วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 07.15 น.
“ที ตื่นได้แล้วลูกโมงกว่าแล้ว” เสียงของ ‘เนตรนภา’ ผู้เป็แม่ ะโเรียกทีปกรจากด้านล่าง
ทีปกรสะดุ้งตื่นทั้งคราบน้ำตา พร้อมแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่กำลังสาดส่องเข้าหน้าต่างกระทบลงบนใบหน้าของทีปกร ทำให้เห็นประกายน้ำตาที่เกาะเป็คราบอยู่รอบ ๆ ดวงตา
“ฝันอะไรวะเนี่ย เหมือนจริงชะมัด” ทีปกรบ่นพึมพำกับตนเอง พลางยกมือปาดคราบน้ำตา พร้อมลุกขึ้นนั่งบิดี้เีซ้ายทีขวาที จนเสียงกระดูกลั่นดังก๊อบแก๊ป
“ทีตื่นรึยัง เดี๋ยวจะสายนะลูก อย่าให้แม่ต้องเดินขึ้นไปปลุกเองนะ” เนตรนภาะโเสียงดังขึ้นกว่าเดิม เพื่อเรียกลูกชายอีกครั้ง
“ตื่นแล้วครับแม่ กำลังจะลงไปแล้วครับ” ทีปกรรีบตอบรับทันทีก่อนที่เนตรนภาผู้เป็แม่จะเดินขึ้นมา ทำให้นึกย้อนกลับไปในฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นเป็วันสอบปลายภาควันสุดท้าย อากาศที่เย็นกำลังดีทำให้รู้สึกสบายจนไม่อยากจะลุกออกจากที่นอน ตอนนั้นแม่ะโเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมลุกสักที แม่จึงเดินเข้ามาในห้องและเอาน้ำเย็นสาดให้ตื่น จำได้ว่าต้องนอนพื้นหลายวันกว่าฟูกนอนจะแห้งและกลับมานอนได้อีกครั้ง ประสบการณ์ที่น่าขนลุกในวันนั้นเป็ที่น่าจดจำไม่มีวันลืม
“วุ้ย... คิดแล้วขนลุก รีบลงไปดีกว่า” ทีปกรบ่นพึมพำกับตนเอง พร้อมทั้งรีบลุกออกจากที่นอนโดยทันที
เสียงเท้ากระแทกลงบนพื้นไม้ ดังปึงปังโครมครามจากในห้องของทีปกร จนกระทั่งเดินลงบันได เนตรนภาที่อยู่ในห้องครัวด้านล่างของบ้านมองตามเสียงดังนั้นจนเสียงหยุดลง
“เดินยก ๆ เท้าหน่อยสิลูก พื้นจะถล่มลงมาทับแม่แล้วมั้งนั่น” เนตรนภาแซวทีปกรผู้เป็ลูกพร้อมทั้งทำกับข้าวต่อ กลิ่นหอมยั่วยวนของพะโล้เตะจมูกผู้เป็ลูกอย่างจัง จนต้องเดินเข้ามาในครัว สวมกอดเนตรนภาผู้เป็แม่จากด้านหลัง และใช้คางเกยบนไหล่นุ่มนิ่มของผู้เป็แม่ สายตาของทีปกรมองไปยังหม้อพะโล้ที่กำลังเดือดได้ที่
“ล้างหน้าแปรงฟัน จะได้มากินข้าว... เอ๊ะ” เสียงเนตรนภาสะดุด เมื่อเห็นดวงตาของลูกชายบวมเปล่ง
“เมื่อคืนลูกไปทำอะไรมา ทำไมตาบวมขนาดนี้” เมื่อผู้เป็แม่พูดจบ ทีปกรจึงจับไปที่ตาของตนเอง แล้วรีบวิ่งไปส่องกระจกในห้องน้ำที่อยู่ด้านข้างครัว และนึกถึงเหตุการณ์ที่ฝันเมื่อคืน
“ท่าจะร้องไห้หนักไปหน่อย” ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่เสียงที่ดังก้องในห้องน้ำทำให้แม่ได้ยินไปด้วย
“ทะเลาะกับสาวมาเหรอจ๊ะ ถึงได้ร้องไห้ตาบวมขนาดนี้” เนตรนภาทำเสียงเยาะเย้ย แซวลูก
“เปล่าครับแม่ สาวที่ไหนกันผมไม่มีหรอก เมื่อคืนผมฝันถึงพ่อต่างหาก” เนตรนภาหยุดชะงักทันทีเมื่อทีปกรพูดถึงโกมล น้ำตาใส ๆ เริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตา
“กลับมาแล้วจ้า หิวกับข้าวแม่มากเลย” เสียงออดอ้อนของธาริณีผู้เป็พี่สาวดังขึ้น พร้อมทั้งกอดและหอมเนตรนภาจากด้านหลังดังเคย ซึ่งขัดกับบรรยากาศอึมครึมภายในบ้าน ธาริณีรู้สึกถึงบรรยากาศนั้น จึงหันไปมองหน้าเนตรนภาผู้เป็แม่
“เพี๊ยะ...” ธาริณีตีเข้าที่แขนของทีปกรผู้เป็น้องชาย พร้อมถลึงตาใส่
“โอ๊ย... เจ็บนะพี่ธา ตีทำไมเนี่ย” ทีปกรร้องเสียงหลง พลางเอามือลูบไปที่แขนของตนเอง
“แกทำแม่ร้องไห้เหรอ” ธาริณีถามน้องด้วยน้ำเสียงดุดัน ซึ่งขัดกับใบหน้าที่จิ้มลิ้มน่าทะนุถนอม
“เปล่าสักหน่อย แค่บอกแม่ว่าฝันถึงพ่อ” เมื่อได้ยินประโยคนั้น ธาริณีก็นิ่งไปเช่นกัน ภาพจำอันเลวร้ายในวันนั้นยังคงจำได้ติดตา
ทีปกรเล่าเหตุการณ์ในฝันบางส่วนให้ผู้เป็แม่และพี่สาวฟัง เมื่อเนตรนภาได้ฟังน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาไม่หยุด เหมือนโลกทั้งโลกกำลังหยุดหมุนอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์นั้นผ่านมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังคงฝังอยู่ในใจของเนตรนภา ส่วนธาริณีก็ได้แต่กอดปลอบเนตรนภาผู้เป็แม่อยู่ข้าง ๆ
“ในที่สุดลูกก็จำเหตุการณ์ในวันนั้นได้” เนตรนภาพูดขึ้น พร้อมเสียงสะอึกสะอื้น
“ในวันที่พ่อโดนรถชน มันบีบหัวใจของพี่มาก พี่ทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองพ่อนอนอยู่ตรงนั้น พี่รู้สึกผิดที่ช่วยอะไรพ่อไม่ได้เลย” ธาริณีพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่เศร้าสร้อย
“นี่ก็เลยเป็เหตุผลที่ทำให้พี่เป็หมอในห้องฉุกเฉินใช่ไหม” ทีปกรพูดแทรกขึ้น
“ใช่ พี่ได้แต่หวังว่าอย่างน้อยการเป็หมอในห้องฉุกเฉินจะช่วยเหลือคนที่เกิดอุบัติเหตุได้บ้าง เพื่อลบล้างความรู้สึกผิดที่พี่ช่วยพ่อไม่ได้”
“พี่ธา อย่าโทษตัวเองเลย ตอนนั้นพวกเรายังเด็กมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็เป็อุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด” ทีปกรพูดปลอบธาริณีผู้เป็พี่สาว พลางเอามือลูบหัวพี่สาวเบา ๆ
“ลามปามใหญ่แล้วนะ” ธาริณีดุทีปกร พร้อมทั้งตีเข้าที่มือของทีปกรอย่างแรง ส่วนทีปกรก็ยิ้มรับเพื่อไม่ให้สถานการณ์ภายในบ้านดูเศร้าไปกว่านี้
“ทำไมแม่กับพี่ไม่เคยเล่าเื่นี้ให้ผมฟังเลย” ทีปกรถามขึ้น
“หมอบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลูกะเืใจ จึงทำให้ความทรงจำส่วนหนึ่งของลูกหายไป แม่กับธาจึงไม่เคยพูดเื่นี้ให้ลูกได้ยิน เพื่อให้ลูกได้เติบโตอย่างมีความสุข” เนตรนภาพูดพลางปาดคราบน้ำตา
“ไม่เป็ไรนะแม่ เื่ก็ผ่านมานานมากแล้ว ต่อไปนี้เรามาใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ จากนี้ไปผมจะไม่พูดถึงเื่อุบัติเหตุในครั้งนั้นอีกแล้ว” ทีปกรพูดปลอบใจเนตรนภา เนตรนภาจึงพยักหน้าตอบ และทั้งสามคนแม่ลูกก็โอบกอดกัน
“ปิ้น ๆ” เมื่อเสียงรถบีบแตรอยู่หน้าบ้าน บรรยากาศความเศร้าภายในบ้านก็จางหายไปทันทีพร้อมกับเสียงนั้น และทำให้รู้ว่าถึงเวลานัดของทีปกรแล้ว