บทที่ 7 กลืนกินและดูดซึม
ถังซานกล่าวว่า “เช่นนั้น เทพอสูรสถิตร่างของท่าน ก็ได้รับการสืบทอดผ่านเืผสมใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มกัดฟันพลางกล่าวอย่างแค้นเคือง “ใช่ ปีศาจเสือดาววัชระตนหนึ่งทำร้ายท่านแม่ของข้า หลังจากนั้นจึงมีข้า”
ถังซานกล่าวว่า “เทพอสูรสถิตร่างมีเพียงวิธีเดียวนี้เท่านั้นหรือที่จะได้รับมา”
ชายหนุ่มตอบว่า “ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นคือการสืบทอด สามารถดึงพลังเทพอสูรสถิตร่างของตนเองออกมาเป็การสืบทอด แล้วถ่ายทอดให้กับผู้อื่นในระยะเวลาอันสั้น หากผู้นั้นสามารถเข้ากันได้ ก็มีโอกาสที่จะได้รับพลังนี้ แต่หากไม่สามารถเข้ากันได้ ก็จะตาย”
ดวงตาของถังซานเป็ประกาย “เช่นนั้นแต่ละคนสามารถรับการถ่ายทอดได้กี่ครั้ง แล้วในสถานการณ์แบบไหนถึงจะเข้ากันได้”
ชายหนุ่มตอบว่า “โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ไม่มีพลังสืบทอดของเทพอสูรสถิตร่างจะเข้ากันได้ง่ายที่สุด แต่ก็ต้องดูว่าร่างกายจะรับไหวหรือไม่ ส่วนผู้ที่มีพลังเทพอสูรสถิตร่างอยู่แล้วหนึ่งชนิด หาก้าสืบทอดเพิ่ม ก็ต้องดูว่าพลังเทพอสูรสถิตร่างทั้งสองชนิดจะสามารถผสานกันเพื่อวิวัฒนาการได้หรือไม่”
ถังซานกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เราสามารถดึงพลังเทพอสูรสถิตร่างออกมาจากเผ่าปีศาจและเผ่าภูตได้โดยตรงหรือไม่ เพื่อให้ตัวเองดูดซับพลังนี้ และกระตุ้นให้เทพอสูรสถิตร่างของตัวเองวิวัฒนาการ”
ชายหนุ่มชะงักไป “นี่... อันนี้... ข้าไม่รู้ ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ แต่ถ้าดูดกลืนพลังสายเืจากปีศาจหรือภูต สายเืของตัวเองจะไม่ปั่นป่วนจนตายหรอกหรือ คงเป็ไปไม่ได้แน่”
ถังซานกล่าวว่า “บางทีอาจจะลองดูได้”
จากการสนทนากับชายหนุ่มผู้นี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจระบบพลังของโลกนี้บ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีที่มนุษย์จะได้รับพลัง เทพอสูรสถิตร่างนั้นเป็การได้รับพลังสายเืของเผ่าปีศาจและเผ่าภูต แต่เนื่องจากเป็ลูกผสม สายเืของมนุษย์จึงอ่อนแอ ดังนั้นจึงแน่นอนว่าไม่แข็งแกร่งเท่ากับพลังของเผ่าปีศาจและเผ่าภูตเอง แต่มนุษย์ที่มีสามารถใช้เทพอสูรสถิตร่างได้ ก็ย่อมแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ธรรมดามากนัก ดูเหมือนว่าหากเขา้าจะเพิ่มพลังอย่างรวดเร็ว ก็จำเป็ต้องทุ่มเทให้กับการแปลงร่างเป็เทพอสูรสถิตร่างนี้แล้ว
ถังซานถามชายหนุ่มผู้นั้นว่า “ท่านมีอะไรจะสั่งเสียหรือไม่?”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างขมขื่นว่า “ข้าชื่อจูเจียซิน ท่านแม่ของข้าถูกปีศาจเสือดาววัชระนั้นทรมานจนตาย ในโลกนี้ข้าไม่มีญาติพี่น้องเหลืออยู่แล้ว เ้าอายุยังน้อยแต่กลับมีความสามารถที่จะต่อสู้กับหมาป่าอสูรระดับสามได้ คงจะมีพลังเทพอสูรสถิตร่างที่แข็งแกร่งมากแน่ ๆ
หากเป็ไปได้ ถ้าเ้าเต็มใจช่วยเหลือพวกเรามนุษย์ ข้าหวังว่าเ้าจะเข้าร่วมกลุ่มของพวกเรา ข้ากำลังจะตาย หากเ้าสนใจเื่เทพอสูรสถิตร่าง ข้าสามารถถ่ายทอดพลังเทพอสูรสถิตร่างของข้าให้เ้าได้ ส่วนจะดูดซึมหรือไม่นั้นเ้าตัดสินใจเอง แต่ถ้าเ้ารู้สึกว่าไม่เข้ากัน อย่าได้ฝืนเป็อันขาด”
ถังซานถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “กลุ่มของพวกท่านชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน?”
จูเจียซินตอบว่า “ในมหานครทุกแห่งของเผ่าปีศาจและเผ่าภูต ล้วนมีร่องรอยของกลุ่มพวกข้าอยู่ ข้าไม่สามารถบอกผู้ติดต่อที่แน่ชัดให้เ้าได้ แต่ข้าเชื่อว่า หากเ้าเติบโตขึ้นและ้าค้นหา เ้าจะต้องหาพบอย่างแน่นอน ชื่อของกลุ่มพวกข้าคือ องค์กรไถ่ถอน ดำรงอยู่เพื่อคืนอิสรภาพให้มนุษย์”
ขณะที่กำลังพูด ใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยแดงระเรื่อ ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสีเหลืองอ่อนเริ่มเอ่อท้นบนร่างของเขา แววตาของเขาเปลี่ยนเป็ใสกระจ่าง
“เด็กน้อย เ้าไม่จำเป็ต้องบอกข้าว่าเ้าเป็ใคร แต่ข้าเชื่อมั่นเสมอว่า สักวันหนึ่ง พวกเราจะโค่นล้มพวกปีศาจและภูตที่ทำให้พวกเราตกเป็ทาส และทำให้มนุษย์กลายเป็เ้าของโลกนี้อย่างแท้จริง เพื่อไถ่ถอนนี้ พวกเราจำเป็ต้องพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง และเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อย่าเก็บศพข้า อย่าเปิดเผยตัวตนของเ้า จงเติบโตให้ดี จงแข็งแกร่งให้มาก มนุษย์จงเจริญ!”
เมื่อพูดถึงตอนท้าย เสียงของเขาเริ่มอ่อนแรงลง แต่แสงสีเหลืองนั้นกลับเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็รวมตัวกันเป็ดวงแสงสีเหลืองลอยอยู่ตรงหน้าเขา
แสงสีเหลืองนั้นสะท้อนบนใบหน้าอ่อนเยาว์ของถังซาน ในดวงตาของจูเจียซินเต็มไปด้วยความปรารถนา และเปี่ยมด้วยประกายที่คล้ายกับความศรัทธา เมื่อดวงแสงนั้นก่อตัวขึ้นสำเร็จ เขาก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง
ดวงแสงนั้นลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ถังซานสามารถรับรู้ได้ว่าภายในนั้นบรรจุพลังพิเศษบางอย่าง และพลังนี้กำลังจะสลายไป อาจจะหายไปได้ทุกเมื่อ ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือมรดกที่จูเจียซินทิ้งไว้ในยามสิ้นใจ
ถังซานไม่มีความลังเลมากนัก เขายกมือขึ้นแล้ววางฝ่ามือลงบนดวงแสงนั้น พลังเสวียนเทียนในร่างกายเริ่มหมุนเวียน
ตามที่จูเจียซินกล่าวไว้ ผู้ที่ไม่เคยผ่านเทพอสูรสถิตร่างมาก่อนจะรับการสืบทอดได้ง่ายที่สุด แน่นอนว่าเขาไม่เคย พลังของเขามาจากวิชาเสวียนเทียน และด้วยการปกป้องจากพลังเสวียนเทียน เขาจึงมีความมั่นใจในตัวเองอย่างเพียงพอ พลังเทพอสูรสถิตร่างของจูเจียซินไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก มีพลังอยู่ในระดับสามเท่านั้น หากมีอะไรไม่ถูกต้อง อย่างน้อยก็จะไม่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อตัวเขามากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้มาถึงโลกนี้แล้ว ้าค้นหาคนรัก ้าก้าวข้ามโลกนี้ในอนาคต และกลับสู่โลกเดิมของตน จึงจำเป็ต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง และยามนี้ การใช้พลังของโลกนี้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งนั้นเป็ทางลัดที่ง่ายที่สุดอย่างชัดเจน
แสงสีเหลืองมีความอุ่นเล็กน้อย เมื่อฝ่ามือของเขาปกคลุมลงบนดวงแสงนั้น ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าพลังจากภายในดวงแสงเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านฝ่ามือของเขา
ถังซานไม่ได้ดูดซับพลังนั้นโดยตรง แต่ควบคุมและนำทางพลังเ่าั้เข้าสู่แขนขวาของตน จากนั้นจึงรีบใช้วิชาเสวียนเทียนปิดกั้นเส้นลมปราณ ไม่ให้พลังนี้แทรกซึมลึกเข้าไปในร่างกายของตนต่อไป
เขารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากแสงสีเหลืองอย่างเงียบ ๆ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างก็คือ เมื่อพลังเสวียนเทียนของตนเองัักับพลังสืบทอดของเทพอสูรสถิตร่าง พลังสืบทอดของเทพอสูรสถิตร่างนั้น ดูเหมือนจะอ่อนนุ่มลงราวกับว่ามันหลอมรวมกับพลังเสวียนเทียนอย่างเป็ธรรมชาติ และว่านอนสอนง่ายมาก
ยามแรกที่เข้าสู่ร่างกายนั้น มันยังมีความกระวนกระวายอยู่บ้าง แม้กระทั่งให้ความรู้สึกดุดันอยู่หลายส่วน แต่ทว่า พอัักับพลังเสวียนเทียนแล้ว มันก็กลายเป็อ่อนนุ่มลงในทันที
นี่มัน...
ถังซานค่อย ๆ ปล่อยพลังเสวียนเทียนออกมาอย่างเงียบ ๆ ในทันใดนั้นเขาก็พบว่า พลังสีเหลืองนั้นกลับผสานรวมเข้ากับพลังเสวียนเทียนของตนเองอย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาถึงกับรู้สึกว่าพลังเสวียนเทียนของตนเองได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับการฝึกฝนอย่างหนักหลายเดือน
และพลังสีเหลืองนั้น ดูเหมือนจะค่อย ๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างต่อร่างกายของเขาอย่างแเี สายเืได้รับการหล่อเลี้ยงจากแสงสีเหลืองนั้น และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอย่างค่อยเป็ค่อยไป
ถังซานสามารถรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เส้นลมปราณ กระดูก และกล้ามเนื้อกำลังแข็งแกร่งขึ้น การสืบทอดพลังเทพอสูรสถิตร่างนี้ สำหรับเขาแล้วเหมือนกับการได้รับยาบำรุง ช่วยเสริมสร้างร่างกายของตนเอง
พลังเสวียนเทียนของเขาสามารถดูดซับพลังของเทพอสูรสถิตร่างได้ แต่นี่น่าจะแตกต่างจากการสืบทอดที่จูเจียซินกล่าวถึง เขาบอกว่าใน่เวลาของการสืบทอดนั้นมีอันตราย หากไม่เข้ากันพอ อาจมีโอกาสเสียชีวิตได้ แต่ในกระบวนการหลอมรวมของเขา ไม่ต้องพูดถึงความตาย แม้แต่ความรู้สึกถูกคุกคามเพียงนิดก็ยังไม่มี พลังของวิชาเสวียนเทียนดูเหมือนจะดูดซึมพลังเทพอสูรสถิตร่างจะนี้อย่างรวดเร็วโดยธรรมชาติ
นี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ หลังจากที่เขาดูดซับพลังการสืบทอดทั้งหมดนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะได้รับความสามารถในการพุ่งทะยานเหมือนพยัคฆ์ที่เขาใช้ก่อนหน้านี้หรือไม่ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ถังซานก็บังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขารีบเข้าไปใกล้ร่างของปีศาจหมาป่าระดับสามตัวหนึ่ง แล้ววางมือลงบนร่างของมัน
พลังเสวียนเทียนหมุนเวียน ส่งพลังเข้าไปในร่างของปีศาจหมาป่า
ปีศาจหมาป่าเพิ่งตายไป ร่างกายยังอุ่นอยู่ พร้อมกับการไหลเข้าของวิชาเสวียนเทียน ถังซานรู้สึกได้ทันทีว่าในร่างของปีศาจหมาป่านี้ดูเหมือนจะมีคลื่นพลังอ่อน ๆ อยู่ เมื่อพลังเสวียนเทียนของเขาัักับคลื่นพลังนี้ พลังนี้ก็เหมือนกับเจอแม่เหล็กเข้า ดูดซับเข้าไปในพลังเสวียนเทียนอย่างเป็ธรรมชาติ แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกัน พลังของปีศาจหมาป่าที่เหลืออยู่นี้ไม่มากนัก แต่ถังซานสามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่ามันมีอยู่จริง
นี่คือพลังสายเืของปีศาจหมาป่างั้นหรือ?