กระดาษรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สามของ T-Group วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊กสลักลายหรูหราตรงหน้าผม ตัวเลขสีเขียวเข้มที่แสดงถึงผลกำไรสุทธิและการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านควรจะเป็สิ่งที่ดึงดูดสายตาของนักบริหารอย่างผมได้ดีที่สุด ทว่าความจริงในบ่ายวันนี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขเ่าั้ก็จริง แต่สมองของผมไม่ได้ประมวลผลหรือวิเคราะห์ค่าสถิติใดๆ เลยแม้แต่หน้าเดียว
เพราะในหัวสมองของผมเวลานี้ มีแต่ภาพของเด็กฝึกงานคนหนึ่งแล่นวนไปวนมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... พู่กัน
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สั่งตัดพิเศษ พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน จังหวะที่ผมเรียกเขาเข้ามาติวงานออกแบบโครงสร้างเสาออฟฟิศเป็การส่วนตัว ในห้องทำงานที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศคลอเบาๆ ตอนที่ผมขยับเข้าไปใกล้เพื่อชี้จุดผิดในกระดาษแบบร่าง ปลายนิ้วและหลังมือของเราแตะโดนกันโดยบังเอิญ ััจากหลังมือนุ่มนิ่มและอุ่นละมุนของเขายังคงติดตรึงอยู่ที่ผิวของผมราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ ไหนจะแก้มกลมสองข้างที่ขึ้นสีแดงเหมือนมะเขือเทศสุกยามที่เขาใจนพูดผิดพูดถูก ลนลานจนเกือบจะทำสมุดสเกตช์ร่วงใส่เท้าตัวเองอีก ท่าทางโก๊ะๆ แต่น่าเอ็นดูสุดขีดนั่นทำให้มุมปากของผมเกือบจะขยับยกขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างกักเก็บไม่อยู่
ผมเกือบจะหลุดยิ้มอ่อนโยนออกมาจริงๆ แล้ว ทว่าเสียงเคาะประตูอันแสนสุภาพแต่อัญเชิญมาด้วยความคุ้นเคยก็ดังขึ้นขัดจังหวะภวังค์หวานเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก
"ขออนุญาตค่ะบอส"
เสียงของเลขาอรดังขึ้นพร้อมกับการเปิดประตูบานใหญ่เข้ามาอย่างนอบน้อม ผมสะดุ้งเล็กน้อยในใจแต่ภายนอกยังคงควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยสนิท ดึงสายตากลับมาจ้องรายงานการเงินราวกับกำลังเคร่งเครียดวิเคราะห์ผลกำไรขาดทุนอย่างจริงจังภายในเสี้ยววินาที มาดของ CEO ผู้เ็า เ้าระเบียบ และน่าเกรงขามที่พนักงานขนานนามว่า 'บอสจอมมาร' ถูกสวมทับกลับเข้ามาอย่างสมบูรณ์แบบ
"มีอะไร อร" ผมถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งตามปกติ
เลขาอรก้าวเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานพร้อมกับไอแพดส่วนตัวในมือ เธอสไลด์หน้าจอช้าๆ ก่อนจะรายงาน
"สรุปกำหนดการ่บ่ายค่ะบอส บ่ายสองโมงตรงมีนัดกับคุณกมลเพื่อตรวจพื้นที่หน้างานโครงการรีโนเวทภายนอกตึกและปรับปรุงภูมิทัศน์ทางเข้าออฟฟิศค่ะ ตอนนี้ อรประสานงานให้พนักงานขับรถตู้ของบริษัทเตรียมพร้อมรอรับบอสที่ชั้นใต้ดินแล้วค่ะ"
ผมเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะทำงานช้าๆ แสร้งทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ทั้งที่จริงๆ แผนการบางอย่างผุดขึ้นในหัวทันทีั้แ่ได้ยินชื่อโครงการปรับปรุงหน้าตึก
"ยกเลิกรถตู้บริษัทซะ บ่ายนี้ผมจะขับรถสปอร์ตไปเอง" ผมสั่งเสียงเรียบ
เลขาอรชะงักไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้ทักท้วงเื่รถ
"รับทราบค่ะ บอสจะเดินทางคนเดียวใช่ไหมคะ?"
"เปล่า" ผมประสานมือไว้บนตัก ส่งสายตานิ่งลึกไปที่เลขาคู่ใจ
"แจ้งพู่กันจากแผนกดีไซน์ให้เตรียมตัวติดรถไปกับผมด้วย ให้เขาไปช่วยจดบันทึกและร่วมนำเสนอโครงร่างแบบร่างแรกที่คุณกมลขอมา"
เลขาอรเบิกตากว้างขึ้นนิดหน่อย แววตาสั่นไหวระริกคล้ายกำลังกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ เธอทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผมมานานหลายปีจนแทบจะมองทะลุหน้ากากไร้อารมณ์ของผมได้ทะลุปรุโปร่ง แม้ภายนอกผมจะพูดจาเป็ทางการและอ้างเหตุผลเื่งาน แต่ในใจของอรคงรู้ดีว่านี่คือการใช้อำนาจหน้าที่ต้อนเด็กใหม่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดตัวอย่างชัดเจน
"เอ่อ... น้องพู่กันเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานนะคะบอส ปกติงานตรวจหน้าไซต์กับพบคู่ค้ารายใหญ่อย่างคุณกมล บอสจะให้หัวหน้าแผนกหรือคุณเกรียงไกรไปเองไม่ใช่หรือคะ?"
เธอแกล้งทักท้วงอย่างสุภาพ แต่ดวงตาวาวระยับด้วยประกายล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด
"พู่กันเป็คนลงมือวาดแบบร่างชิ้นนี้ด้วยตัวเอง"
ผมกึ่งอธิบายกึ่งออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งพิรุธใดๆ หลุดรอดออกมา
"การพาคนทำงานจริงไปหน้างานจะช่วยให้เราตัดสินใจและปรับแก้ข้อบกพร่องร่วมกับคุณกมลได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด อรไปจัดการตามนี้เถอะ อย่าให้ช้า"
"ค่ะบอส อรจะรีบแจ้งน้องพู่กันให้เตรียมสัมภาระเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
เลขาอรยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป ทันทีที่ประตูปิดสนิท ความเงียบก็กลับคืนสู่ห้องกว้าง ผมเอนหลังพิงพนัก พ่นลมหายใจออกยาวเหยียดพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่คราวนี้เผยออกมาอย่างสมใจ แผนการดึงลูกกระต่ายน้อยมาไว้บนเบาะข้างคนขับของซูเปอร์คาร์ส่วนตัว... สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว
---
เวลาบ่ายโมงครึ่ง แดดกรุงเทพฯ ในยามบ่ายสาดแสงลงมาอย่างร้อนระอุจนยางมะตอยบนพื้นถนนแทบจะละลาย ผมขับซูเปอร์คาร์คันหรูคู่ใจ Aston Martin Vantage สีดำขลับเงาวับมาจอดเทียบรับที่หน้าตึกพนักงาน ตัวถังที่โค้งมนและเสียงเครื่องยนต์ทุ้มต่ำทรงพลังดึงดูดสายตาของคนแถวนั้นได้ดี แต่สายตาของผมกลับจับจ้องไปยังร่างโปร่งบางของพู่กันที่ยืนกอดสมุดสเกตช์ภาพและแท็บเล็ตไอแพดแน่นจนแทบจะกลืนหายเข้าไปในอก
เขายืนหมุนตัวไปมาเหมือนลูกกวางตื่นภัย หันซ้ายหันขวามองหาเพื่อนร่วมงานคนอื่นหรือรถตู้สีขาวคันใหญ่ของบริษัทที่พนักงานใช้เดินทางไปหน้างานร่วมกัน ท่าทางเกร็งสู้ชีวิตทว่าแฝงความลนลานอย่างเต็มพิกัดนั้นน่าเอ็นดูจนผมรู้สึกอยากแกล้งให้เขาลนลานยิ่งกว่าเดิม
ผมกดปุ่มกระจกข้างฝั่งคนขับให้เลื่อนลงช้าๆ พู่กันสะดุ้งตัวโยนเมื่อเห็นใบหน้าของผมอยู่หลังพวงมาลัย
"คะ... คุณธีร์?" เขาอุทานเสียงหลง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความสับสนปนหวาดหวั่น
"เอ่อ... พี่อรบอกให้ผมมารอบอสเพื่อไปตรวจไซต์งานด้วยกัน แต่... แล้วรถตู้ของบริษัทอยู่ตรงไหนเหรอครับ?"
ผมแสร้งทำสีหน้านิ่งเข้ม สายตาดุขรึมดูน่ากลัวที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ไม่มีรถตู้ ขึ้นรถซะพู่กัน เราไม่มีเวลาให้โอ้เอ้ ถ้ารอระบบจองรถตู้ของบริษัท เราจะไปสายกว่าเวลานัดของคุณกมล"
"เอ๋? แต่... แต่ให้ผมนั่งรถคันนี้ไปกับคุณธีร์สองคนเหรอครับ?"
ลูกกระต่ายน้อยตัวสั่นเทา มองรถหรูราคาเกือบยี่สิบล้านราวกำลังมองเครื่องปะาชีวิต
"ใช่ หรือคุณจะให้ผมซึ่งเป็ CEO ไปยืนตากแดดรอรถตู้กับคุณตรงนี้?" ผมพูดจี้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหน้าตาย
"มะ... ไม่ใช่ครับ! ผมขึ้นเดี๋ยวนี้แหละครับบอส"
พู่กันละล่ำละลักตอบรีบเดินอ้อมมาเปิดประตูรถอย่างระมัดระวังเบามือราวกับเกรงว่าเล็บของตนจะทำร้ายพื้นผิวสีรถสุดเนี้ยบ เขาค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเบาะหนัง VIP ข้างคนขับ ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดด้วยท่าทางตื่นๆ ก่อนจะขยับตัวลีบเกร็งไปชิดประตูด้านข้างจนแทบจะสิงเข้าไปในบานกระจก เขยิบหนีห่างจากผมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมปรายสายตามองท่าทางเกร็งสุดชีวิตนั่นเงียบๆ ระยะห่างบนเบาะรถสปอร์ตที่จำกัดทำให้ผมััได้ถึงกลิ่นกายของเขา กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศโทนกลิ่นเปลือกไม้และควันจางๆ (Woody & Smoky) อันเป็เอกลักษณ์ของรถผม บัดนี้เริ่มมีกลิ่นหอมแปลกใหม่ที่น่ารื่นรมย์แทรกเข้ามา มันเป็กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ คล้ายแป้งเด็กผสมกับกลิ่นส้มคั้นสดบางเบาจากตัวพู่กัน กลิ่นนุ่มฟูละมุนละไมนั้นทำให้บรรยากาศเคร่งขรึมในรถจางลงทันตา และมันดันทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปเงียบๆ
"เกร็งขนาดนั้นจะสบายตัวได้อย่างไร ขยับมานั่งตรงกลางเบาะดีๆ รถผมไม่ได้มีเข็มหมุดปักอยู่"
ผมบอกเสียงเรียบขณะหักพวงมาลัยพาซูเปอร์คาร์พุ่งทะยานออกสู่ท้องถนนใหญ่
"ผะ... ผมนั่งแบบนี้สบายมากเลยครับคุณธีร์ เบาะนุ่มดีมากเลยครับ!"
พู่กันตอบเสียงสูงเกือบหลง ดวงตามองตรงไปข้างหน้านิ่งไม่ยอมหันมามองเสี้ยวหน้าของผมแม้แต่องศาเดียว แก้มกลมๆ สองข้างเป่งออกด้วยความเครียดปนเกร็ง
ผมแอบยิ้มขำในใจ ท่าทางเก๊กขรึมภายนอกของผมช่างตรงข้ามกับความนุ่มฟูในใจที่กำลังชื่นชมความน่ารักน่าเอ็นดูของน้องอย่างบ้าคลั่ง
"แบบแปลนที่คุณปรับปรุงเมื่อเช้าเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม?" ผมชวนคุยเพื่อลดความประหม่าของเขา
"เรียบร้อยดีครับคุณธีร์ ผมแก้ไขเสาโครงสร้างให้ดูเพรียวบางลงตามที่บอสคอมเมนต์รอบแรกแล้วครับ แล้วก็แอบทำแบบทางเลือกสำรองไว้เผื่อคุณกมลอยากได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นด้วยครับ..."
พอพูดถึงเื่งาน น้ำเสียงของพู่กันก็เริ่มเจือความมั่นใจและลื่นไหลขึ้นเล็กน้อย แววตาเริ่มเป็ประกายวับๆ ยามเล่าถึงไอเดียดีไซน์ของตัวเอง
"อืม ดีมาก"
ผมตอบรับสั้นๆ ด้วยสีหน้าหน้าตายแบบเดิม ทว่าในใจมีคำชมพรั่งพรูว่า 'เด็กดี เก่งที่สุด' อยากจะเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมนุ่มมือของเขาใจจะขาด แต่ก็ต้องกุมพวงมาลัยไว้แน่นเพื่อรักษากิริยา
---
การจราจรในยามบ่ายค่อนข้างติดขัดหนาแน่นสมกับเป็เมืองหลวง รถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละคืบสลับกับหยุดนิ่งสนิท ผมเปิดเพลงแจ๊สคลอเบาๆ เพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดจนเกินไป
ขณะที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยกใหญ่ ผมใช้หางตาสังเกตเห็นว่าพู่กันเริ่มมีอาการแปลกๆ ใบหน้าขาวใสดูอิดโรยและซีดลงเล็กน้อย มือบางข้างหนึ่งวางกุมอยู่บริเวณหน้าท้องใต้สมุดสเกตช์ภาพของตัวเอง ร่างโปร่งบางนั่งโอนเอนไปมาคล้ายคนไม่มีแรง
ท่ามกลางความเงียบสนิทในตัวรถที่มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สแ่เบา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
โครก... โครกกก...
มันคือเสียงท้องร้องประท้วงที่ดังลากยาวชัดถ้อยชัดคำ พู่กันสะดุ้งตัวเกร็ง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ใบหน้าขาวใสลามไปจนถึงใบหูแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำราวกับผลเชอร์รี่สุกงอมภายในวินาทีเดียว
เขาพยายามห่อตัวให้เล็กลงไปอีก ดึงสมุดสเกตช์และไอแพดมาปิดทับหน้าท้องตัวเองไว้แน่น หวังจะบดบังเสียงธรรมชาติที่เพิ่งประจานตัวเองไปเมื่อครู่ด้วยความอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปจากเบาะข้างคนขับคันนี้
ผมปรายสายตาหันไปมองเขาหน้านิ่งสนิท ไร้อารมณ์ใดๆ
"เสียงอะไร?"
"เอ่อ... เสียง... เสียงแตรจากรถคันข้างหลังมั้งครับคุณธีร์!"
พู่กันเอ่ยแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แกล้งก้มหน้ามองนอกหน้าต่างรถ ทั้งๆ ที่รอบด้านไม่มีรถคันไหนบีบแตรหรือขยับตัวเลยสักคัน
"รถข้างหลังอยู่ห่างออกไปเกือบสามเมตร และเสียงเมื่อกี้มันดังมาจากหน้าตักของคุณเอง"
ผมจี้ถามหน้านิ่ง จ้องมองอาการประหม่าลนลานของเด็กดีด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร
พู่กันไหล่ลู่คอตกในทันที ท่าทางหม่นหมองคล้ายลูกกระต่ายโดนฝน แก้มสองข้างแดงระเรื่อสะท้อนแสงแดดเย็นที่เริ่มส่องเข้ามา
"ขอโทษครับคุณธีร์... ท้องผม... ท้องผมมันร้องประท้วงเองครับ"
"ยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง?" ผมขมวดคิ้วกดเสียงต่ำลงเล็กน้อย แสร้งทำเป็ดุดัน
"คือ... เมื่อเช้าหลังจากโดนคุณธีร์ตรวจงานแล้วคอมเมนต์เื่แปลนเสา ผมกลัวจะปรับปรุงส่งให้พี่อรตรวจไม่ทันบ่ายโมง ก็เลยมัวแต่แก้แบบแปลนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ครับ ลืมเวลาไปเลย... รู้ตัวอีกทีก็หมดเวลาพักเที่ยงแล้วครับ"
พู่กันตอบเสียงละห้อยหูตก ดวงตาหลุกลิกมองสบตาผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นริ้วเข้ามาในอกทันที ทว่าความหงุดหงิดนั้นไม่ได้มีต่อคนตัวเล็กข้างกายเลยแม้แต่น้อย แต่เป็ความหงุดหงิดตัวเองที่เมื่อเช้าผมตรวจงานเขาอย่างเข้มงวดและตึงเครียดเกินไป จนทำให้เด็กน้อยคนนี้ตื่นตระหนกกลัวจนละเลยการดูแลตัวเองและปล่อยให้กระเพาะอาหารว่างเปล่า สุขภาพของพู่กันสำคัญกว่าโครงการรีโนเวทภายนอกพรรค์นั้นตั้งเท่าไหร่ ทำไมผมถึงปล่อยปละละเลยเื่พื้นฐานแบบนี้ไปได้นะ
แม้ในใจจะร้อนรนกังวลว่าเขาจะเป็โรคกระเพาะ แต่ภายนอกผมทำได้เพียงขมวดคิ้วหนาเข้าหากันพลางหักพวงมาลัยเพื่อเตรียมเปลี่ยนทิศทางในเสี้ยววินาที
"คุณธีร์ครับ? ทางนี้มันเลี้ยวออกนอกเส้นทางไปไซต์งานนี่ครับ?"
พู่กันท้วงตื่นๆ เมื่อเห็นรถสปอร์ตแล่นเข้าสู่ถนนอีกเส้น
"นั่งเฉยๆ เถอะน่า ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่" ผมตอบด้วยน้ำเสียงเผด็จการเฉียบขาด
---
ผมเลี้ยวรถสปอร์ตสีดำขลับเข้าจอดเทียบท่าที่บริเวณลานจอดรถหน้าร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นกึ่งคาเฟ่สุดหรูหราที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและบานกระจกใสบานใหญ่ ร้านนี้เป็ร้านประจำที่ผมมักจะมาใช้บริการเวลาคุยงานสำคัญ และมีนโยบายความเป็ส่วนตัวค่อนข้างสูง
"เอ๋? คุณธีร์พาผมมาที่นี่ทำไมเหรอครับ? เราจะสายแล้วนะครับ นัดคุณกมลไว้บ่ายสองโมงตรง ตอนนี้บ่ายโมงสี่สิบห้าแล้วนะครับคุณธีร์"
พู่กันท้วงน้ำเสียงสั่นสะท้าน มือไม้ปัดป่ายชี้นาฬิกาบนหน้าจอไอแพดด้วยความกังวลใจกลัวจะทำเสียงานใหญ่
ผมดับเครื่องยนต์ หมุนตัวไปหาคนตัวเล็ก แสร้งทำใบหน้าบูดบึ้งเคร่งขรึม เอ่ยด้วยเสียงทรงอำนาจและเ็าแบบ CEO
"ผมหิว และผมไม่มีนโยบายเจรจาธุรกิจตอนท้องว่าง สมองของผม้าพลังงานเพื่อประมวลผลการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคุณเองก็ต้องลงไปทานอาหารเป็เพื่อนผมด้วย ถือเป็คำสั่งและเป็การเลี้ยงอาหารต้อนรับพนักงานใหม่ของแผนกดีไซน์อย่างเป็ทางการจากผม"
"แต่ว่า... มันจะสายแล้วนะครับบอส..." พู่กันอ้อมแอ้มท้วง
"ผมแจ้งเลขาอรให้โทรเลื่อนนัดคุณกมลออกไปอีกสิบห้านาทีแล้ว ไม่มีแต่... ลงมาได้แล้ว"
ผมพูดตัดบทและก้าวลงจากรถทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เขามีสิทธิ์คัดค้าน พู่กันจำยอมต้องหอบข้าวของเดินตามผมเข้ามาในร้านอย่างคนหมดหนทางสู้ ทันทีที่พวกเราก้าวผ่านประตู ผู้จัดการร้านที่คุ้นหน้ากันดีก็รีบเข้ามาต้อนรับและนำทางไปยังโซนโซฟาส่วนตัวริมกระจกใสที่มองออกไปเห็นสวนสไตล์อังกฤษทันที
ผมหยิบเมนูอาหารขึ้นมาเปิดไล่สายตาสั่งอย่างรวดเร็วโดยไม่ถามความเห็นพู่กัน เพราะรู้ดีว่าเด็กที่ขี้เกรงใจและกลัวผมจนหัวหดคนนี้คงไม่กล้าสั่งอะไรนอกจากน้ำเปล่าแน่ๆ
"ขอพาสต้าครีมซอสแซลมอนย่าง ซุปครีมเห็ดทรัฟเฟิลอุ่นๆ สลัดอะโวคาโดอกไก่ แล้วก็น้ำส้มคั้นสดร้อยเปอร์เซ็นต์สองแก้วครับ" ผมส่งเมนูคืนให้พนักงานเสิร์ฟ
เมื่ออาหารหลากหลายจานถูกยกมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมกรุ่นของชีสและครีมซอสข้นๆ พร้อมแซลมอนย่างสีส้มสุกกำลังดีโชยกลิ่นชวนน้ำลายสอ พู่กันนั่งหลังตรงมองจานอาหารตาละห้อยสลับกับมองหน้าผมตาปริบๆ คล้ายรอรับอนุญาตก่อนลงมือทาน
"มองทำไม? ทานซะสิ หรือต้องให้ผมป้อนก่อนถึงจะทานได้?"
ผมเลิกคิ้วถามหน้านิ่ง แต่คำพูดนั้นทำให้พู่กันหน้าแดงวาบอีกรอบ รีบคว้าช้อนส้อมทันควัน
"มะ... ไม่ต้องครับบอส ผมทานเองได้ครับ!"
คนตัวเล็กรีบตักพาสต้าครีมซอสคำโตเข้าปากอย่างรวดเร็ว ทันทีที่รสชาติความกลมกล่อมเข้มข้นััต่อมรับรส ดวงตากลมโตคู่นั้นก็เบิกกว้างเป็ประกายสดใสวาววับราวกับเด็กน้อยที่ได้รับของเล่นชิ้นโปรด แก้มกลมๆ สองข้างขยับเคี้ยวอาหารตุ่ยๆ จนป่องออกเป็ก้อนกลมน่าบีบ ความกังวลตึงเครียดเลือนหายไปจนหมดสิ้น ร่างเล็กๆ เผลอส่ายหัวดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างมีความสุขขณะเคี้ยวแซลมอนเนื้อนุ่มละมุนลิ้น
ผมจิบกาแฟดำของตัวเองเงียบๆ มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก หัวใจของผมมันนุ่มฟูและอบอุ่นจนคับแน่นหน้าอกอย่างน่าประหลาด ยามที่ได้มองแก้มกลมขยับเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยและสีหน้ามีความสุขของเขา ความเครียดจากการบริหารงานมูลค่ามหาศาลตลอดทั้งสัปดาห์มลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
ค่าอาหารมื้อนี้ต่อให้แพงกว่านี้สิบเท่าหรือร้อยเท่า ผมก็จ่ายได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด ขอแค่ได้เห็นท่าทางเคี้ยวแก้มตุ่ยและรอยยิ้มตาหยีผ่อนคลายแบบนี้ของเขาก็เพียงพอแล้ว
"ค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบขนาดนั้น เดี๋ยวก็สำลักหรอก"
ผมเอ่ยเตือนด้วยเสียงทุ้มต่ำพลางหยิบเหยือกน้ำส้มมาเทเติมให้เขาเงียบๆ
"ขอบคุณครับคุณธีร์ พาสต้าร้านนี้อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยทานมาเลยครับ"
พู่กันพูดน้ำเสียงสดใสและยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แก้มใสเลอะคราบครีมซอสเล็กน้อยโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัว
ผมดึงกระดาษทิชชูออกมาแผ่นหนึ่ง ตั้งใจจะยื่นมือไปเช็ดคราบเปื้อนบนแก้มนุ่มนั้นด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องยับยั้งชั่งใจตัวเองไว้แล้ววางกระดาษลงข้างจานของเขาแทน
"เช็ดแก้มด้วย เลอะเทอะเหมือนเด็กๆ"
"อ๊ะ! จริงด้วย ขอโทษครับบอส" พู่กันรีบหยิบกระดาษไปเช็ดแก้ม พลางเผยแก้มแดงซ่านระเรื่อชวนมอง
---
เวลาบ่ายสองโมงยี่สิบนาที ซูเปอร์คาร์แล่นมาจอดที่ไซต์งานโครงการปรับปรุงทัศนียภาพภายนอกออฟฟิศ คุณกมล คู่ค้ารายใหญ่ยืนรออยู่พร้อมกับวิศวกรและผู้ควบคุมงานอีกสองสามคน พู่กันกลับเข้าสู่โหมดคนทำงานอย่างจริงจังในทันที เขาดึงสมุดสเกตช์ภาพ ปากกา และแท็บเล็ตไอแพดขึ้นมาถือพร้อม แววตาลนลานเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
"สวัสดีครับคุณธีร์ ยินดีที่ได้พบครับ" คุณกมลเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
"สวัสดีครับคุณกมล ขออภัยที่ทำให้ต้องรอเล็กน้อยครับ" ผมตอบรับพลางจับมือทักทายตามมารยาทธุรกิจ
การประชุมและเดินตรวจพื้นที่เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางแดดบ่ายที่ยังคงแผ่ความร้อนอบอ้าว คุณกมลอธิบายถึงความ้าปรับปรุงพื้นที่หน้าตึกออฟฟิศให้ดูทันสมัย โปร่งโล่ง แต่ต้องแฝงธรรมชาติร่มรื่น พู่กันเดินตามพวกเราเงียบๆ คอยก้มหน้าก้มตาจดบันทึกรายละเอียดและวาดสเกตช์ภาพไอเดียคร่าวๆ ลงบนสมุดอย่างขะมักเขม้น เม็ดเหงื่อพราวซึมตามไรผมและกรอบหน้าขาวใสจนผมอยากจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับให้ แต่ต้องหักห้ามใจไว้
"คุณธีร์ครับ ตรงส่วนทางเข้าหลักนี้ ดีไซน์ร่างแรกที่คุณส่งมามันดูทึบไปนิดนึงครับ ผมอยากได้โครงสร้างที่ดูโปร่งสบายกว่านี้แต่ยังคงมีเอกลักษณ์สะดุดตา พอจะมีไอเดียอื่นเสนอเพิ่มเติมไหมครับ?"
คุณกมลถามพลางหันมาทางผม
ผมกอดอกทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากับคนตัวเล็กที่ยืนคอยอยู่ด้านหลัง
"พู่กัน แบบร่างทางเลือกที่คุณเตรียมมา ลองอธิบายให้คุณกมลฟังหน่อยสิ"
พู่กันชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกคาดไม่ถึงว่าผมจะเปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานอย่างเขาได้นำเสนอผลงานต่อหน้าคู่ค้ารายใหญ่โดยตรง เขาหันมองผมอย่าง้าความมั่นใจ ผมจึงพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยสายตานิ่งขรึมทว่าแฝงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
คนตัวเล็กลดอาการตื่นตระหนก สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างผม ยื่นหน้าจอไอแพดแสดงแบบร่างแปลนและอธิบายด้วยเสียงใสเจื้อยแจ้ว
"คือ... โครงร่างสำรองนี้ผมใช้วัสดุระแนงไม้ธรรมชาติผสมผสานกับเหล็กน้ำหนักเบาครับคุณกมล โครงสร้างจะช่วยกรองแสงแดดบ่ายได้ดีแต่ไม่ปิดกั้นลมธรรมชาติ ทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่งและเชื่อมต่อกับสวนหย่อมด้านข้างได้อย่างเป็เนื้อเดียวกันครับ ส่วนเสาตรงนี้จะปรับเป็..."
น้ำเสียงของพู่กันในเวลานี้มั่นคง ไม่มีอาการสั่นเครือเหมือนตอนอยู่กับผมสองคนในรถ มือบางขยับวาดชี้แจงรายละเอียดในแบบร่างบนหน้าจอไอแพดอย่างคล่องแคล่ว ทักษะการอธิบายและไอเดียการออกแบบยอดเยี่ยม แววตาของเขาเป็ประกายสดใสเจิดจ้ายามพูดถึงผลงานที่ตนเองทุ่มเทใจทำ รอยยิ้มสดใสผุดพรายบนใบหน้าขาวน่ารักยามที่คู่ค้าพยักหน้าตามอย่างสนใจ
ผมยืนกอดอก มองภาพพู่กันจากมุมข้างเงียบๆ ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขาแล่นพล่านเต็มอกจนเกือบเก็บสีหน้านิ่งเฉยไว้ไม่อยู่ เด็กดีของผมเก่งเหลือเกิน เขามีความสามารถและพร์ของนักออกแบบที่น่าทึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ความเปิ่นซุ่มซ่ามนั่น
ทว่า... ความภาคภูมิใจปิติล้นพ้นของผมก็ต้องสะดุดกึกเมื่อเห็นอาการของคุณกมล
ผมสังเกตเห็นว่า สายตาของคุณกมลเริ่มเปลี่ยนจากการจ้องมองแผ่นแบบแปลนในไอแพด ไปจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าน่ารักสดใสของพู่กันแทน แววตาคู่นั้นทอประกายเอ็นดูชื่นชมอย่างปิดไม่มิด แถมคุณกมลยังขยับตัวเข้ามาใกล้พู่กันอีกเกือบครึ่งก้าวเพื่อดูหน้าจอไอแพดอย่างใกล้ชิด รอยยิ้มของคุณกมลมันกว้างและเป็มิตรจนดูเกินขอบเขตงานธุรกิจในความคิดของผมไปมาก
ในอกของผมเกิดความหงุดหงิดหวงแหนพุ่งริ้วขึ้นมาอย่างรุนแรงแบบไม่มีเหตุผล เส้นเืที่ขมับเต้นตุบๆ รังสีเย็นเฉียบแผ่ออกจากตัวผมทันที สายตาที่เคยมองพู่กันด้วยความละมุนเปลี่ยนเป็เ็าแข็งกร้าวส่งตรงไปที่คู่ค้ารายใหญ่ทันควัน
เด็กคนนี้เป็คนของผม... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาสบตาเอ็นดูหรืออยู่ใกล้ชิดเขาขนาดนี้
ผมก้าวเท้าเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างพู่กันและคุณกมลอย่างแเี ชิงใช้แผ่นหลังกว้างบดบังพู่กันไว้ครึ่งตัว แสร้งทำทีเป็ชี้จุดแปลนในไอแพดของคนตัวเล็ก
"ไอเดียระแนงไม้นี้ของพู่กันยังช่วยลดต้นทุนโครงสร้างเสาคอนกรีตได้อีกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยครับคุณกมล ผมเห็นว่าดีไซน์นี้เหมาะสมที่สุดแล้ว"
คุณกมลสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ ผมก็ก้าวขวางและแผ่รังสีคุกคามเย็นเหยียบใส่ เขาหัวเราะแห้งๆ รีบก้าวถอยหลังกลับไปยืนที่เดิมอย่างรู้มารยาททันเวลา
"ครับๆ ไอเดียดีมากครับคุณธีร์ เลือกพนักงานใหม่มาได้เก่งจริงๆ ครับ"
"ขอบคุณครับ"
ผมตอบเสียงทุ้มต่ำแกมเ็า จนพู่กันแอบเงยหน้าหันมามองผมตาปริบๆ ด้วยความฉงนว่าทำไมบอสจอมโหดถึงได้อารมณ์บูดหน้าตึงขึ้นมาอีกแล้ว
ในใจของผมตัดสินใจอย่างเฉียบขาดในวินาทีนั้น... ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าผมจะออกไปพบคู่ค้ารายใด ผมจะลักพาตัวพู่กันหนีบติดรถไปด้วยทุกที่ เพื่อเฝ้าดู สนับสนุน และที่สำคัญที่สุดคือขัดขวางไม่ให้ชายอื่นมาส่งยิ้มหวานหรือมองแก้มกลมๆ ของเด็กดีของผมเด็ดขาด!
---
การตรวจหน้างานเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่นรวดเร็วเพราะแบบแปลนสำรองของพู่กันผ่านการอนุมัติแบบไร้ข้อโต้แย้งใดๆ
แสงแดดยามเย็นทอแสงสีส้มรำไรพาดผ่านขอบฟ้าขณะที่เราเดินกลับมาที่ซูเปอร์คาร์ พู่กันเปิดประตูรถและก้าวเข้ามานั่งข้างคนขับ คราวนี้ท่าทางของเขาลดอาการตื่นเกร็งลงไปมาก ตัวไม่ได้ลีบแบนชิดกระจกจนลอยเหมือนขามาอีกแล้ว เขาจัดเก็บสมุดบันทึกและไอแพดลงกระเป๋าเป้ใบเก่งอย่างเรียบร้อยก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอกที่ผ่านพ้นภารกิจสำคัญมาได้
"เหนื่อยไหม?" ผมเอ่ยถามทำลายความเงียบขณะสตาร์ทรถและเคลื่อนตัวออกสู่ถนนยามพลบค่ำ
"เหนื่อยนิดหน่อยครับคุณธีร์ แต่สนุกและตื่นเต้นมากเลยครับ"
พู่กันหันมายิ้มสดใสตาหยีให้ผม แก้มกลมป่องขยับตามแรงพูด
"ขอบคุณคุณธีร์มากนะครับที่เปิดโอกาสให้ผมได้นำเสนอแบบร่างเอง ถ้าไม่ได้คุณธีร์คอยยืนพยักหน้ารับอยู่ข้างๆ ผมคงลนลานจนพูดผิดพูดถูกไปแล้วแน่ๆ เลยครับ บอสใจดีจังเลยครับ"
"อืม คุณทำได้ดีอยู่แล้ว ผมแค่ี้เีพูดเอง"
ผมตอบเสียงเรียบหน้านิ่งสนิท แสร้งทำเป็มองตรงไปบนถนน ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มอ่อนโยนออกมาอย่างละมุนละไม ยามที่คนตัวเล็กเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวเมืองยามค่ำคืน
แผนการลักพาตัวเด็กดีมาเปย์เนียนๆ ดูแลสุขภาพ และส่งเสริมการทำงานในวันนี้สัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม นอกจากจะได้ปกป้องกระเพาะอาหารของเขาแล้ว ยังได้เห็นภาพพู่กันเปล่งประกายเจิดจ้าท่ามกลางงานออกแบบที่เขาชอบจนผมตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย
พู่กันเริ่มหันมาชวนผมคุยโน่นคุยนี่เื่รายละเอียดดีไซน์ด้วยน้ำเสียงแจ่มใสและผ่อนคลายขึ้นทีละน้อย ความเกรงกลัวและเว้นระยะห่างลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันเป็ก้าวสำคัญในแผนการต้อนเด็กดีเข้ามาในอ้อมกอดของผม
ทว่า... ความใกล้ชิดและการดูแลเป็พิเศษอย่างสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นในวันนี้ คงไม่มีทางรอดพ้นสายตาสอดรู้สอดเห็นของพนักงานในออฟฟิศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเลขาอรที่ป่านนี้คงแอบส่งแชตกระจายข่าวลงในกลุ่มไลน์แผนกดีไซน์แล้วว่า CEO พาเด็กฝึกงานคนใหม่นั่งรถสปอร์ตไปพบคู่ค้าสองต่อสอง แถมยังเลื่อนนัดเพื่อพาไปทานข้าวหรูอีก
ผมลอบมองเสี้ยวหน้าน่ารักของพู่กันที่กำลังเล่าไอเดียจัดสวนอย่างร่าเริง พลางคิดในใจด้วยความเอ็นดูระคนขบขันว่า... พรุ่งนี้ตอนที่เ้าตัวแสบเดินเข้าออฟฟิศไป เขาจะรับมือกับสายตาล้อเลียนและคำแซวของพวกรุ่นพี่เื่ตำแหน่ง 'เด็กเส้นคนพิเศษสุด VIP' ของ CEO จอมมารคนนี้อย่างไรกันนะ?
แต่ก็ช่างเถอะ... ยิ่งคนในออฟฟิศแซวหนักข้อขึ้นเท่าไหร่ พู่กันก็ยิ่งห่างจากสายตาของคนอื่น และหลงเหลือทางเลือกเดียวคือต้องขยับเข้ามาอยู่ใกล้ผมมากขึ้นเท่านั้น
และนั่น... คือสิ่งเดียวที่ผม้าที่สุดอยู่แล้ว.