เสียงม้าร้องระงมไปทั่วบริเวณ โจรบนหลังม้าล้วนสิ้นชีพ ทำให้ม้าเ่าั้ต่างแตกตื่น วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงจนฝุ่นควันตลบอบอวลปกคลุมร่างของฉินอวี่ที่ยืนตระหง่านอยู่กลางสมรภูมิ
ชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างจับจ้องไปยังเงาร่างเลือนรางของฉินอวี่ท่ามกลางฝุ่นควันด้วยความตกตะลึง เดิมทีในสายตาของพวกเขา ฉินอวี่เป็เพียงเด็กหนุ่มจิตใจดีมีมารยาท ใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะสามารถสังหารกลุ่มโจรทมิฬที่น่าหวาดหวั่นจนหมดสิ้นในเวลาเพียงชั่วอึดใจ โจรเ่าั้ถึงขั้นไม่อาจตอบโต้ได้แม้เพียงครึ่งกระบวนท่า
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ฉินอวี่ ทว่าเ้าตัวกลับยืนก้มหน้า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าฉินอวี่กำลังครุ่นคิดสิ่งใด และด้วยเหตุที่เขาก้มหน้า จึงไม่มีใครได้เห็นแววตาของเขาในยามนี้ พวกเขาไม่อาจจินตนาการถึงความปั่นป่วนภายในจิตใจของเด็กหนุ่ม แม้ท่วงท่าในการสังหารเมื่อครู่จะเด็ดขาดเหี้ยมหาญปานใด แต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ... นี่เป็ครั้งแรกที่เขาลงมือฆ่าคน
ครั้งแรกในชีวิต!
ฉินอวี่ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจมาโดยตลอด จึงยากนักที่จะบังเกิดจิตสังหารต่อใครสักคน ทว่าเมื่อครู่ ยามที่เห็นเสี่ยวลู่ผู้ไร้เดียงสาถูกฟันจนแขนขาด และชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารไปกว่าหลายสิบคน จิตสังหารของฉินอวี่จึงะเิออกด้วยโทสะ จนนำไปสู่การสังหารล้างบางศัตรูจนหมดสิ้น
‘ข้าทำถูกแล้วหรือไม่?’ ภายในใจของฉินอวี่สั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น
แม้จิตใจของเขาจะเข้มแข็งเพียงใด แต่อย่างไรเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสามปี ยามที่เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีต้องมาสังหารชีวิตคนไปถึงห้าสิบชีวิตในคราเดียว ต่อให้เข้มแข็งดั่งหินผาก็ย่อมต้องสะท้านหวั่นไหวบ้าง
ร่างกายของฉินอวี่สั่นเทาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เสี่ยวอวี่” เถี่ยซานเดินเข้ามาวางมือบนไหล่ของฉินอวี่ ฉินอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสน
“เสี่ยวอวี่ ข้ารู้ว่าในใจเ้ารู้สึกเช่นไร เพราะข้าเองก็เพิ่งเคยฆ่าคนเป็ครั้งแรกเช่นกัน แต่เ้าต้องเข้าใจ พวกมันคือปีศาจ พวกมันสมควรตาย! หากเ้าไม่ฆ่าพวกมัน คนในหมู่บ้านเราคงต้องตายจนหมดสิ้น ฆ่าหนึ่งคนชั่ว ช่วยร้อยคนดี... คนชั่วช้าเช่นนี้สมควรตาย และต้องฆ่าให้สิ้นซาก!” เถี่ยซานจ้องมองฉินอวี่พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ภายในใจของเขายังคงคุกรุ่นด้วยความแค้น บิดาถูกสังหาร น้องสาวถูกฟันแขนขาด ความสูญเสียนี้ทำให้ความโกรธแค้นที่มีต่อพวกโจรพุ่งถึงขีดสุด
ร่างกายของฉินอวี่สั่นสะท้านเล็กน้อย
“ฆ่าหนึ่งคนชั่ว ช่วยร้อยคนดี...” ฉินอวี่พึมพำกับตัวเอง ใบหน้ายังคงก้มต่ำ
เถี่ยซานไม่อาจมองเห็นสีหน้าของฉินอวี่ จึงไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังครุ่นคิดสิ่งใด ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดฉินอวี่ก็เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยสับสนกลับกลายเป็ประกายเจิดจ้า เขามองเถี่ยซานแล้วเอ่ยว่า “ขอบใจนะ ต้าซาน ข้าคิดว่า... ข้าเข้าใจแล้ว”
ทันใดนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินอวี่ “ต้าซาน เ้ายังไม่รีบไปช่วยคนอีกหรือ?”
“อ๊ะ จริงด้วย!” เถี่ยซานเพิ่งได้สติ เพราะความแค้นครอบงำจนลืมเลือนทุกสิ่ง เมื่อฉินอวี่เอ่ยเตือน เขาก็รีบกุลีกุจอไปช่วยปฐมพยาบาลชาวบ้านที่ได้รับาเ็ทันที
ณ บ้านของเสี่ยวลู่
เสี่ยวลู่ใบหน้าซีดเผือดนอนนิ่งอยู่บนเตียง ฉินอวี่นั่งเฝ้าอยู่ข้างกายอย่างเงียบงัน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “เสี่ยวลู่... พี่ขอโทษ ข้ามาช้าไป... ขอโทษ ขอโทษจริงๆ”
ก่อนหน้านี้ฉินอวี่มัวแต่นำกระบี่เหล็กนิลและตุ๊กตาผ้ามาจากจวนอ๋อง แล้วเดินเตร็ดเตร่เที่ยวชมเมืองเหยียนจิงอยู่พักใหญ่ จึงค่อยเดินทางกลับมา
หากเขาเร่งเดินทางกว่านี้สักนิด บางทีเสี่ยวลู่อาจไม่ต้องสูญเสียแขนไป
“ขอโทษ...” ยิ่งนึกถึงภาพเมื่อเช้าที่เสี่ยวลู่ประคองชามน้ำมาให้ดื่ม ฉินอวี่ก็ยิ่งปวดร้าวใจ แววตาฉายชัดถึงความโศกเศร้า
ทันใดนั้น—
ฉินอวี่ลุกพรวดขึ้นยืน แววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็ประกายเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าเด็ดเดี่ยวเปล่งรัศมีสังหารออกมา “เสด็จพ่อ พี่ใหญ่ และพี่รองพูดถูก... ทวีปเฉียนหลงมีผู้คนนับล้านร้อยพ่อพันแม่ จะใช้ความเมตตาพร่ำเพรื่อกับทุกคนไม่ได้ การจริงใจต่อผู้อื่นเป็เื่ดี แต่กับผู้ที่มีเจตนาร้าย... สมควรฆ่า ฆ่าให้เหี้ยน!!!”
ภายในดวงตาของฉินอวี่มีเปลวเพลิงแห่งโทสะลุกโชน
ฉินเจิ้ง ฉินเฟิง และเจิ้นตงอ๋องฉินเต๋อ ต่างไม่เคยวางใจในตัวฉินอวี่ เพราะพวกเขารู้ดีว่าจิตใจของฉินอวี่นั้นดีงามและอ่อนโยนเกินไป ทัศนคติเช่นนี้ในทวีปเฉียนหลงที่ผู้แข็งแกร่งคือกฎเกณฑ์ ย่อมทำให้เขาเสียเปรียบอย่างมหาศาล แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นว่าสักวันฉินอวี่จะเรียนรู้และเข้าใจโลกใบนี้ด้วยตนเอง เพราะสายเืของตระกูลฉิน... ลึกๆ แล้วล้วนแฝงไปด้วยความกระหายเืและความเด็ดขาดดั่งเหล็กกล้า
“แต่ว่า... การต่อสู้เมื่อครู่ทำให้เืในกายเดือดพล่านจริงๆ” ดวงตาของฉินอวี่ทอประกาย ในหัวหวนนึกถึงภาพการต่อสู้เมื่อสักครู่— ใช้แรงให้น้อยที่สุด โจมตีจุดตายให้แม่นยำที่สุด ะเิพลังโจมตีที่รุนแรงที่สุดในทุกท่วงท่า และใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อปลิดชีพศัตรู
การต่อสู้ระยะประชิด... ตัดสินเป็ตายในชั่วพริบตา
“คนพวกนี้มีเพียงตาเดียวผู้นั้นที่พอจะตึงมืออยู่บ้าง ส่วนคนอื่นล้วนอ่อนแอเกินไป... ต้องสู้กับยอดฝีมือระดับเดียวกัน จึงจะััได้ถึงความเร่าร้อนของการต่อสู้ที่แท้จริง การได้ะเิพลังต่อสู้สูงสุดที่ริมขอบแห่งความเป็ความตาย ได้เผาผลาญพลังชีวิตจนถึงขีดสุด... ช่างงดงามราวกับดาวตก” ฉินอวี่หวนนึกถึงภาพฝนดาวตกที่เคยพานพบ
ในเวลานั้น เถี่ยซานเดินเข้ามาในห้อง ตรงปรี่มาที่ข้างกายเสี่ยวลู่ เขามองใบหน้าเล็กๆ ของน้องสาวด้วยความเวทนา มารดาของพวกเขาจากไปั้แ่คลอดเสี่ยวลู่ บัดนี้บิดาก็มาด่วนจากไปอีกคน เถี่ยซานจึงเหลือเพียงเสี่ยวลู่เป็ญาติเพียงคนเดียวในโลก
“เสี่ยวลู่... พี่ขอโทษ” เถี่ยซานลูบแก้มเสี่ยวลู่เบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
“ต้าซาน” ฉินอวี่เดินเข้าไปตบไหล่สหายเพื่อปลอบโยน ทั้งสองเฝ้ามองเสี่ยวลู่ที่ยังคงหลับใหลด้วยความสงสารจับใจ พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า หากเสี่ยวลู่ตื่นขึ้นมา นางจะรับมือกับความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ได้อย่างไร
ณ ูเาหลัวถิง ไม่ไกลจากหมู่บ้าน กลุ่มโจรลมทมิฬกำลังตั้งค่ายพักแรม
“พี่ใหญ่ ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ปกติ เ้าเด็กไป๋ซานเหตุใดจึงยังไม่กลับมา? เวลาล่วงเลยมานานมากแล้ว” ชายวัยกลางคนในชุดคลุมดำเดินเข้ามาหาชายร่างั์พร้อมกับเอ่ยถามด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ชายผู้นี้คือน้องรองแห่งกลุ่มโจรลมทมิฬ ‘เจี่ยิ’ ผู้มีกำลังภายในลึกล้ำ ว่ากันว่าบรรลุถึงระดับขั้นบ่มเพาะขั้นปลาย ฝีมือเหนือชั้นกว่าไป๋ซานผู้เป็น้องสามอยู่หลายขุม
ชายร่างั์ผู้นั้นมีกล้ามเนื้อใหญ่โตมโหฬาร ตามรูปลักษณ์ภายนอกน่าจะเป็พวกมีดีแต่พละกำลังทว่าสมองทึ่มทื่อ แต่ทว่าแม้แต่เจี่ยิผู้เป็น้องรองก็ยังหวาดกลัวพี่ใหญ่ผู้นี้อย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือที่ร้ายกาจ แต่ยังรวมถึงจิตใจที่เหี้ยมโหดอำมหิต
หัวหน้ากลุ่มโจรลมทมิฬ— ‘อูถวน’ ฝีมือบรรลุถึงขีดสุดของระดับขั้นบ่มเพาะ มีกำลังภายในที่น่าสะพรึงกลัว แม้แต่ไป๋ซานก็ยังรับมืออูถวนไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
“ฮึ!” อูถวนแค่นเสียงเ็าพลางลุกขึ้นยืน เขาฟาดฝ่ามือลงบนหินั์ข้างกาย เกิดเสียง “ตูม!” ดังสนั่น หินก้อนมหึมาพลันแตกละเอียดเป็เสี่ยงๆ เศษหินกระจายเกลื่อนพื้น
อูถวนผู้นี้มีความแข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแปดยอดฝีมือวิชาภายนอกที่ฉินอวี่เคยเลือกฝึกในตอนแรก และเหนือกว่าฉินอวี่ในยามนี้มากนัก ชื่อเสียงอันเลื่องลือของกลุ่มโจรลมทมิฬ ล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยสองมือของอูถวนผู้นี้
ภายใต้ชุดคลุมสีดำ ดวงตาของอูถวนสาดประกายอำมหิต
“ไอ้สวะ! ไป๋ซานไอ้สวะนั่นถึงกับทำให้เสียเวลาถึงเพียงนี้... ทุกคนตามข้าไป! ไปดูซิว่าเกิดเื่บัดซบอะไรขึ้น!” อูถวนตวาดสั่งการเสียงดังสนั่น ก่อนจะะโขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว โจรขี่ม้าร่วมร้อยนายรวมถึงเจี่ยิรีบขึ้นม้าตามคำสั่งทันที
“ไป!”
สิ้นเสียงคำรามก้อง โจรขี่ม้าร้อยนายก็ควบทะยานออกไปดั่งพายุ พุ่งตรงไปยังหมู่บ้านที่เพิ่งผ่านพ้นหายนะอย่างรวดเร็ว...