องค์ชายใหญ่ ‘อวิ๋นอี้ป๋อ’ ที่เพิ่งถูกด่าทอมาหมาด ๆ รู้สึกอึดอัดขัดเคืองใจยิ่งนัก วันนี้เป็วันคล้ายวันพระราชสมภพของเสด็จย่า เขาได้รับของเล่นแปลกตาและขนมอร่อย ๆ มากมาย
เดิมทีวันนี้ควรเป็วันแห่งความสุขแท้ ๆ เขาอุตส่าห์ตั้งใจจะอาศัยบารมีของเสด็จย่า เที่ยวเล่นให้สนุกสุดเหวี่ยงอย่างชอบธรรมโดยไม่ต้องกลัวเสด็จแม่ตำหนิ แต่กลับต้องพังไม่เป็ท่าเพราะทารกที่เพิ่งเกิดมาคนเดียว
ช่างเป็ตัวซวยเสียจริง! ตัวซวยอย่างกับดาวหายนะ นิสัยร้ายกาจน่ารังเกียจเหมือนในหนังสือนิทานไม่มีผิด! เสด็จแม่ของเขาคือผู้ที่สูงศักดิ์ที่สุดในวังหลังแห่งนี้ ทว่าบัดนี้กลับต้องมากระวนกระวายใจเพราะทารกแรกเกิดคนหนึ่ง ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
น่าโมโหนัก! เขาเตะเท้าปึงปังด้วยความโกรธจัด ก้มหน้าจิกเล็บพลางเหม่อมองพื้นดิน
เดี๋ยวก่อน…
ร่างของเขาพลันแข็งทื่อ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่นี้เหมือนจะได้ยินนางกำนัลาุโชุ่ยหลิงบอกว่าเป็องค์หญิงน้อย? หรือว่าทารกคนนี้จะเป็เด็กผู้หญิง?
จากเดิมที่ห่อเหี่ยวราวกับลูกโป่งโดนปล่อยลม อวิ๋นอี้ป๋อที่กำลังคอตกก็มีประกายวิบวับพาดผ่านดวงตา เขาตบมือฉาด นี่เขามีน้องสาวแล้วหรือนี่?
โทสะที่เพิ่งปะทุขึ้นในใจและความเกลียดชังที่ทำเอาหงุดหงิดงุ่นง่าน มลายหายไปจนสิ้นในพริบตา
น้องสาวตัวน้อยเพิ่งจะลืมตาดูโลก คนเป็พี่ชายอย่างเขาต้องไปดูหน้าเสียหน่อย เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น เขาก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง พบหน้ากันครั้งแรกจะดูซอมซ่อไม่ได้เด็ดขาด จะไปมือเปล่าได้อย่างไร
“นิทานพวกนี้สนุกดี ต้องเอาไปให้น้องสาว” เขาเลือกหนังสือนิทานที่ถูกเปิดอ่านจนยับยู่ยี่ออกมาสองสามเล่มจากกองหนังสือ
“ส่วนนี่คือขนมที่พ่อครัวห้องเครื่องตั้งใจทำเพื่องานเลี้ยงวันประสูติโดยเฉพาะ ปกติหาทานไม่ได้ ต้องเอาไปให้น้องสาวด้วย” เขานำอาหารบนโต๊ะที่อุตส่าห์เก็บไว้ตั้งใจจะกินไปอ่านนิทานไปในตอนกลางคืน จับใส่ลงในกล่องอาหารจนหมด
อวิ๋นอี้ป๋อบ่นพึมพำกับตัวเอง ปากก็พูดไป ตัวก็ก้ม ๆ เงย ๆ ค้นดูรอบห้องเพื่อคัดแยกของกินของเล่น เขาคว้าทุกสิ่งที่คิดว่าดีเลิศใส่ลงไปในตะกร้า
“น้องสาวเพิ่งเกิด คงยังไม่เคยเห็นโลกกว้าง เอาของพวกนี้ไปเปิดหูเปิดตาให้นางก็คงจะดีไม่น้อย!”
หากมอบของพวกนี้ให้น้องสาว นางจะต้องดีใจแน่ ๆ และถ้าน้องสาวอารมณ์ดี บางทีเสด็จแม่อาจจะหายโกรธก็ได้ เขาหิ้วตะกร้าด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน รู้สึกว่าตัวเองช่างฉลาดเฉลียวหาใดเปรียบ
เขาเดินะโโลดเต้นออกจากตำหนักเจาหยาง ทว่าพอถึงหน้าประตูวัง เขากลับยืนชะงักงัน
ตำหนักของน้องสาวอยู่ตรงไหนกันล่ะ? ก่อนหน้านี้ เสด็จแม่กับนางกำนัลาุโชุ่ยหลิงบอกเพียงว่าน้องสาวเกือบจะเกิดเื่ร้าย แต่ว่าพระสนมตำหนักไหนล่ะที่เป็คนให้กำเนิดน้องสาว?
ปกติแล้ว หากพระสนมตำหนักใดประสูติพระโอรสหรือพระธิดา จะต้องมีการประดับโคมไฟเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริก แต่เมื่อมองไปทั่ววังในเวลานี้กลับมีแต่ความเงียบสงัด ไม่มีตำหนักไหนแขวนโคมแดงเลยสักแห่ง
ชั่วขณะนั้น เขาจึงไม่รู้ว่าจะต้องมุ่งหน้าไปทางใด
ในขณะที่กำลังลังเลอยู่นั้น เขาก็สังเกตเห็นเงาร่างของเด็กหญิงวัยราวสิบขวบคนหนึ่งกำลังเดินลับมุมประตูวังไปด้วยท่าทีเร่งรีบ
เด็กหญิงคนนั้นดูมีพิรุธพิกล
อวิ๋นอี้ป๋อไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเพียงแค่แอบสะกดรอยตามเด็กหญิงคนนั้นไปเงียบ ๆ
ที่ตำหนักโซ่วชาง ‘อวิ๋นตั๋วตั๋ว’ จามออกมาหนึ่งที
เมื่อครู่นี้นางตากความหนาวเหน็บอยู่ข้างนอกนานเกินไป อีกทั้งร่างนี้ยังเป็เพียงทารกน้อยที่ปราศจากภูมิคุ้มกัน อ่อนแอเสียจนแทบรับไม่ไหว หลังจากถูกกรอกยาที่หมอหลวงสั่ง อาการกลับยิ่งทรมานกว่าเดิม สมองของนางหนักอึ้ง มึนงง และรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอม
“ฮัดชิ้ว!”
ทรมานเหลือเกิน เป็หวัดนี่มันทรมานสุด ๆ ไปเลย จากประสบการณ์ของนาง หากปล่อยไว้เช่นนี้คงหนีไม่พ้นอาการท้องร่วง อาเจียน และมีไข้ ซึ่งถ้ามีไข้ล่ะก็ต้องถูกจับแยกกักตัวอย่างแน่นอน
นางหลับตาลงด้วยความรู้สึกไม่สบายตัว ท่ามกลางความสะลึมสะลือ นางคล้ายกับหลุดลอยกลับไปยังสถาบันวิจัยทางการแพทย์ที่นางทำงานอยู่
นางมองเห็นหลอดทดลอง เข็มฉีดยา และบันทึกการวิจัยบนโต๊ะ ตลอดจนยาหลากหลายชนิดในตู้กระจก เสื้อกาวน์สีขาวบนชั้นแขวน และกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่นางคุ้นเคยเป็อย่างดี นางชะงักไปครู่ใหญ่ ชั่วขณะนั้นแยกไม่ออกว่าตนเองกำลังอยู่ในวังหลวงหรืออยู่ในห้องทำงานกันแน่
ความเ็ปร้าวไปทั้งตัวดึงสติของนางให้ค่อย ๆ แจ่มใสขึ้น นางหรี่ตามองกวาดไปยังตู้ยา แล้วก็มองเห็นยาน้ำบำรุงปอดแก้ไข้หวัด และพาราเซตามอล
หากสามารถนำยาสองอย่างนี้ติดตัวมาได้ นางก็คงรอดตายแล้ว ขอกินยาพวกนี้แล้วนอนพักสักงีบก็คงจะไม่ทรมานเช่นนี้ ต่อให้มีไข้ก็ไม่กลัว
ขณะที่กำลังจะยื่นมือออกไปหยิบยา จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าร่างของตนเบาหวิว คล้ายกำลังถูกอุ้มขึ้น
ไม่นะ! นางยังไม่ได้หยิบยาเลย!
สถาบันวิจัยและห้องทำงานตรงหน้าอันตรธานหายไปในพริบตา นางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ รู้สึกเ็ปราวกับถูกมีดกรีดใจ ได้แต่หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
“เป่าเทียนให้ดับเถอะ” เสียงของแม่นมจางดังขึ้นข้างหู
“เ้าค่ะ” นางกำนัลคนหนึ่งเป่าเทียนข้างเตียงจนดับมอด ภายในห้องจึงเหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา
แม่นมจางห่มผ้าให้นางเพิ่มอีกชั้น ห่อตัวนางจนกลมดิกเป็บ๊ะจ่าง ก่อนจะวางนางลงบนเตียงตามเดิม แล้วเดินออกจากห้องบรรทมไป
นางนอนเบิกตากว้างอยู่บนเตียง พลางครุ่นคิดหาวิธีช่วยชีวิตตนเอง คิดไปคิดมาก็ผล็อยหลับไปเสียอย่างนั้น ค่ำคืนที่ต้องเผชิญกับความเป็ความตายนี้ มันช่างเหนื่อยล้าเกินไปจริง ๆ
“ร้อนเหลือเกิน” นอนไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะความร้อน ผ้าที่ห่มอยู่บนตัวนั้นหนาเกินไป อีกทั้งถ่านไฟในห้องบรรทมก็ยังลุกโชน
มือของนางถูกพันธนาการไว้ใต้ผ้าห่ม จึงทำได้เพียงออกแรงถีบขา หมายจะเตะผ้าห่มให้คลายออกอย่างช้า ๆ
โอ๊ย! เจ็บจัง!
จู่ ๆ เท้าเล็ก ๆ ที่อวบอูมราวกับซาลาเปาของนางก็เหมือนจะไปเตะโดนของแข็งบางอย่างเข้า ทำเอานางเจ็บจนน้ำตาร่วง
นางก้มหน้าลงไปมอง ก็เห็นว่าที่ปลายเตียงมีกล่องยาใบหนึ่งวางอยู่
ทันใดนั้น แววตาของนางก็หดเล็กลง หัวใจพลันกระตุกวูบ! ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ! เืสูบฉีดพลุ่งพล่าน นางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ที่ปลายเตียงมีกล่องยาวางอยู่จริง ๆ แถมกล่องยาใบนี้ ยังเป็ใบเดียวกับที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานที่สถาบันวิจัยของนางไม่มีผิดเพี้ยน!
ด้วยหัวใจที่เต้นรัวและสองมือที่สั่นเทา นางยกมืออวบอ้วนขึ้นมาขยี้ตา มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง แล้วค่อย ๆ คลานเข้าไปใกล้กล่องยาใบนั้น
เมื่อเปิดกล่องยาออก ก็พบว่าด้านในมียาน้ำบำรุงปอดแก้ไข้หวัดอยู่หนึ่งหลอด หนำซ้ำข้าง ๆ หลอดยายังมีหลอดดูดเล็ก ๆ วางเตรียมไว้อย่างใส่ใจอีกด้วย
มือของอวิ๋นตั๋วตั๋วสั่นเทาเล็กน้อย นางกลั้นหายใจหยิบยาน้ำหลอดนั้นขึ้นมา เสียบหลอด แล้วออกแรงดูด น้ำยารสชาติขมอมหวานไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ นางรู้สึกอุ่นใจและสบายตัวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
นางคุ้ยหาของในกล่องยาต่อ ทว่านอกจากยาน้ำหลอดที่นางเพิ่งหยิบไปเมื่อครู่ ในกล่องก็ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย ยาเพียงเท่านี้จะไปรักษาไข้หวัดของนางให้หายขาดได้อย่างไรล่ะ?
อวิ๋นตั๋วตั๋วจ้องมองกล่องยาที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย คิดกี่ตลบก็ยังไม่เข้าใจ กล่องยานี่มันยังไงกันแน่? ทำไมจู่ ๆ ถึงโผล่มาได้ แล้วยาข้างในก็ดันเป็ยาที่นาง้าพอดีเป๊ะ
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ ๆ นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบดังมาจากนอกห้องบรรทม
นางลุกลี้ลุกลน อยากจะรีบซ่อนกล่องยาเอาไว้ ทว่าทันทีที่มือของนางแตะโดนกล่องยา กล่องใบนั้นกลับอันตรธานหายวับไปในพริบตา เสียงฝีเท้าเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นางจึงรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมตัวมั่ว ๆ แล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม
องค์ชายรอง ‘อวิ๋นอี้จ้ง’ และองค์ชายสาม ‘อวิ๋นอี้ซู’ เดินย่องฝีเท้าเบากริบมาจนถึงหน้าห้องบรรทม
ไทเฮาและแม่นมจางที่กำลังสวดมนต์อยู่ในห้องพระหูผึ่ง
“ไทเฮาเพคะ บ่าวจะออกไปดูสักหน่อย” นางเป็ห่วงความปลอดภัยขององค์หญิงเป็อย่างมาก เพราะถึงอย่างไรก็เพิ่งผ่านการลอบสังหารมาหมาด ๆ มุมมืดของวังหลังแห่งนี้ยังคงซุกซ่อนภัยร้ายไว้อีกมากมาย
“ไม่ต้องหรอก ก็แค่หลานชายตัวแสบของข้าสองคน พวกเขาน่ะขี้ขลาดจะตาย ก่อเื่อะไรไม่ได้หรอก” ไทเฮาไม่แม้แต่จะปรายตามอง มือยังคงนับลูกประคำและสวดมนต์ต่อไปด้วยสีหน้าราบเรียบ
อวิ๋นอี้จ้งและอวิ๋นอี้ซูค่อย ๆ ผลักประตูห้องบรรทมเข้าไป อวิ๋นอี้จ้งผลักหลังน้องชายเบา ๆ
“เ้าก็รีบ ๆ หน่อยสิ หากเสด็จย่าจับได้ คงไม่แคล้วโดนฟาดสักยกแน่!”
พอพูดถึงเสด็จย่า อวิ๋นอี้ซูก็สะดุ้งโหยง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว “เ้าก็เบาเสียงหน่อยสิ ห้ามพูดเสียงดังนะ!”
สองพี่น้องเบียดกันไปเบียดกันมาจนมาถึงข้างเตียงของอวิ๋นตั๋วตั๋ว
สองพี่น้องเกาะขอบเตียง จ้องมองน้องสาวที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าเล็ก ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วทั้งขาวผ่อง แดงระเรื่อและจ้ำม่ำ ขนตายาวเป็แพหลุบลง ริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยอขึ้นและสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ ดูน่ารักน่าชังเป็ที่สุด
‘น่ารักจังเลย!’
‘น้องสาวตัวชมพู ๆ น่ารักจริง ๆ !’
อวิ๋นอี้ซูอดใจไม่ไหว ยื่นมือออกไปบีบแก้มยุ้ย ๆ นุ่มนิ่มของอวิ๋นตั๋วตั๋วเข้าให้
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่ถูกมือใหญ่อันเย็นเฉียบราวกับอุ้งเท้าหมูบีบแก้ม เบิกตากว้างด้วยความเ็ป
ทั้งเย็น ทั้งเจ็บ ใครกันเนี่ย?
ทันทีที่ลืมตา นางก็เห็นใบหน้าขนาดมหึมาสองหน้ายื่นเข้ามาใกล้ หน้าหนึ่งค่อนข้างอ้วนท้วนจ้ำม่ำ ส่วนอีกหน้าหนึ่งนั้นออกจะหล่อเหลาเอาการ นางถลึงตาใส่คนทั้งสองด้วยความโกรธจัด แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
นี่มันเด็กบ้านไหนกันเนี่ย? บังอาจมาทำลายฝันดีของนาง!
เมื่ออวิ๋นอี้จ้งเห็นสายตาของน้องสาว เขาก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน พลางกระซิบว่า “ไม่ใช่ข้านะ เขาต่างหาก พี่สามของเ้าไง!”
“ใช่แล้ว พี่ชายของเ้าเอง!” อวิ๋นอี้ซูหัวเราะอย่างซื่อบื้อ “คิกคิก น่ารักจริง ๆ ในที่สุดข้าก็เป็คนมีน้องสาวกับเขาแล้ว!”
อวิ๋นอี้ซูมองอวิ๋นตั๋วตั๋ว ยิ่งมองก็ยิ่งหลงรัก เขาฉีกยิ้มกว้าง ถูมืออวบอ้วนไปมา ยื่นปากจู๋น้ำลายสอเตรียมจะจูบลงไปบนแก้ม
อวิ๋นตั๋วตั๋วจ้องมองเขาด้วยความตื่นตะลึง นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกัน ั้แ่นางทะลุมิติมา เื่ราวที่ควบคุมไม่ได้ก็ประดังประเดเข้ามาไม่หยุดหย่อน ทำเอานางตั้งตัวไม่ทันจริง ๆ
นี่เขาคงไม่ได้ตั้งใจจะจูบนางหรอกใช่ไหม!
คุณพระช่วย! พี่ชายท่านนี้เป็โรคหน้าหนาไร้ความเกรงใจหรืออย่างไร? อยู่ในยุคโบราณไม่ใช่ว่าต้องให้ความสำคัญกับจารีตประเพณี และการรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิงมากที่สุดหรอกหรือ? แล้วไหงพี่ชายท่านนี้ถึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้นางเรื่อย ๆ เล่า?
อวิ๋นตั๋วตั๋วแตกตื่นแล้ว หัวใจของนางเต้นรัวราวกับตีกลอง เ้าอย่าเข้ามานะ!
ในขณะที่อวิ๋นตั๋วตั๋วกำลังจะแหกปากร้องไห้จ้าเพื่อไล่อวิ๋นอี้ซูให้หนีไป จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
หูของอวิ๋นอี้จ้งขยับ เขารีบตะครุบปากอวิ๋นอี้ซูด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะลากตัวน้องชายไปหลบอยู่หลังม่านเตียงอย่างรวดเร็ว อวิ๋นอี้จ้งแง้มม่านเตียงออกเป็รอยแยกเล็ก ๆ เพื่อแอบดูความเคลื่อนไหวภายในห้องบรรทม
แล้วเขาก็พบว่าผู้ที่มาเยือนคือ ‘ท่านหญิงตงผิง’ อวิ๋นลั่วเสวี่ย
ท่านหญิงตงผิงเป็ธิดาเพียงคนเดียวของจิ้นอ๋องและพระชายาจิ้นอ๋อง ปีนี้อายุได้สิบขวบ เดิมทีนางควรจะอาศัยอยู่ที่จวนจิ้นอ๋องในเมืองหลวงพร้อมกับพระบิดาและพระมารดา
ทว่าด้วยเหตุที่องค์ฮ่องเต้ ‘อวิ๋นเป่ยเยี่ย’ ไม่มีพระธิดาเลย ราชวงศ์จึงไร้ซึ่งองค์หญิง พระชายาจิ้นอ๋องจึงถือวิสาสะส่งบุตรสาวของตนเข้ามาอยู่ในวังหลวง โดยใช้ข้ออ้างอันสวยหรูว่าเพื่อให้มาคอยปรนนิบัติรับใช้ไทเฮาด้วยความกตัญญู แต่แท้จริงแล้วกลับหวังให้บุตรสาวได้รับการสถาปนาเป็องค์หญิงในภายหน้า
นิสัยใจคอของท่านหญิงตงผิงนั้นทั้งเย่อหยิ่งจองหอง ชอบรังแกผู้อ่อนแอ อาละวาดทำตัวเป็อันธพาล นางอาศัยบารมีที่ตนได้รับบรรดาศักดิ์เป็ท่านหญิง
อีกทั้งพระมารดายังอ้างชื่อไทเฮาให้นางพำนักอยู่ในวังหลวงได้ นางจึงไม่เคยเห็นหัวใคร อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่และไม่เอ็นดูผู้น้อย ไม่ว่าจะเป็ญาติผู้พี่หรือผู้น้องล้วนถูกนางล่วงเกินจนหมดสิ้น