ยามเหมาวันใหม่เหมยลี่ตื่นขึ้นเพราะเสียงไก่ที่เพิ่งเอามาขันจนนอนไม่ได้เธอปล่อยให้เฉินกวงนอนต่อไปส่วนตัวเธอลงมาให้อาหารบรรดาไก่ที่ยืนรอรับกันอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับรู้งานวันนี้เธอตั้งใจจะไม่ไปขายของที่ตลาดแต่ต้องจัดการกับที่นาที่มีแต่น้ำขังตรงนี้เสียก่อน
เมื่อคืนเธอคุยกับเฉินกวงทำให้รู้ว่าอีกไม่นานก็จะถึงฤดูเพาะปลูกแล้วที่นาที่มีอยู่กว่าสิบหมู่ควรจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อเพาะปลูกเสียทีเหมยลี่เอาสารพันเครื่องมือจากในมิติออกมาทั้ง จอบ เสียม พลั่วและอุปกรณ์หว่านไถมาวางกองเอาไว้จนครบ โชคดีที่ที่นาที่อยู่ไม่ได้ติดกับบ้านหรือที่ของใครเลยพูดง่ายๆ คือล้อมรอบไปด้วยป่าค่อนข้างทึบจึงไม่ต้องระวังว่าจะมีใครเห็นหรือไม่
เหมยลี่เอากิ่งไม้แห้งวาดๆ ขีด ๆบนพื้นสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าแสงจากดวงอาทิตย์เริ่มร้อนขึ้นเงยหน้าขึ้นมองอีกทีก็พบว่าอาทิตย์อยู่เกือบถึงกลางศีรษะแล้วจึงนึกเอะใจ
ท่านพ่อป่วยหรือเป็อะไรหรือเปล่าเนี่ย
เธอค่อย ๆย่องขึ้นบนเรือนพักก็พบว่าเฉินกวงยังนอนกรนอยู่นี่ท่านพ่อหลับไม่ได้ยินเสียงไก่พวกนั้นขนาดนั้นเชียวหรือเป็เพราะเพิ่งเคยนอนเตียงกับหมอนนุ่มกัน
“ท่านพ่อเ้าคะ”เธอเขย่าตัวคนหลับลึกเบาๆ “สายแล้วนะเ้าคะ” เธอปลุกซ้ำ
ไม่นานก็ได้ยินเสียงอืออาตอบรับเบาๆ คนเพิ่งตื่นปรับสายตาให้เข้าแสงสว่างอยู่ซักพักก็ลุกขึ้น
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเ้าทำไมสว่างขนาดนี้” เฉินกวงที่ได้สติถามขึ้นปกติเขาเป็คนตื่นเช้ามืดมาเกือบตลอกชีวิตแต่มาวันนี้กลับพบว่ามีแสงอาทิตย์รอรับเขาอยู่เสียแล้ว
“ข้าว่าน่าจะยามซื่อแล้วนะเ้าคะท่านพ่อฮิฮิ” เหมยลี่ตอบแล้วหัวเราะเบา ๆหากท่านพ่อไม่ได้ป่วยอาการแบบนี้ที่โลกที่เธอจากมาจะเรียกว่า ‘เตียงดูดิญญา’
“หาพ่อตื่นผิดเวลาขนาดนั้นเชียวเ้า ไป ๆ เราไม่ไปขายของที่ตลาดกันอีกหรือ”เขารีบโกยผ้าห่มออกจากตัวแล้วลงจากฟูก ก่อนจะโดนมือเล็กรั้งไว้เสียก่อน
“วันนี้ข้าไม่ไปเ้าค่ะเราต้องสร้างโรงเลี้ยงไก่เสียก่อนนะเ้าคะ” เหมยลี่รีบพูด“ไม่เช่นนั้นคืนนี้ข้าไม่ได้นอนแน่เลยเ้าค่ะ”
ั้แ่เมื่อคืนเธอก็หลับๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืนจนต้องเอาที่อุดหูมาใช้กว่าจะหลับได้รุ่งเช้าก็ต้องใตื่นอีกครั้งเมื่อไก่ทั้งคอกพร้อมใจกันส่งเสียงปลุกต่างจากคนที่นอนข้างอย่างสิ้นเชิง
เฉินกวงได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงหลับสนิทได้ถึงเพียงนี้แต่ก็ต้องปล่อยความสงสัยไปเมื่อเด็กน้อยเอ่ยปากไล่เขาไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อนเธอจะเตรียมอาหารเช้าไว้รอ
เมนูวันนี้เธอตั้งใจเอาใจคนเป็พ่อปาท่องโก๋ร้อน ๆ กับนมข้นหวานที่เหมามาจากตลาดถูกจัดวางอย่างสวยงามบนจานเซมิกใบโตเมื่อบอกความจริงไปหมดแล้วเวลานี้จึงเป็เวลาที่ต้องบำรุงเสียหน่อย
เพียงชั่วครู่เฉินกวงก็กลับมาเนื้อตัวมีร่องรอยการประพรมน้ำบนเสื้อผ้าเขานั่งดูอาหารมื้อเช้าแล้วได้แต่เบิกตากว้าง
“โหยวจ๋ากั่ว(油炸粿)นี่เ้าเอามาด้วยหรือ พ่อชอบมากแต่ในเมืองไม่ค่อยจะมี” เฉินกวงนั่งลงตื่นเต้น
“เหมันไม่ได้เรียกปาท่องโก๋หรือเ้าคะ” เหมยลี่แย้ง ั้แ่เธอเกิดมาเท่าที่จำความได้ก็พอรู้ว่าแป่งทอดติดกันสองชิ้นแบบนี้มาจากจีนเรียกว่าปาท่องโก๋เท่านั้น
“ไม่หรอกเ้าถ้าพ่อเดาถูกสิ่งที่เ้าเรียกน่าจะเป็ ไป๋ถังเกา (白糖糕)” เขาอธิบายพลางเพ่งมองของกินตรงหน้าอย่างสนใจ“ขนมอีกอย่างเป็แป้งรูปเหลี่ยมบางที่ก็ใช้น้ำตาลทำ”
เหมยลี่นั่งฟังได้แต่พยักหน้ารับความรู้ใหม่จะว่าไปที่ท่านพ่อพูดก็คล้ายอีกชื่อที่เธอเคยรู้จักสมัยไปทำงานต่างจังหวัดเช่นกันเธอเคยได้ยินชาวบ้านเรียกว่า ‘จั๊บโก่ย’ มาก่อนแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็ขนมคนละชนิดกันถึงเพียงนี้
เธอหยิบโหยวจ๋ากั่วจุ่มนมแล้วใส่ปากเคี้ยวจนแก้มตุ่ยชิ้นแล้วชิ้นเล่าจนเฉินกวงต้องลองกินตาม ปกติเขามักกินกับชาร้อนเสียมากกว่า
“ไอ้ขาวๆ นี่คืออะไรหรือเ้า” เฉินกวงถามเมื่อเขาพบว่าเป็ความหวานที่แปลกนักต่างจากน้ำตาลที่ขายกันอยู่ในตลาดความหวานมันหอมจนเขาสนจนอยากได้เพิ่ม
“นมข้นหวานเ้าค่ะเป็นมวัวแบบหนึ่ง” เหมยลี่ตอบไม่ได้สนใจสายตาตื่นเต้นของคนที่มองมา
“โลกที่เ้ามาเหตุใดจึงมีของกินเช่นที่นี่แล้วก็มีอีกหลายอย่างที่ต่างกันถึงเพียงนี้” เขาบ่นงึมงำตอนที่ลงไปเอาน้ำล้างหน้าก็เห็นกองเครื่องมือคล้ายจอบเสียมวางอยู่หน้าตาบางอย่างก็คล้ายคลึงกับที่เขาเคยเห็นบางอย่างก็ต่างออกไป
“เรามีพื้นฐานจากบ้านเมืองที่คล้ายกับที่นี่เ้าค่ะท่านพ่อ”เหมยลี่ตอบพลางกวาดชิ้นสุดท้ายในส่วนของเธอเข้าปากไป
จะว่าไปที่นี่ก็น่าจะคล้ายกับอดีตของประเทศจีนที่ผ่านมาดูจากบ้านเมืองและความเป็อยู่ที่ดูแร้นแค้นของผู้คนบางส่วนแล้วก็น่าจะคล้ายกับ่ร้อยสองร้อยปีที่ผ่านมาในโลกนู้น
“ว่าแต่เ้านี้เรียกว่านมข้นหวานรึนมแบบนี้ที่เ้าจากมาหาง่ายหรือ” เฉินกวงถามอย่างใคร่รู้เพราะเวลานีเท่าที่เขารู้มีเพียงขุนน้ำขุนนางเท่านั้นที่จะได้ัักับนมวัว
“เยอะเลยเ้าค่ะแบบไม่หวานก็มีท่านพ่ออยากลองไหมเ้าคะ”ว่าแล้วเหมยลี่ก็หยิบเอานมกล่องเล็กตัดปากรินใส่แก้วแล้วส่งให้ผู้เป็พ่อ
น้ำนมขาวถูกเฉินกวงยกดื่มจนหมดครั้งแรกเขาได้กลิ่นก็กระดกยากอยู่เอาการแต่เมื่อยกซ้ำอีกทีกลับเป็รสชาติที่ทานง่ายเสียจนเขาเสียดาย
เหมยลี่รู้ทันความคิดเขาจึงยกยิ้มแล้วปลอบใจ
“ท่านพ่ออยากกินอีกบอกข้านะเ้าคะข้ามีอีกเยอะเลย”
สองพ่อลูกกินอาหารเช้าเสร็จก็พากันลงไปตัดไม้ไผ่ปล้องยาวตามชายป่าเหมยลี่ส่งขวานคมให้เฉินกวงเอาไปตัดปล้องที่ถูกใจไม่นานไม้ไผ่ที่สูงเท่าเฉินกวงกองใหญ่ก็ถูกลำเลียงมากองไว้ที่ลานข้างเพิงพัก
“พ่อชอบมีดนี้นักให้ตัดทั้งป่าก็ไม่เหนื่อย” เฉินกวงยกขวานในมือขึ้นเชยชม
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นขวานแบบนี้มาก่อนแต่ความคมที่มีมันไม่มากนักเอาไปตัดไม้ไม่เท่าไหร่ก้ทู้ต้องเอามาฝนคมใหม่ แต่ขวานที่เหมยลี่ให้เขามากลับคมจนเขาอยากได้ไว้
“จริง ๆมีอีกสิ่งหนึ่งง่ายกว่านี้อีกเ้าค่ะ ไว้คราวหลังข้าจะแสดงให้ดูนะเ้าคะ”เหมยลี่อวดคนเป็พ่อ
เสาไม้ไผ่ปักลงดินเป็คอกรูปสี่เหลี่ยมใต้ร่มไม้ใหญ่เฉินกวงทำเพิงเล็ก ๆ ไว้ให้เพียงพอกับไก้ห้าสิบตัวที่ได้มา จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าเหมยลี่จะเอาไก่พวกนี้ไปทำอะไรต่อไป
“เ้าจะทำหลังคาให้พวกมันด้วยหรือไม่พ่อจะไปตัดใบไม้มาเพิ่ม” เฉินกวงถาม
“ทำเ้าค่ะไก่พวกนี้ป่วยง่ายเราต้องให้พวกมันอยู่ในร่ม พื้นแห้งเ้าค่ะ”เหมยลี่ตอบแล้วเอาอวนและตาข่ายใยบัวตาถี่ออกมาจากมิติ แล้วพูดต่อ“แต่ท่านพ่อไม่ต้องไปตัดใบไม้หรอกเ้าค่ะเดี๋ยวข้าใช้ผ้าใบคลุมไปก่อนค่อยหาทางไม้ใหญ่ ๆ มาทับทีหลังก็ได้เ้าค่ะ”
เฉินกวงได้แต่พยักหน้ารับแม้ไม่เข้าใจบางคำที่เหมยลี่พูดก็ตาม
ไม่นานคอกไก่ก้เริ่มเป็รูปเป็ร่างผ้าใบสีฟ้าสดุดตาขึงเป็หลังคาให้ไก่ที่เพิ่งย้ายเข้าดูแล้วเฉินกวงก็ได้แต่หงุดหงิดในใจเหตุใดนางจึงไม่เอาไปขึงหลังคาเรือนที่ตัวเองนอนเสียบ้างหากทำอย่างนั้นเมื่อวานคงไม่ต้องเสียกำลังไปมากโขขนาดนั้น
“ท่านพ่อเอาด้ายตรงนั้นกับใยบัวกางรอบรั้วให้ข้าหน่อยนะเ้าคะข้าจะไปเอาน้ำที่ห้วยมาลงคอกพวกมันจะได้อยู่สบาย ๆ”พูดจบเหมยลี่ก็วิ่งไปหาบรรดาไก่ที่อยู่ใต้ถุนเรือนแล้วเอาถังน้ำวิ่งจากไปปล่อยให้เฉินกวงยืนงงกับคำสั่งของลูกสาวตัวเล็กต่อไป