บทที่ 28
หลังการซุ่มโจมตี
ประตูรถม้าค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆเสียงบานไม้ขัดกับกลอนโลหะดังกึกเบา ๆท่ามกลางความเงียบที่กดทับอยู่ในบริเวณโดยรอบ จากภายในรถม้าไป๋ซือเหนียงยกชายกระโปรงยาวอย่างสง่างาม ก่อนจะก้าวเท้าออกมาช้า ๆสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเืและไอปราณสังหารที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ
ดวงตาของนางเย็นสงบ ทว่าคมกริบพอกับคมกระบี่นางกวาดตามองไปรอบทิศอย่างไร้ความเร่งรีบราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็เพียงฉากหนึ่งในละครไร้ค่าที่ไม่อาจสร้างความะเืใจให้แก่นางได้เลยแม้แต่น้อย
ภาพที่สะท้อนในดวงตาคู่นั้น คือทิวทัศน์อันน่าสยดสยองของสนามรบ
พื้นดินซึ่งแต่ก่อนปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวตอนนี้กลับอาบย้อมด้วยสีแดงฉานจากโลหิตสดใหม่
ซากศพกระจัดกระจายไปทั่วทั้งสองฟากถนน บางร่างถูกฟันจนแหลกเหลวเหลือเพียงเศษเนื้อและเศษกระดูกที่แหลกละเอียด
บางร่างยังคงมีท่อนแขนขากระเด็นกระดอนไม่ครบหัวที่ถูกตัดขาดกลิ้งไปคนละทิศละทาง ดวงตาเบิกกว้างค้างอยู่ในความหวาดกลัวก่อนสิ้นลมหายใจสุดท้าย
ควันบางเบาลอยกรุ่นจากซากกองเพลิงที่เผาร่างศัตรูบางส่วนกลิ่นเนื้อไหม้คลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวโลหิตรุนแรงจนแม้แต่สัตว์ป่าก็ไม่กล้าเข้าใกล้
ศพของพวกที่ลอบโจมตีบางคนยังมีอาวุธปักคาอยู่บนร่างดาบทหารัเพลิงบางเล่มยังคงเสียบทะลุร่างของศัตรูค้างไว้หยดโลหิตไหลซึมจากปลายใบมีดสู่พื้นดินช้า ๆ ราวกับหยดเวลาที่ทอดยาว
ไป๋ซือเหนียงยืนมองภาพนั้นอย่างเงียบงันดวงตาของนางไร้แววสะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางไม่เคยหวั่นไหวกับกลิ่นคาวเืหรือภาพศพที่ทับถมกันเป็ูเาเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เพราะตัวนางเองเคยเหยียบยืนบนูเาศพมากกว่านี้มานักต่อนักแล้วในอดีต…
นางกวาดสายตาข้ามซากศพไปยังร่างหนึ่งที่แน่นิ่งอยู่ไม่ไกล
ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันซึ่งเมื่อครู่ยังแสดงละครสวมหน้ากากเป็ทหารผู้ภักดีของกองทัพัเพลิง
ตอนนี้ศีรษะของมันถูกตัดขาด วางกลิ้งอยู่ข้างลำตัวดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนกที่ยังคงค้างอยู่ในวินาทีสุดท้าย
โลหิตของมันยังอุ่น ทว่าไร้ิญญาแล้ว…
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันผู้ที่สามารถครองหนึ่งฐานะปรมาจารย์ของใต้หล้าได้อย่างง่ายดายในสายตาของสามัญชนแต่ก็ยังมิอาจหลบหนีจากปลายนิ้วของนาง
ไป๋ซือเหนียงเพียงยกมือเบา ๆ วาดผ่านอากาศด้วยปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยอกล้อสายลม แต่กลับตัดชีพจรลมหายใจของมันลงได้ในชั่วพริบตา
เมื่อสักครู่นางลงมือสังหารอีกฝ่ายแน่นอนว่าเป็การลงมือสังหารอย่างง่ายดาย
สำหรับสถานะในตอนนี้ของไป๋ซือเหนียง... หรือก็คือ "ฉือเยียน"ในร่างใหม่ของนางนั้นจะเรียกได้ว่าหาเส้นแบ่งมิได้ว่าควรจัดอยู่วิถีใดดี ระหว่างสิ่งที่เคยเป็ในอดีต และสิ่งที่เป็อยู่ในตอนนี้นางประหนึ่งผู้ไร้ขอบเขต...
ไม่ใช่เพราะว่านางแข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่เพราะนางอยู่จุดสูงสุดเหนือผู้คนในใต้หล้า แต่เป็เพราะ "กฎเกณฑ์"และ "ข้อจำกัด" ที่ผูกมัดผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลาย ดูเหมือนจะไม่มีผลกับตัวนางอีกต่อไปแล้ว
ครั้งหนึ่ง... ในฐานะประมุขพรรคมารผู้เกรียงไกรนางคือหนึ่งในสี่ปราชญ์์ที่ทั่วหล้าครั่นคร้าม
แต่หลังจากที่ถูกทรยศหักหลังจนสิ้นชีพ นางกลับไม่เลือกหนทางดับสูญหากแต่เผาผลาญทุกสิ่งที่มี ทั้งเืเนื้อ ฐานกระดูก และตบะสะสมชั่วชีวิตกลั่นหลอมเป็เพียง"ดวงิญญาบริสุทธิ์" อันแข็งแกร่งแล้วแฝงเร้นเข้าสู่ร่างของสตรีสามัญผู้หนึ่ง...
ไป๋ซือเหนียง
ร่างกายนี้ไม่เคยฝึกฝนวรยุทธ์ใดมาก่อน เส้นชีพจรปราณในกายยังคงปิดตายรากฐานไร้ซึ่งมรรควิถี แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับ "ฉือเยียน"
เพราะในตอนนี้ สิ่งที่เป็แก่นแท้พลังของนาง ไม่ใช่ร่างกาย...
แต่คือ"จิติญญา"
จิติญญาของนางในยามนี้เปรียบดั่งมหาสมุทรไร้ขอบเขตที่กำลังหลอมรวมกับเรือสำเภาลำใหม่
แม้จะยังไม่เสถียร ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับแสดงพลังของยอดยุทธ์ขอบเขต์ออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น
แม้จะมีขีดจำกัด แม้จะมีเวลาจำกัด แต่นางก็ยังคงเป็ "ฉือเยียน"ผู้นั้น
พลังที่สามารถสำแดงออกมาได้ ณ ปัจจุบันอาจเทียบไม่ได้กับ่รุ่งโรจน์ของนางเมื่อครั้งอดีตแต่นั่นก็เพียงพอสำหรับบดขยี้จอมยุทธ์ขอบเขตตะวันและแม้แต่จอมยุทธ์ขอบเขตจันทราก็หาใช่คู่มือที่นางหวาดหวั่น
อาจลำบากเล็กน้อยหากต้องประจัญบานกับจอมยุทธ์ขอบเขตปฐี
แต่ตราบเท่าที่นางยังพลังจิติญญาอันแข็งแกร่งนี้ต่อให้เป็ขุนเขาก็ยังต้องสะท้าน
ทว่า... พลังเช่นนี้มิใช่จะใช้งานได้ตลอดเวลา
เวลาสูงสุดที่นางสามารถดึงพลังในฐานะ "ฉือเยียน"ออกมาใช้ได้ คือวันละ "ครึ่งก้านธูป"เท่านั้น
เกินกว่านั้น จิติญญาของนางจะเริ่มสั่นคลอนกระบวนการฟื้นฟูจะหยุดชะงักทันที
เวลานี้... จึงมีค่าเกินกว่าทองคำสำหรับนางทุกลมหายใจ
แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงข้อจำกัดนี้
แม้แต่เหยียนไป๋เฉินหรือแม้แต่ผู้คนในราชสำนักหลวงที่นางกำลังจะเผชิญหน้าในอนาคต
ทุกคนจะมองเห็นเพียงภาพลักษณ์ของ "ไป๋ซือเหนียง" พระชายาซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋องผู้มีท่าทีอ่อนโยน สุขุม เยือกเย็น นิ่งสงบ ดุจน้ำแข็งบนยอดเขา
แต่หารู้ไม่... ใต้ความเงียบงันนั้นคือ "มารดาแห่งหายนะ"ที่เคยสังหารผู้คนนับพันหมื่นด้วยมือเปล่ามาแล้วนักต่อนัก
ไป๋ซือเหนียงหลุบตามองนิ้วมือเรียวยาวของตนเองแ่เบา
ปลายนิ้วที่ก่อนหน้านี้เพิ่งขจัดชีพจอมยุทธ์ขอบเขตตะวันผู้หนึ่งไปอย่างง่ายดาย
ทว่าเบื้องลึกของนางเองรู้ดี... นางยังอ่อนแอยังห่างไกลจากจุดสูงสุดเดิมของตนอีกหลายขอบฟ้า
แต่ก็นั่นแหละ
"ฟ้าดินหมุนวนไม่หยุดยั้ง"
อีกไม่นาน... วันหนึ่งนางจะกลับมายืนอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งอีกครั้ง
และในวันนั้น... ผู้ที่ทรยศนาง จะไม่มีวันได้หลับตาตายอย่างสงบแน่นอน
เหยียนไป๋เฉินสาวเท้าเข้ามาใกล้รถม้า ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคงกลิ่นอายเย็นเยียบจากสมรภูมิเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือในแววตาใบหน้าคมสันเงยขึ้นมองผ่านม่านรถม้าที่ปิดสนิทก่อนเสียงหนึ่งจะดังแ่ออกมาจากภายใน
“ข้าทำให้นางหลับไปแล้ว”
เสียงนั้นนุ่มนวล เรียบเย็น แต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ไป๋ซือเหนียงค่อย ๆ แหวกม่านออก ก้าวเท้าลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าองอาจและสงบเสงี่ยมนางยืนอยู่ตรงหน้าเขาราวกับไม่เคยมีเถ้าธุลีของสมรภูมิเลอะเปื้อนชายเสื้อขาวของนางแม้แต่น้อย
เหยียนไป๋เฉินพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนทอดถอนใจเบา ๆแล้วเสียงทุ้มต่ำของเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยถ้อยคำที่มีน้ำหนัก
“ครั้งนี้… น่าจะมีคนส่งข่าวกลับไปที่เมืองหลวงแล้วว่าข้าเดินทางมารับฮูหยินและบุตรสาวของข้ากลับเมืองหลวงด้วยตัวเอง”
ถ้อยคำของเขาสงบเรียบ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยแรงกังวลที่ยากจะต้านทานได้
“นี่เองที่เป็เหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงเลือกใช้โอกาสนี้ในการลงมือ”
ดวงตาคมกริบประหนึ่งกระบี่ของเขาเหลือบมองไปยังแนวป่าที่พวกศัตรูหลบหนี “คิดจะจับตัวเถาเถาและเ้า...เพื่อบีบบังคับข้าให้ยอมจำนน”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้น้ำเสียงของเหยียนไป๋เฉินก็แปรเปลี่ยนไปเป็เยียบเย็นยิ่งกว่าก่อนหน้าราวกับน้ำแข็งที่กำลังแทรกซึมเข้าไปในไขกระดูก
“แต่เมื่อเห็นว่าแผนการจับตัวล้มเหลว...พวกมันจึงไม่ลังเลที่จะถอนกำลังทันที หวังปิดบังเงามือที่อยู่เื้ั”
เขาหยุดพักคำเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มทอแสงคาดเดาและวิเคราะห์อย่างสุขุม
“หากข้าคาดไม่ผิด ตอนนี้... คนทั้งเมืองหลวงคงล้วนรู้กันหมดแล้วว่าข้ามีชายา และบุตรสาวแล้ว”
เขาสบสายตาไป๋ซือเหนียงตรง ๆ แววตาแฝงประกายที่ไม่อาจอ่านได้ชัดเจน
“หลังจากที่กลับไปถึงเมืองหลวง เื่ใหญ่ย่อมหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด...และเ้าจะต้องเป็จุดศูนย์กลางของพวกมัน”
เสียงทุ้มนั้นดังขึ้นเพื่อแจ้งให้นางรู้
ทว่าสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขากลับไม่แสดงท่าทีใด ๆ
ไป๋ซือเหนียงเพียงยืนสงบนิ่ง ดวงตาคู่นั้นสะท้อนเพียงความสงบเย็นไม่ไหวติงประหนึ่งผิวน้ำในบึงลึก ไม่มีคลื่นลมใด ๆ ทำให้มันสั่นสะท้าน
เหยียนไป๋เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจเขาพบว่าตัวเองรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
“เ้าไม่ใเลยหรือ?”
เขาเอ่ยถามเสียงขรึม “ไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดข้าจึงเลือกที่จะออกไปต่อสู้ในระยะไกลถึงแม้ศัตรูจะอยู่ไม่ไกลจากขบวนมากนักก็ตาม”
ริมฝีปากบางของไป๋ซือเหนียงยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มดวงตาคมสวยจับจ้องเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง