ผ่านไปกว่า 30 ปี ณ ห้องเทพยาตรา
“พี่โก้เราอยู่ในหัองเทพยาตรามากว่า 30 ปีแล้วนะ พ่อน้องคงจะเป็ห่วงแย่เลย” เทพสุญตากล่าว
“อย่ากังวลไปเลย เวลาในโลกภายในเพิ่งจะผ่านไปแป๊บเดียวเอง ตอนนี้เราอยู่ในห้องเทพยาตรามากว่า 30 ปี ก็แค่ประมาณ 11 วันในห้องฝึกยุทธ ก็ประมาณสองชั่วโมงครึ่งกว่าๆในโลกภายในเอง” เทพเทพากล่าว
“ลูกๆคุยอะไรกันอยู่ บัดนี้ทั้ง 4 ผู้พิทักษ์อัสนีก็หมดความรู้จะสอนพวกเ้าแล้วนะ คงจะถึงเวลาที่จะต้องกล่าวคำอำลาแล้วสินะ” อาจารย์วีกล่าว
“พวกเ้าควรออกจากที่นี่ได้แล้ว แต่ช่างน่าเสียดายนักถ้าพวกเ้ากลับมาคราวหน้าคงจะไม่ได้เจอข้าแล้ว” เทพศาสตรากล่าว
“เพราะเหตุใดหรือท่านเทพศาสตรา” เทพเทพาถาม
“พลังิญญาของข้ากำลังจะหมดลง เศษิญญานี้กำลังจะสลาย” เทพศาสตรากล่าว
“ไม่ใช่ปัญหาเลย ท่านยังอยากที่จะมีชีวิตต่อไปไหมล่ะ” นางมารจารวีถาม
“อยากสิ แต่คงเป็ไปไม่ได้” เทพศาสตรากล่าว
“ได้สิ แต่ท่านต้องยอมถูกผนวกิญญาเข้ากับมิติแห่งจิตของผู้อื่น” นางมารจารวีตอบ ตามด้วยสาธยายข้อดีต่างๆจนเทพศาสตราสนใจ
“แล้วข้าจะผนวกิญญาเข้ากับมิติแห่งจิตของใครล่ะ” เทพศาสตราถาม
“ก็เทพเทพาไง ส่วนข้าจะผนวกิญญาเข้ากับมิติแห่งจิตของเทพสุญตาเอง ข้าไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้ว เ้ารู้หรือไม่เมื่อทั้งสองได้เป็เทพแท้แล้ว พวกเราจะหลุดออกมาจากมิติแห่งจิตของพวกเขา พร้อมร่างเทพาและปราณอนันต์ดังเดิม สามารถกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีก” มารจารวีกล่าว
“แต่ท่านเป็มารก็ต้องมีปราณมารสิ จะได้ปราณเทพได้ยังไง” เทพศาสตรากล่าวด้วยความสงสัย
“จริงๆได้ทั้งร่างและปราณเทพจริงๆ และข้าก็จะกลายเป็เทพด้วย ปราณมารก็จะถูกทำลายไป” มารจารวีกล่าว
“มีเื่อย่างนี้ด้วยหรือ งั้นอย่ามัวรอช้าเลย เริ่มกันเถอะ” เทพศาสตรากล่าว
“บางทีนี่ก็อาจจะอยู่ในแผนของเขาผู้นั้น “มหาเทพจอมราชัน” ผู้ที่อยู่เหนือผู้ใดอย่างน้อย 1 ก้าวเสมอ” มารจารวีนึกในใจ
ทั้งสองหนุ่มสาวใช้ปราณโลกัณฑ์ดึงิญญาเทพเข้าไปผนวกกับมิติแห่งจิตของตน ตามคำร้องขอของเศษิญญาเทพทั้งสอง
ทันใดนั้นพลังปราณของทั้งคู่ก็เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่า เรียกว่า ทั้ง 3 สำนัก 1 พรรค 1วังไม่น่าจะมีผู้ใดเอาชนะเขาและเธอทั้งสองได้อย่างแน่นอน
“พวกข้าไปก่อนนะ ท่านเทพนิลกาฬและท่านปราชญ์ิญญา” เทพสุญตากล่าว
“ขอได้รับการคารวะจากพวกข้า” ทั้งสองกล่าวพร้อมโค้งคำนับ
“โชคดีนะ” เทพนิลกาฬกล่าว
“จะทำการใหญ่ใจต้องนิ่งนะ” ท่านปราชญ์ิญญากล่าว ในฉับพลันร่างคนทั้งสองก็หายวับไป
ณ ชั้น 6 ค่ายกลลับในห้องใต้ดิน จู่ๆก็ปรากฏร่างชายหญิงคู่หนึ่ง ทั้งสองคนปลดปล่อยพลังปราณโลกัณฑ์ ออกมา ทำให้ขณะนี้ร่างกายของคนทั้งสองมีแรงอัดของลมและเปลวไฟสีม่วงพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย บังเกิดเป็พายุไอร้อนจัดแผ่ซ่านแผดเผาไปโดยรอบร่างกายรัศมีประมาณ 10 เมตร สมุนแมงมุมวิ่งกรูกันเข้าไปหาพวกเขาโดยหมายใจจะทำร้าย เมื่อพวกมันปะทะเข้ากับไอปราณนี้ พลันร่างกายของพวกมันก็ฉีกขาดลุกไหม้ กลายเป็ฝุ่นหายไปในอากาศ
เขาและเธอเดินทั่วทั้งชั้น 6 รอบเดียวทุกอย่างไม่ว่าจะเป็ร่างแมงมุม ใยแมงมุม และสิ่งสกปรกทั้งหลายก็ถูกเผาไหม้จนสลายไปในอากาศ จากนั้นเขาและเธอก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้อง “ก่อกำเนิดปราณฟ้าดิน”
“น้องนีรอพี่ตรงนี้นะ พี่ไปแป๊บเดียว เดี๋ยวมา” เทพเทพากล่าว เทพสุญตาพยักหน้ารับทราบ
เทพเทพารวบรวมปราณอนันต์ส่งเข้าไปกวนบ่อเพลิงอัสนีผสมเข้ากับผลึกมรกตกลายเป็ “ชุดเกราะอัสนี” สีน้ำเงินเข้มเหลือบม่วง จากนั้นก็ใช้ปรานอนันต์ดึงมาสวมใส่ ชุดนี้มีพลังปราณอนันต์พุ่งแผ่ซ่านออกมาทำให้รังสีต่างๆไม่อาจเข้ามากล้ำกลายได้
“ชุดเกราะอัสนี พี่โก้สร้างได้แล้วหรือ” เทพสุญตา
“หลังจากผนวกเศษิญญาเทพศาสตราเข้ามา จู่ๆพี่ก็เกิดความเข้าใจวิธีสร้างอาวุธ สร้างเกราะอย่างลึกซึ้ง ชุดเกราะอัสนีก็เพิ่งคิดได้เมื่อสักครู่นี้เอง พี่ไปละนะ” เทพเทพากล่าวแล้วก็หายตัวเข้ามาในห้องก่อกำเนิดปราณฟ้าดิน ได้พบกับแมงมุมตัวใหญ่ มีเกราะอัสนีปกคลุมลำตัวอยู่เช่นกัน
“เ้านี่เองอสูรแมงมุม ที่แท้เ้าก็อยู่ในขั้นเอกาวิถี มิน่าเขาถึงให้ข้าฝึกถึงขั้นนี้ และยังแถมอาวุธให้ข้าอีกเพียบ คงกลัวว่าข้าจะสู้เ้าไม่ได้สินะ” เทพเทพากล่าว
“เ้ามนุษย์เอ๋ย ข้าชื่นชมที่เ้ามีความสามารถเข้ามาในห้องนี้ ซึ่งแม้แต่ระดับเทพบางคนยังไม่กล้าเลย แต่อีกเดี๋ยวเ้าก็จะกลายเป็ปุ๋ยแล้วสินะ” อสูรแมงมุมกล่าว
“ใยอสูรเพลิงนิล” อสูรแมงมุมกล่าวจบก็พ่นใยแมงมุมสีดำเป็มันวาวมีไฟลุกท่วมออกมา
เทพเทพายังคงก้าวเดินเข้าไปเรื่อยๆโดยไม่ลดฝีเท้าลงเลย ทันทีที่ใยอสูรเพลิงนิลของอสูรแมงมุม ปะทะเข้ากับเพลิงสีม่วงอันเกิดจากการปลดปล่อยพลังปราณโลกัณฑ์ ก็ติดไฟวาบขึ้นแล้วก็สลายไปกลายเป็ความว่างเปล่า
“หนอยแน่เก่งนักหรือ งั้นเจอกับแท่นปืนกลอากาศบัลลังก์เพลิง” อสูรแมงมุมกล่าวจบก็มีแท่นติดตั้งปืนกลนับสิบกระบอกเล็งมาทางเทพเทพา
“ไม่เลวนี่มีอาวุธมหาเทพแบบฝังด้วย” เทพเทพากล่าว
“ฮ่าๆๆๆ เ้ากลัวแล้วสินะ ข้าจะบอกให้เอาบุญก่อนที่เ้าจะตาย อาวุธชนิดนี้เป็ของพิภพมารต่างหากล่ะ ไม่ใช่อาวุธเทพอะไรนั่นซักหน่อย” อสูรแมงมุมกล่าว
“น่าสนใจ พิภพมารนี่ดูไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” เทพเทพากล่าว
“เดี๋ยวข้าจะให้เ้าเห็นประสิทธิภาพของปืนนี่ว่ามันยิงได้ไม่จำกัด เพราะไม่ต้องเติมะุเลย ใช้แค่แรงอัดอากาศร่วมกับพลังปราณขับออกมาเป็ะุเพลิงที่มีอำนาจทำลายล้างมหาศาล” อสูรแมงมุมกล่าว
“กระบี่เพลิงมรกต” เทพเทพากล่าว พลันปรากฏกระบี่เรียวยาวสีเขียวมีไฟสีเขียวลุกท่วมในมือเขา กระบี่เล่มนี้ถูกสร้างขึ้นจากการใช้ปราณอนันต์ดึงผลึกมรกตที่ฝังอยู่ในตัวเขามาขึ้นรูปเป็ดาบแล้วเติมปราณโลกัณฑ์ลงไปทำให้ได้ไฟสีเขียวอ่อน
“ยิงอัตโนมัติ” อสูรแมงมุมกล่าวจบะุเป็ร้อยๆนัดก็พลั่งพลูออกจากกระบอกปืนกลทั้งสิบกระบอกเข้าใส่เทพเทพาซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 3 เมตร
“เปลวไฟพิรุณพรำ”เทพเทพากล่าวจบก็สลัดดาบไปทางะุเพลิงที่พุ่งมา เสมือนดังสลัดน้ำออกจากดาบ บังเกิดเป็สะเก็ดไฟเล็กๆนับพันพุ่งไปยังกลุ่มะุที่พุ่งมา
ด้วยอานุภาพของเปลวไฟพิรุณพรำที่เหนือกว่า แม้เพียงสะเก็ดเล็กๆที่เฉี่ยวโดนะุเพลิง ก็สามารถทำให้ะุเพลินสิ้นสภาพหายวับไปในอากาศ
ดังนั้นจึงทำลายะุได้จนหมดสิ้น แล้วยังมีส่วนที่เหลือพุ่งไปทำลายปืนกลจนหายวับไปในอากาศเช่นกัน
“หา…ระดับเทพครึ่งก้าว” อสูรแมงมุมกล่าวเสียงสั่นด้วยความใ
“ท่านเทพอย่าทำร้ายข้าเลย ข้าแค่มาขออาศรัยเท่านั้น” อสูรแมงมุมกล่าว
“ข้าเล่นกับเ้าพอแล้ว งั้นก็ไม่ต้องลำบากเ้าแล้วนะ” เทพเทพาพูดพลางดีดนิ้ว อสูรแมงมุมก็ร่างะเิกลายเป็อากาศไปในทันที
จากนั้นเขาก็ปรากฏกายขึ้นข้างๆเทพสุญตาพลางกล่าวว่า “น้องนีเราไปรับรางวัลกันเถอะ” แล้วก็จูงมือกันหายวับไป
ณ ด้านหน้าคลังสมบัติมหาเทพ ก็ปรากฎร่างของชายหญิงคู่นึง สังข์พรหมจักรกล่าวข้อความว่า “ภารกิจที่ 2 สำเร็จ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ท่านและลูกทีมจะได้สมบัติมหาเทพไป 1 อย่าง คือกระจกส่องมาร จำนวน 2 ชิ้น ตัวข้าจะเลื่อนเป็ระดับ 5 อายุกลายเป็ 15 ปี ให้คำปรึกษาได้มากขึ้น
ป้ายผ่านทั้งสองท่านถูกยกระดับเป็ระดับ Luxury ซึ่งเป็ระดับสูงสุด ปกติจะมีให้เฉพาะระดับเทพแท้เท่านั้น ผู้ที่ได้ป้ายระดับนี้ไม่ต้องสแกนสามารถเข้าออกได้ตามสบาย
โบนัสคนละ 500 แต้ม สามารถเลือกอาวุธโบนัสได้ 2 ชิ้นต่อหนึ่งทีมดังนี้
1.ดาบเทพอัสนีย์ อาวุธระดับมหาเทพ มีพลังอัสนีหล่อเลี้ยงทำให้ดาบมีความคมตลอดเวลาโดยไม่ต้องลับดาบเลย สามารถสร้างสายฟ้า สร้างเปลวเพลิงอัสนี และเป็ดาบที่คมที่สุดในโลกใบนี้ มีเพียงชิ้นเดียว ใช้แต้มโบนัสแลกซื้อจำนวน 500 แต้ม
2.พัดเมฆาเลื่อนลอยเป็อาวุธที่เทพอัสนีย์เก็บได้ที่ปากถ้ำเมฆาเลื่อนลอย น่าจะเป็อาวุธของพิภพมาร อาวุธระดับมหาเทพ สามารถสร้างเมฆหมอก สร้างฝน สร้างพายุ สร้างลมหนาว และยังสามารถปล่อยเข็มปลิดิญญาออกมาได้นับไม่ถ้วน แค่สลัดเพียงครั้งเดียว มีเพียงชิ้นเดียว ใช้แต้มโบนัสแลกซื้อจำนวน 500 แต้ม
3.ตะกรุดลิ้นั อาวุธระดับมหาเทพ ใช้อมไว้ในปากทำให้สามารถหายใจในน้ำได้ ใช้แต้มโบนัสแลกซื้อจำนวน 500 แต้ม
4.ผ้าคลุมล่องหน อาวุธระดับมหาเทพ ใช้หลบซ่อน กำบัง อำพลาง ตัวเราจากศัตรู อาวุธระดับมหาเทพ ใช้แต้มโบนัสแลกซื้อจำนวน 500 แต้ม”
“ข้าเลือกดาบเทพอัสนีย์” เทพเทพากล่าว
“ข้าเลือกพัดเมฆาเลื่อนลอย” เทพสุญตากล่าว
“น้องนี เราแบ่งกระจกส่องมารกันคนละชิ้นนะ” เทพเทพากล่าว
“แน่นอนมันต้องเป็เช่นนั้น” เทพสุญตากล่าว
“เชิญทั้งสองท่านรับอาวุธที่ช่องรับอาวุธได้เลย” สังข์พรหมจักรกล่าว สิ้นสุดเสียงก็มีช่องเปิดจากผนังคลังสมบัติมหาเทพ จากนั้นก็มีอาวุธลอยออกมา ทั้งสองรีบวิ่งไปรับไว้ แล้วนำไปเก็บในมิติแห่งจิตของตนเอง
“ท่านรู้ไหมเวลานี้ข้าไม่ต้องทำภารกิจให้ครบทั้ง 4 ก็สามารถออกจากที่นี่ได้แล้วนะ” เทพเทพากล่าวกับสังข์พรหมจักร
“ในข้อนี้ข้าย่อมรู้ดี แต่ท่านรู้ไหมว่าข้าไม่ใช่ของวิเศษ แต่เป็หุ่นพยนต์ที่เชื่อมต่อกับจิตของมหาเทพจอมราชันโดยตรง เสียงที่พูดอยู่นี้คือเสียงของข้ามหาเทพจอมราชัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็เทพอัสนีย์” มหาเทพจอมราชันกล่าว
“เพราะเหตุใดท่านจึงมาหลอกพวกเราให้ทำภารกิจต่างๆด้วย” เทพเทพากล่าว
“ภารกิจต่างๆที่พวกเ้าทำก็เป็การกระตุ้นให้เ้าทั้งสองได้พัฒนาไปเป็เทพแท้ทั้งสิ้น ข้าไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายต่อพวกเ้า แต่หากพวกเ้าอยากหยุดเพียงแค่นี้ก็ย่อมได้” มหาเทพจอมราชันกล่าว
“งั้นพวกข้าไม่ทำแล้ว” เทพสุญตากล่าว
“ได้ ตกลงตามนั้น” มหาเทพจอมราชันกล่าวจบสังข์พรหมจักรก็หายวับไป
“น้องนี เรากลับสำนักกันเถอะ” เทพเทพากล่าว
“ช้าก่อน” ทั้งสองหันไปตามทิศทางของเสียงที่กล่าว ก็ได้พบกับร่างเงาของมหาเทพจอมราชัน
“ข้ามีบางอย่างจะเล่าให้ฟัง ขอให้พวกเ้ารับรู้ไว้ว่า สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้คือความจริงที่สุดแล้ว
ข้ารักนางมารจารวี องค์หญิงสี่แห่งพิภพมารมากจนมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนาง จึงได้ไปทูลขอท่านพ่อข้าเพื่ออภิเษกสมรสกับนาง แต่ข่าวกลับถูกลือแพร่ไปยังเหล่าทวยเทพ และเกิดความไม่พอใจอย่างมาก ข้าก็กลุ้มใจนัก วันหนึ่งข้าบังเอิญได้แอบเข้าไปในมิติแห่งจิตของนาง ได้พบเข้ากับตำราลับเล่มหนึ่งที่สามารถสร้างเทพขึ้นมาจากมารได้ ข้าจึงวางแผนฆ่านาง โดยในขั้นแรกข้าก็เริ่มด้วยหมั้นกับเทพเหมันต์ แต่สุดท้ายความที่ใกล้ชิดกันมากเกินไปจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งกับนางเช่นกัน แต่นางมิได้ตั้งครรภ์กับข้า จากนั้นข่าวก็แพร่ไปเข้าหูนางมารจารวี แต่นางก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ จนกระทั่งวันที่ถูกข้าวางยาพิษ นางจึงเอ่ยถาม และข้าก็ตอบนางไปว่า “เป็ความจริง” ด้วยความเชี่ยวชาญด้านยาและพิษ ยาพิษจึงไม่สามารถทำอันตรายใดๆนางได้ ข้อนี้ข้ารู้อยู่แล้ว ข้าจึงฟันคอนางด้วยดาบอัสนี ด้วยความแค้นใจนางจึงสามารถะเิพลังปราณจอมมารขึ้นมาได้สำเร็จทันเวลาพอดี ซึ่งถ้านางไม่มีปราณชนิดนี้แก่นิญญาจะสลายไปไม่สามารถกลับมาได้อีก จากนั้นข้าก็นำเศษเสี้ยวิญญาของนางมาผนึกไว้ในห้องห้องเทพยาตรา เพื่อรอลูกชายและสะใภ้ข้ามาสารต่อภาระกิจชุบชีวิตมารกลายเป็เทพต่อไป” ร่างเงาของมหาเทพจอมราชันกล่าว
“ลูกชาย” เทพเทพากล่าวขึ้นมาด้วยความใ
“ใช่ เ้าก็คือลูกชายของข้า แม่เ้าไม่สามารถบอกใครได้ เพราะเป็คำขอของข้า อีกอย่างบอกไปแล้วใครจะเชื่อล่ะ นางโดนบิดาของนางเฆี่ยนตีเท่าไหร่ นางก็ไม่เอ่ยปากสักคำ เ้าเกิดมาถึงพบแต่แม่เ้าเพียงผู้เดียว” มหาเทพจอมราชันกล่าว
เทพเทพาน้ำตาไหลพราก ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี เทพสุญตาโผเข้ามากอดเพื่อปลอบใจเขาพลางกล่าวว่า “แม่ข้า ก็ไม่ใช่ลูกท่านใช่หรือไม่”
ราชินีน้ำแข็งเป็ลูกของ เทพเหมันต์กับเทพัเขียวไม่ใช่ลูกของข้า ข้าถึงได้โกรธนางและลูกของนางมากที่ทำเหมือนลบหลู่ข้า ด้วยความโมโห ข้าจึงสาปพวกนางไปหลายข้อ แต่สุดท้ายก็คิดได้จึงสาปทางออกจากคำสาปไว้ในข้อสุดท้าย ส่วนเทพัเขียวมาขอความปราณีจากข้า ข้าเห็นกับว่าเขาเคยเป็มือขวาของข้าและยอมตายแทนข้ามาก่อน ข้าเลยสาปเบาๆไปแค่ 3 ข้อเท่านั้น”
“ท่านช่างใจร้ายนัก” เทพเทพากล่าว
“ต่อไปในวันข้างหน้าข้ายังต้องฝึกเ้าอีกเยอะ ผู้เป็เทพอัสนีย์ย่อมต้องเป็จอมเทพในสักวัน ดังนั้นเทพอัสนีย์จะต้องมีความสามารถเหนือผู้อื่นอย่างน้อย 1 ก้าวเสมอ ฮ่าๆๆๆ” กล่าวจบร่างเงาของมหาเทพจอมราชันก็เลือนหายไป
“ท่านอาจารย์ ท่านกำลังหลั่งน้ำตาใช่ไหม” เทพสุญตากล่าวกับนางมารจารวีในมิติแห่งจิตผ่านห้วงกระแสจิต ซึ่งการคุยกันในลักษณะนี้ผู้อื่นมิอาจสดับเสียงใดๆได้เลย
“ข้าเพิ่งเข้าใจชายผู้นั้น” นางมารจารวีกล่าว
“เข้าใจถึงความโหดร้ายของเขาหรือ” เทพสุญตาถามในห้วงกระแสจิต
“ไม่ใช่ เข้าใจว่าเขาต้องแบกรับเื่ต่างๆไว้บนบ่ามากมาย ทำเพื่อส่วนรวม แต่ก็ต้องพยายามรักษาประโยชน์ของตนเองไว้ โดยต้องคำนึงถึงความถูกต้องด้วย ข้าเชื่อว่าในใจของชายผู้นั้นก็คงจะเ็ป และอ่อนล้าไม่แพ้ใครหลอกนะ” นางมารจารวีกล่าว
“ข้าไม่ยักจะเข้าใจอย่างท่านเลย ช่างเถอะเดี๋ยวเรากลับสำนักอัสนีดีกว่า” เทพสุญตากล่าวในห้วงกระแสจิต
นางมารจารวีปรากฏกายขึ้นต่อหน้าคนทั้งสองพลันกล่าวว่า
“พวกเ้าต้องวาร์ปไปยืนบนแท่นบรรจถรณ์ จากนั้นใช้ปราณอนันต์หมุนแกนกลางแท่นนี้ 3 รอบ โดยหมุนเวียนไปทางขวา มันจะพาเ้าออกมายืนบนแท่นบรรจถรณ์ที่อยู่ในสำนักอัสนี พร้อมปลดล็อคกลไกประตู อย่างนี้จึงจะทำให้ประตูที่เ้าเข้ามาครั้งแรกปลดล็อคได้”
“รับทราบ” ทั้งสองกล่าว พลันวาร์ปไปยืนบนแท่นบรรจถรณ์ ซึ่งเป็แท่นวงกลมที่ทั้งสองคนเคยพบ หลังจากเดินลงบันไดมายังค่ายกลใต้ดินเพียงแค่ 2 เมตรเท่านั้น
“พี่โก้เราช่วยกันหมุนแกนนะ” เทพสุญตากล่าว
“ได้” เทพเทพารับคำ
ทั้งสองคนช่วยกันใช้ปราณอนันต์หมุนแกนกลางไปทางขวา 3 รอบ พลันร่างของคนทั้งสองก็หายวับไป