เมื่อป้าเฉินเดินกลับเข้าไปในบ้านของนางแล้วเจียงฉิงฟางก็หันมาจ้องมองลูกของนางในทันทีแล้วจึงได้เอ่ยกับเด็กๆด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พวกเ้ากลับเข้าบ้านกันก่อนเถิดต่อไปอย่าได้คิดหาเงินด้วยวิธีนี้อีก” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กๆนิ่วหน้าแล้วก็เป็จ้าวฉางเยี่ยนก็เอ่ยคัดค้านคำพูดของนางด้วยสีหน้าดื้อดึง
“แล้วจะให้พวกข้าหาเงินด้วยวิธีไหนหรือว่าท่านแม่จะยินยอมมอบเงินในมือของท่านให้พวกข้าเล่า”คำพูดของเขาทำให้เจียงฉิงฟางเลิกคิ้วขึ้นนางจ้องมองเด็กอายุเจ็ดขวบทั้งสามคนที่ในยามนี้กำลังแสดงอาการต่อต้านนางอย่างเต็มที่
“อีกทั้งต่อให้พวกข้าไม่พูด คนเ่าั้ก็ล้วนรู้เื่ของท่านแม่ดีชิ!สายแร่ทองคำอะไรนั่นก็แค่ข้ออ้างของท่านแม่ที่จะนำมาแก้ตัวเื่ที่ท่านทำลงไปเพียงเท่านั้น”จ้าวฉางยวนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลนส่วนจ้าวฉางหนิงก็ไม่น้อยหน้าพี่ๆเอ่ยวาจาต่อต้านนางออกมาเช่นเดียวกัน
“ใช่แล้ว!หากมีคนค้นพบสายแร่ทองคำจริงแล้วท่านแม่รู้คนอย่างท่านแม่ไม่มีทางบอกให้ผู้อื่นรู้หรอกเพราะท่านแม่เคยบอกกับข้าเองว่าหากอยากจะปล่อยข่าวลือสักเื่ก็แค่ทำให้ดูลึกลับเข้าไว้แล้วบอกกับผู้อื่นว่าอย่าบอกใครนะ แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็จะได้รับรู้เื่ที่พวกเรา้าจะปล่อยข่าวลือ”คำพูดของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงฟางทอดถอนใจออกมา
เจียงฉิงฟางที่อยู่ในนิยายเป็สตรีที่เห็นแก่ตัวมีความเฉลียวฉลาดและมีความงามเป็เลิศ สกุลจ้าวจึงได้เลือกนางมาเป็สะใภ้ข้อเสียที่ในนิยายเขียนเอาไว้ก็คือนางเป็คนเห็นแก่ตัว และรักแต่ตนเองความเ้าเล่ห์และร้ายกาจของเด็กๆ ล้วนเป็นางที่ปลูกฝัง เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาเด็กน้อยทั้งสามจึงได้กลายเป็ผู้ใหญ่ที่บิดเบี้ยวทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองไม่เคยสนใจชีวิตความเป็อยู่ของผู้อื่นจึงได้กลายเป็ตัวร้ายที่คอยติดตามทำร้ายพระเอกกับนางเอกเพื่อตอบสนองความ้าของตนเอง
“พวกเ้าล้วนเป็คนที่มีความเฉลียวฉลาด แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้พวกเ้าได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างผิดๆแต่ช่างเถิดต่อจากนี้ข้าจะเป็คนชี้แนะพวกเ้าเองพวกเ้าจะได้รู้ว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่นต้องรู้จักคำนึงถึงคำว่าใจเขาใจเราด้วย”คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กๆ มีสีหน้ามึนงงด้วยไม่เข้าใจคำพูดของนางแต่เจียงฉิงฟางหาได้สนใจพวกเขา ยามนี้สิ่งที่นาง้าจะทำก็คือลดอคติที่เด็กๆมีต่อมารดาของพวกเขาก่อนแล้วค่อยๆ ปลูกฝังความคิดที่อยู่ในร่องในรอยให้แก่เด็กๆ
“ช่างเถิด! วันนี้พวกเ้าไม่ต้องออกไปเล่นข้างนอกแล้วมาช่วยแม่จัดการกับลานบ้านกันดีกว่า”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามคนก็หันไปมองหน้ากันแล้วก็เป็จ้าวฉางเยี่ยนที่ทดลองเอ่ยปากปฏิเสธออกมา
“หากพวกข้าอยากออกไปเล่นเล่า”ที่เขากล้าถามก็เพราะั้แ่มารดาของพวกเขาฟื้นคืนสติขึ้นมาจากการจมน้ำนางก็ไม่เคยดุด่าพวกเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกทั้งยังไม่เคยลงมือตีพวกเขาอย่างที่นางมักจะทำก่อนที่นางจะฟื้นคืนสติขึ้นมาจากการจมน้ำในแม่น้ำ
“หากพวกเ้าอยากออกไปเล่นก็ย่อมจะได้เพียงแต่ก่อนจะออกไปพวกเ้าช่วยงานแม่ก่อน”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กทั้งสามมีทีท่าว่าจะขัดขืนแต่เมื่อเจียงฉิงฟางเริ่มเท้าเอวพวกเขาก็รีบเดินกลับข้าไปในบ้านทันที
“พวกเ้าช่วยแม่ถอนหญ้าบริเวณนี้ให้เสร็จแล้วจึงค่อยออกไปก็แล้วกัน”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี่เด็กทั้งสามก็เบิกตากว้างแล้วเอ่ยออกมาพร้อมกันในทันที
“เมื่อไหร่จะเสร็จ”คำพูดจองพวกเขาทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาในทันทีแล้วจึงเอ่ยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“รีบลงมือเถิดหากมัวชักช้าแล้วฟ้ามืดขึ้นมาจะออกไปเล่นไม่ได้แล้วนะ”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กทั้งสามก็รีบลงมือถอนหญ้าบริเวณลานหน้าบ้านในทันทีส่วนเจียงฉิงฟางก็ลงมือเก็บกวาดลานบ้าน จัดการกับสวนที่รกร้างให้กลับมาสะอาดเอี่ยมอย่างเช่นในความทรงจำของนางอีกครั้งในนิยายไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าจ้าวถิงฟงกลับมารับลูกๆ ของเขาเข้าเมืองหลวงเมื่อไหร่ดังนั้นนางที่ต้องเลี้ยงดูเด็กสามคนตามลำพังจะต้องพยายามทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีมากที่สุดโชคดีที่เ้าของร่างเก่ารู้จักซุกซ่อนเงินทองเอาไว้ก่อนที่จะตกน้ำ ทำให้นางยังพอเหลือเงินอยู่บ้างแม้ว่าจะเหลืออยู่ไม่มากแต่หากรู้จักกินรู้จักใช้ย่อมจะไม่มีทางอดตายอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ ท่านทำอะไร”คำถามของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาแล้วเอ่ยกับเด็กๆด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ข้าก็กำลังปลูกผักเอาไว้กินอย่างไรเล่าแปลงเก่าของท่านปู่ท่านย่าของพวกเ้าถูกปล่อยทิ้งร้างมานานแล้วถึงเวลาที่จะพลิกฟื้นขึ้นมาเพาะปลูกอีกครั้งพอดี”คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กน้อยทั้งสามนิ่วหน้า
“ท่านแม่เคยบอกกับข้าว่า ผักและเนื้อพวกเราสามารถซื้อกินได้ไม่จำเป็ต้องเพาะปลูกให้ลำบาก มิใช่หรือเ้าคะ”คำถามของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงฟางขมวดคิ้วแล้วนางจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“นั่นเป็เพราะเมื่อก่อน แม่ไม่รู้จักชีวิตดีพอยามนี้แม่รู้แล้วว่าเงินไม่ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าผักและเนื้อก็ไม่อาจจะซื้อหาได้หากไม่มีเงินดังนั้นหาก่นี้พวกเรายังหาเงินไม่ได้ก็จำต้องลดรายจ่ายลง”เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางปัดดินออกจากมือและเสื้อผ้าแล้วจึงทำการรดน้ำลงไปบนแปลงผักที่พึ่งจะโปรยเมล็ดผักลงไป
“เงินของท่านแม่หมดแล้วจริงๆ ด้วย”จ้าวฉางหนิงอุทานออกมาแล้วจึงหันไปมองจ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนด้วยสีหน้ากังวล
“ผู้ใดบอกว่าเงินของแม่หมดแล้ว ไป!วันนี้พวกเราแม่ลูกออกไปใช้เงินกันดีกว่าพวกเ้ายังถอนหญ้าไม่เสร็จก็ไม่เป็ไรเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำก็แล้วกัน”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็จ้องมองนางด้วยความประหลาดใจในทันที
“ไปใช้เงินหรือพวกข้าไม่เคยได้ใช้เงินของท่านแม่เลย”เมื่อจ้าวฉางยวนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ร้องฮึ! ออกมาในทันที
“เ้าเด็กพวกนี้ข้าไม่ได้พาพวกเ้าออกไปใช้เงินด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยใช้เงินซื้อของให้พวกเ้านี่มาเถิด วันนี้ข้าใจดีจะซื้อเสื้อผ้าให้พวกเ้าอีกคนละสองชุด” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมองดูเสื้อผ้าที่ทั้งเก่าและสั้นเต่อของเด็กน้อยทั้งสามในใจก็คิดตำหนิผู้เป็เ้าของร่างนี้ที่รักแต่ตัวเองเสื้อผ้าของนางทั้งใหม่และงดงาม นางซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ตนเองแทบจะทุกฤดูกาลในขณะที่เสื้อผ้าของลูกๆ ของนาง นางซื้อให้พวกเขาสวมใส่ก็แค่เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้คนภายนอกเพียงเท่านั้นสาเหตุที่เมื่อโตขึ้นเด็กทั้งสามกลายเป็ตัวร้ายในนิยายน่าจะเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูในวัยเด็กอยู่ไม่น้อยเลย
“พี่ใหญ่ทำไม่นี้ท่านแม่จึงได้เปลี่ยนไป”จ้าวฉางยวนหันไปกระซิบถามพี่ชายเสียงเบาจ้าวฉางเยี่ยนจึงได้เอ่ยตอบน้องชายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้สักกี่วันเ้ารอดูเถิดนางหายจากอาการขวัญเสียเมื่อไหร่ก็คงจะกลับไปเป็เหมือนเดิมแน่”คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนเจียงฉิงฟางย่อมจะได้ยินแต่นางไม่คิดจะแก้ตัวให้ตนเองด้วยตัวนางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะได้อยู่ในร่างนี้อีกนานเพียงใด