บทที่ 46
ไล่ตามหา
ลู่หยางเดินทางมาถึงบ้านสวนของตัวเองที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองดวงตาของเขากวาดมองสภาพของรั้วไม้ที่พังพินาศอยู่เบื้องหน้าดวงตาทั้งสองข้างของเขามองภาพที่อยู่ด้านหน้าอย่างไม่กระพริบตา
ที่ตัวของเขาพบเห็นในตอนนี้รั้วไม้มากมายทั้งเสียหายร่างของบุตรสาวของเขาและผู้คนที่เฝ้าอยู่ภายในเรือนแห่งนี้ห่างหายไปกันหมด
มือปราบที่ติดตามมาด้วยได้เริ่มทำการกระจายกำลังค้นหาอย่างรวดเร็วค้นหาเบาะแสที่อยู่บริเวณรอบๆ
ลู่หยางภายในใจร้อนรนดุจเปลวเพลิงตอนนี้เขาแสดงท่าทางร้อนรนพยายามวิ่งตามหาเบาะแสไปในทุกๆที่
กระทั่งเขาไปพบเจอบริเวณทางด้านหลังเป็นทางเชื่อมโยงติดอยู่กับป่าขนาดใหญ่รอยเท้าของอาชาจำนวนมากวิ่งตรงเข้าไปภายในป่า
ลู่หยางเคยเป็นหน่วยพิเศษมาก่อนเขามองเห็นรอยเท้าของอาชาจำนวนมากที่ทิ้งเอาไว้ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกมันจะต้องมุ่งตรงไปด้านในนั้นอย่างแน่นอน
ความสามารถในการสะกดรอยของเขาก็ไม่ได้เป็นรองผู้ใดฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ลู่หยางพบเจอเบาะแสเขาทำการตะโกนไปด้านหลังอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะส่งสัญญาณให้ผู้คนภายในบริเวณนั้นได้ยิน“ ทางนี้!!!! ”
เสียงของเขาที่ตะโกนออกไปทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆต่างพากันได้ยินวิ่งตรงมาบริเวณด้านหลังอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีรอยเท้าของอาชาจำนวนมากวิ่งเข้าไปภายในป่าพวกเขาก็รีบไล่ตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางกระโดดขึ้นหลังม้าและก็ควบอาชาพุ่งตรงไปด้านหน้าอย่างไม่รีรอผู้ใดภายในใจของเขาในตอนนี้ร้อนกว่าผู้ใดและก็กังวลมากกว่าผู้ใด
เว่ยเจ๋อจงที่อยู่ในขบวนนั้นเขาเป็นหนึ่งคนที่กำลังไล่ตามหลังลู่หยางอยู่ภายในใจเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับรอยเท้าของม้าจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นมา ‘เหตุใดถึงมีม้าจำนวนมากมายขนาดนี้มองดูจากรอยเท้าจำนวนคนน่าจะมีมากกว่าห้าสิบหรืออาจจะมากกว่านั้น ’
‘ ช่วงเวลาในตอนนี้หลังจากที่ประกาศออกไปว่าเมืองปิดให้ผู้คนเข้าออกก็น่าจะไม่มีคนเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้แล้ว’
‘ เหตุใดในตอนนี้ถึงมีคนเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้อีกแล้วยังจับชาวบ้านอีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่บริเวณชานเมืองไป ’
เว่ยเจ๋อจงภายในใจเต็มไปด้วยความคิดและข้อสงสัยมากมายที่มันปรากฏขึ้นลู่หยางกังวลเกี่ยวกับเรื่องบุตรสาวของตนเองจนเขานั้นไม่ทันได้สังเกตถึงข้อพิรุธมากมาย
ความแตกต่างจากเว่ยเจ๋อจงตอนนี้เขามีความสงบนิ่งมากกว่าถึงมองเห็นข้อผิดสังเกตมากมายที่มันปรากฏขึ้นมา
แต่ถึงแม้ว่าจะสงสัยแต่ก็ไม่สามารถหยุดไล่ตามได้ผู้คนบริเวณชานเมืองแถบนี้แทบจะทุกบ้านถูกจับไปทั้งหมดน่าจะมีคนที่ถูกจับไปไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน
คนเหล่านั้นเป็นคนของเมืองตี้หนานอยู่ภายในการดูแลของพวกเขาถ้าทำการมองข้ามพวกคนเหล่านั้นไปมันเองก็จะเป็นผลเสียกับพวกเขา
….
แสงแดดสาดส่องจากด้านบนลงมาด้านล่างในยามเที่ยงวันบริเวณใจกลางป่าขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง กลุ่มทหารจำนวนสองร้อยคนที่อยู่ใต้บัญชาของอ๋องหลันกำลังตั้งค่ายพักแรมอยู่บริเวณใจกลางป่าใหญ่
ในขณะเดียวกันพวกมันเองก็จับผู้คนที่อยู่ภายในเมืองตี้หนานมาเป็นตัวประกันและก็จับพวกมันมาใช้แรงงานในการตั้งค่ายพักแรมด้วยเช่นเดียวกัน
บริเวณสถานที่แห่งนี้มันคือค่ายพักแรมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยที่อยู่ห่างไกลจากสายตาของเหล่าผู้คน
คนที่ถูกจับมาล้วนแล้วแต่เป็นสตรีหรือไม่ก็เด็กถ้าจะมีบุรุษก็เป็นคนที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนไม่ได้เป็นบุรุษวัยหนุ่มฉกรรจ์
เขาโดนจับมาใช้แรงงานในรูปแบบต่างๆพวกมันจับพวกเขามาก็ให้เริ่มทำงานเลย โดยที่พวกเขานั้นไม่ได้พักผ่อนด้วยซ้ำ
หนิงหนิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้นนางและเหล่ารับใช้ของตระกูลเว่ยที่โดนจับมาเมื่อประมาณ 2 ชั่วยามก่อนตอนนี้โดนบังคับให้นำถังน้ำมาตักน้ำบริเวณลำธาร
หนิงหนิงแบกน้ำขึ้นมาด้วยท่าทางที่เหนื่อยเหน็บถังน้ำไม้ที่มีขนาดใหญ่เกือบจะเท่าลำตัวของนางขึ้นมาด้วยท่าทางที่หนักอึ้งหนิงหนิงวางถังน้ำลงไปบริเวณด้านหน้าของตนเองพลางกลับถอนลมหายใจอันเหนื่อยเหน็บ
กระนั้นแม้ว่าถังน้ำด้านหน้าจะหนักขนาดใดแต่นางก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องหรือโอดครวญออกมาเลยแม้แต่น้อย
ในตอนแรกที่โดนจับมาที่สถานที่แห่งนี้ร่างกายของนางสั่นกลัวอย่างไม่หยุดแต่ในช่วงวินาทีถัดมาหลังจากที่โดนจับมาเรียบร้อยแล้วนางก็ค่อยๆสงบสติอารมณ์ของตนเองได้
เมื่อพบเห็นว่าไม่ได้มีเพียงแค่นางคนเดียวเท่านั้นที่โดนจับตัวมาเมื่อเห็นเช่นนั้นนางลองทำการวิเคราะห์จนพบได้ความว่าตนเองนั้นโดนจับตัวมาด้วยกลุ่มคนปริศนาเหล่านี้ต้องมีเหตุผลบางอย่าง
นางเลยแสดงท่าทางสงบนิ่งเอาไว้เพื่อรอดูท่าทีกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้หนิงหนิงแม้ว่านางจะพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองได้แต่อย่างไรเสียนางเองก็ยังคงเป็นเพียงแค่เด็กเท่านั้นลึกๆในใจนั้นมีความหวาดกลัวซ่อนอยู่ไม่น้อย
หนิงหนิงแบกถังน้ำกลับมาที่ค่ายพักแรมแบกมันกลับมาที่สถานที่แห่งนี้ลองใช้ดวงตาสำรวจดูอีกครั้ง
‘ สวมใส่ชุดเกราะเช่นนั้นดูคล้ายคลึงกับทหารแสดงว่าเป็นทหารจริงๆ ’นางเริ่มทำการวิเคราะห์ผู้ที่จับตัวของนางมา
ภายในกระโจมขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณใจกลางค่ายพักแรมภายในป่าแห่งนี้
อ๋องหลันนั่งอยู่ภายในกระโจมนั้นด้วยท่าทางที่สบายๆในขณะเดียวกันทหารผู้ติดตามข้างกายก็ยื่นหน้าเข้ามาแล้วก็เอ่ยถามผู้เป็นนายของตนเอง“ท่านอ๋องเหตุใดในครั้งนี้ถึงทำการตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่สถานที่แห่งนี้และยังจับตัวพวกเหล่าชาวเมืองมาอีก? ”
“ ตัวประกันอย่างไรล่ะ ตอนนี้พวกเราไม่รู้ว่าคนที่จะมาช่วยพวกเราจะเดินทางมาเมื่อไหร่อย่างน้อยก็มีตัวประกันเอาไว้เป็นดีที่สุดอีกอย่างก็ได้พวกมันมาใช้แรงงานในการทำนู่นทำนี่ตั้งหลายอย่างเหตุใดจะไม่คุ้ม ”ความคิดในการจับตัวเหล่าผู้คนที่อยู่บริเวณชานเมืองในครั้งนี้เป็นความคิดของอ๋องหลัน
กุนซือของมันที่แยกตัวออกไปได้ทำการบอกว่าจะมีคนเข้ามาช่วยเหลือมันรออยู่ที่เมืองตี้หนานแต่ในตอนนี้มันเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้วยังไม่พบเห็นวี่แววคนที่จะมาช่วยมันเลยได้แต่เพียงแค่ต้องจับตัวประกันเอาไว้เพื่อเป็นตัวต่อรองในกรณีที่เลวร้าย
ทหารผู้นั้นเมื่อได้ความเช่นนั้นดึงใบหน้าของตนเองขับไปกลับไปยืนอยู่ในท่าทางเช่นเดิมหลังจากที่พวกมันนั่งอยู่ได้ไม่นานมีทหารผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงินวิ่งเข้ามาจากด้านนอกอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นวิ่งเข้ามาและก็มาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของผู้เป็นนายมือทั้งสองข้างของมันยกขึ้นประสานกันและก็ทำการเอ่ยรายงานอย่างรวดเร็ว “เรียนท่านอ๋องเกิดเรื่องใหญ่แล้วพะย่ะค่ะ!!!! ”
อ๋องหลันขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันภายในใจนั้นบังเกิดคำถามและมันเองก็บังเกิดความวิตกอยู่หลายส่วน“ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น? ”
ทหารผู้นั้นแสดงใบหน้าที่หนักใจตอนนี้บนใบหน้าของมันเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อก่อนที่จะทำการเอ่ยรายงานออกมา “ในตอนนี้พวกเราได้รับรายงานมาว่ากองทัพของแม่ทัพใหญ่กำลังเคลื่อนพลมาทางพวกเราพะย่ะค่ะ!!!”
ได้ยินคำรายงานเช่นนั้นอ๋องหลันไม่สามารถนั่งติดเก้าอี้ได้มันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วในตอนนี้มันทำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจอุทานออกมาด้วยเสียงแตกตื่น “เป็นไปได้อย่างไร!!! ”
ภายในความคิดของมันไม่ได้คิดถึงสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้แน่นอนว่ามันไม่คิดว่าไป๋เฟิ่งนำพาผู้คนเดินทางตามมันมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้
ทหารที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าเริ่มทำการชี้แจงรายละเอียดมากขึ้น“ เรียนท่านอ๋องพวกเรารู้ได้จากการที่พวกเราวางกำลังคนเอาไว้บริเวณท่าเรือเทียบท่าแต่ในขณะที่กำลังวางกำลังไว้ส่วนนั้นเผื่อว่าจะมีผู้ใดเดินทางมากลับพบว่ามีกองทัพม้าประมาณสองร้อยนายวิ่งตรงมาภายในบริเวณนั้น”
“ คนของเรามองเห็นว่าเป็นกองทัพอาชาเหล็กของเมืองหลวงก็เลยตื่นตระหนกตกใจรีบกลับมารายงานอย่างรวดเร็ว”
“ ดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพไป๋สามารถตามรอยพวกเรามาได้ถูกในตอนนี้คาดการณ์ว่าอีกไม่นานคงจะเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน ”
อ๋องหลันภายในใจนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ขึ้นมาภายในใจมันวูบวาบราวกับว่าตอนนี้มันไม่สามารถอยู่นิ่งได้
พวกมันเพิ่งเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้และก็เพิ่งนั่งพักได้ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเองตอนนี้ศัตรูก็ไล่หลังมาติดๆ
ไป๋เฟิ่งการที่นางสามารถไล่ตามมาได้ทันท่วงทีมันเป็นเพราะว่านางเดินทางอย่างแทบจะไม่ได้พักผ่อนในตลอด2 วันที่ผ่านมาเลยสามารถเดินทางไล่ตามเรือที่ใช้เส้นทางน้ำที่รวดเร็วกว่าได้ทัน
แม้ว่าจะมาถึงช้ากว่าไม่กี่ชั่วยามแต่ว่ามันก็ถือว่าดีมากแล้วถ้ามองดูจากเส้นทางจริงๆการเดินทางโดยใช้ม้าต้องใช้เวลานานกว่าใช้เรือประมาณหนึ่งวัน
อ๋องหลันการแสดงท่าทางลังเลในตอนนี้มันลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่มันนั่งอยู่เดินไปเดินมาอย่างลนลานดวงตาขวัญไปมองบริเวณรอบๆพลางนึกคิดว่าจะเอาอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ดี
ในขณะที่มันกำลังเดินวนไปวนมาอยู่นั้นมีทหารอีกคนนึงเดินตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วมันผู้นี้ก็วิ่งตรงเข้ามาด้วยท่าทางที่ร้อนรนเช่นเดียวกันเข้ามาคุกเข่าอยู่บริเวณด้านหน้าของอ๋องหลัน
เมื่อมันพุ่งตรงเข้ามาเพราะเขาอยู่ด้านหน้าของอ๋องหลันอ๋องหลันผู้ที่แสดงท่าทางลนลานหยุดนิ่งหันไปมองทหารผู้นั้นพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“ อะไรอีก!!! ถ้าเรื่องของกองทัพอาชาเหล็กแห่งเมืองหลวงข้ารู้ข่าวแล้ว ”
ทหารผู้นั้นส่ายใบหน้าไปมาและก็กล่าวรายงานออกไปด้วยความหนักใจ“ ไม่ใช่พะย่ะค่ะ!!!!ในตอนนี้ข้าจะมารายงานว่าทางด้านเมืองตี้หนานรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นส่งคนจำนวนนึงไปตามหาคนที่หายตัวไป ตอนนี้กำลังตามทิศทางมาทางพวกเรา ”
อ๋องหลันได้ยินเช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างร่างกายทิ้งดิ่งลงไปนั่งลงบนเก้าอี้อย่างรวดเร็วขาทั้งสองข้างอ่อนแรงในขณะเดียวกันใบหน้าของมันก็แดงก่ำกล่าวอย่างแค่นเสียง “บัดซบ!!! ”
จบบท