกำลังพูดเื่อะไรอยู่งั้นรึ?”
แต่ชายร่างกำยำใหญ่ที่อยู่ข้างๆกลับโบกไม้โบกมือตวาดอย่างเกรี้ยวโกรธทันทีว่า
“แม่นาง นี่มิใช่เวลามาล้อเล่นกับชีวิตน้องชายข้า! ใครๆต่างก็ทราบดีว่า ผู้ที่ถูกพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษเกินเจ็ดวัน ทำได้เพียงแค่ทำใจและรอความตายเท่านั้น!”
ได้ยินคำพูดของชายร่างกำยำใหญ่เช่นนั้น ไป๋ซือิก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลง คล้อยหลังเพิ่งจะตระหนักรู้ตัวว่า ตนกำลังจะตาย ด้วยความตื่นตระหนกใสุดขีด เขารีบเขย่าไหล่ของชายร่างกำยำใหญ่ ะเิความกลัวเปล่งเสียงสั่นเทาแทบเสียสติดังลั่น
“พี่ใหญ่! ข้าโดนพิษเถาวัลย์ไม้อสรพิษเล่นงานรึ? นะ-นี่...นี่ข้ากำลังจะตายจริงรึพี่ใหญ่?!”
เป็เื่ยากนักที่เยาวชนอนาคตไกลที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิติญญานักสู้เฉกเช่นเขาจะทำใจยอมรับความจริงนี้ได้
แต่สายตาแห่งความเห็นอกเห็นใจของผู้คนรอบตัวเขา กลับเป็เครื่องยืนยันที่เที่ยงตรงที่สุดว่า เื่ทั้งหมดล้วนเป็ความจริง
“เ้าจะไม่ตาย”
เหลิงหยุนเจียวก้มไปหยิบกล้วยไม้พิรุณบุปผาขึ้นมาจากพื้น ใช้ปลายนิ้วทั้งสองจีบัักับกลีบดอกสีขาวนวลอย่างแ่เบา ทันใดนั้น พลันรู้สึกได้ถึงไอเย็นสุดขั้วที่แทรกซึมเข้าสู่ชั้นิัประหนึ่งไม้จิ้มฟันน้ำแข็งที่ปักแทงใส่ บริเวณที่ััโดนถึงขั้นหนาวเหน็บ
นี่เป็หนึ่งในสมุนไพรวัตถุดิบสำคัญที่ใช้สำหรับหลอมกลั่นโอสถชำระเส้นเอ็นและตัดไขกระดูก
“ตราบเท่าที่เ้าได้รากิญญาวารีของเถาวัลย์ไม้อสรพิษมาทันเวลา พิษในกายเ้าย่อมมีหนทางรักษา”
“....”
ทันทีที่นางเอ่ยกล่าวออกมาเช่นนี้ ฝูงชนรอบข้างพลันเงียบสงัดไปกว่าหลายอึดใจ ก่อนที่จะะเิเสียงหัวเราะเยาะดังสนั่นออกมา
พิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษไม่มีหนทางรักษาได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนต่างทราบกันดีว่า เถาวัลย์ไม้อสรพิษไม่มีราก!
เพียงแค่จะค้นหาตัวเถาวัลย์ไม้อสรพิษให้เจอก็ยากเต็มกลืนแล้ว นี่ยังจะต้องนั่งหารากิญญาวารีที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงอีกหรือไม่!?
ทุกคนต่างจ้องมองไปทางเหลิงหยุนเจียวราวกับว่ากำลังมองดูตัวตลก
คราแรกก็คิดว่าเป็นักหลอมโอสถจากเมืองอื่นไกล แต่ที่ไหนได้กลับเป็พวกปาหี่หลอกลวง เพียงแค่พื้นฐานเื่พืชพันธุ์เบื้องต้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำ! เถาวัลย์ไม้อสรพิษบ้าอะไรมีราก? ช่างไร้สาระสิ้นดี!
เหลิงหยุนเจียวยังคงยืนเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยองอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังหัวเราะขบขัน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปราศจากเศษฝุ่นแม้เพียงเม็ด หมวกไม้ไผ่ปีกกว้างสงัดนิ่งไม่มีเคลื่อนไหว พร้อมกับเดาะต้นกล้วยไม้พิรุณบุปผาในมือเล่นอย่างใจเย็น
แตกต่างจากเหลิงเจียวเหนียงผู้เป็บุตรชาย ฝ่ามือน้อยๆทั้งสองข้างของเขาถึงกับเปียกโชกด้วยความประหม่า เอาแต่เกาะชายกระโปรงเหลิงหยุนเจียวไม่กล้าสู้หน้าใคร
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยเยาะที่ดังสนั่นไม่หยุด ท่านอาจารย์หลิวจ้องไปทางเหลิงหยุนเจียวไม่คลายอ่อน ดวงตาเผยถึงความลึกล้ำเกินหยั่งถึง
รูม่านตาดำขลับขนาดเท่าเม็ดถั่วของชายชรา ยิ่งจับจ้องยิ่งดูล้ำลึกประดุจน้ำวนเชี่ยวกราก ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกทักตัวเขาเลยในเวลานี้
ไป๋ซือิลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ ยกมือไม้ขึ้นปัดฝุ่นจัดท่าจัดทางพร้อมด้วยสีหน้าจริงจัง