รุ่งเช้าวันถัดมา กริมตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงเจ็บระบมทั่วร่าง แต่คราวนี้เขาไม่ลังเลจะลุกขึ้นอีกแล้ว เขาแต่งตัวอย่างช้า ๆ แล้วก้าวลงจากห้องพักด้วยใบหน้าที่เรียบกว่าเมื่อวาน
แสงอรุณสีทองสาดผ่านบานหน้าต่างยาวของกิลด์ กริมเห็นลีออนยืนพิงกำแพงลานฝึกด้วยท่าทางสบาย ๆ พร้อมถ้วยกาแฟในมือหนึ่ง อีกมือไขว้หลังเหมือนผู้ชายที่ตื่นเช้าเพราะเคยชินมากกว่าอยากทำ
“มานั่งสิ” ลีออนพูดโดยไม่หันกลับมา
กริมหย่อนตัวนั่งข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ก่อนอีกฝ่ายจะพูดต่อ
“คนบางคนกว่าจะได้ยินคำชมจากหัวหน้าทีม ใช้เวลาหลายเดือน”
เขาหยุด แล้วจิบกาแฟช้า ๆ
“แต่นาย — ผ่านไปแค่วันเดียว ฉันไม่มีคำชมให้หรอกนะ”
กริมเลิกคิ้วมองอย่างงุนงง ลีออนจึงเสริมด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ
“ฉันมีคำว่า ‘เอาตัวรอด’ ให้…แค่นั้นก็เกินพอแล้ว”
บทสนทนาสั้น ๆ ที่ไม่ได้พูดด้วยเสียงสูง กลับดังชัดในใจของกริมมากกว่าเสียงปรบมือใด ๆ
และเมื่อเสียงฝีเท้าของใครบางคนใกล้เข้ามา — ผู้หญิงผมแดงส้มที่เขาจำได้ดีแม้ไม่หันมอง กำลังเดินเข้าลานฝึกช้า ๆ พร้อมดาบของตัวเองบนไหล่
“หวังว่าวันนี้จะไม่มีใครทำดาบหักนะ” คาเรนเอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มข้างปากที่แฝงแววเย้า
กริมยิ้มบางกลับไป — เขายังไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเป็ ‘วันธรรมดา’ หรือ ‘วันเปลี่ยนชีวิต’ อีกครั้ง
หลังฝึกเช้า กริมกลับมานั่งเงียบ ๆ ที่โต๊ะริมหน้าต่างของโรงอาหารประจำกิลด์ เขาสั่งซุปข้นราคาถูกกับขนมปังแข็งแผ่นเล็ก ๆ พอให้อุ่นท้องพอประมาณ
บนโต๊ะข้าง ๆ มีนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะเสียงดัง กำลังคุยเื่เควสในหุบเขาไฟ พูดถึงัเด็กที่พวกเขาเจอ และว่า “มันแทบกลืนโล่ลงท้องทั้งใบ”
กริมฟังห่าง ๆ พลางจิ้มขนมปังจุ่มลงในซุปอย่างไม่เร่งรีบ
“คนพวกนั้น...มีเื่แบบนั้นมาเล่าได้เพราะพวกเขารอดกลับมา” “ถ้าฉันจะมีเื่เล่าบ้าง...มันก็ต้องเริ่มจากรอดให้ได้ทุกครั้งสินะ”
ระหว่างที่เขาคิดอยู่ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ที่ว่างไหม?”
กริมเงยหน้าขึ้น เห็นไอลีนในชุดฝึกสะพายดาบเดินถือถาดอาหารมายืนตรงหน้า สีหน้าของเธอยังคงดูนิ่งเหมือนเคย แต่สายตาไม่ได้เ็าเท่าเมื่อวันก่อน
“ครับ เชิญ” กริมรีบเลื่อนถ้วยไปชิดมุมโต๊ะ ไอลีนวางถาดลงแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม
เธอไม่พูดอะไรทันที แต่ตักข้าวกินไปเงียบ ๆ
ความเงียบแปลก ๆ วนเวียนระหว่างคนทั้งสองจนกริมเป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน
“...คุณฝึกทุกวันเลยเหรอครับ?”
“อืม” ไอลีนตอบสั้น ๆ “ไม่อยากกลายเป็ศพในเควสเหมือนพวกแรงค์ C ที่ไม่ฝึก”
กริมพยักหน้าเงียบ ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะหลุดพูดออกมาอย่างไม่ทันคิด
“ผมก็เพิ่งเกือบเป็ศพเมื่อวานนี้เหมือนกัน”
ไอลีนชะงักเล็กน้อย มองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ
“...ฉันเห็นนะ นายฟาดดาบไม้ใส่หมาป่านั่น”
กริมทำหน้าใ
“คุณอยู่ที่นั่นด้วยเหรอครับ?”
“ไม่...แต่มีคนเล่าให้ฟัง แล้วก็เห็นดาบหักที่นายถือกลับมา”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเบา
“ไม่แย่เท่าที่ฉันคิดไว้นะ”
กริมยิ้มบาง ๆ ไม่แน่ใจว่าควรดีใจไหมกับคำชมครึ่งเดียวนี้
ไอลีนวางช้อนลง จ้องหน้าเขาแวบหนึ่งแล้วพูดว่า
“อย่าตายก่อนจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ล่ะ”
พูดจบเธอก็ลุกขึ้น หยิบถาดอาหารแล้วเดินออกไปจากโต๊ะ โดยไม่รอให้เขาตอบ
กริมนั่งมองตามเธอไปจนลับตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพดานไม้เก่า ๆ ของโรงอาหาร
“วันนี้...ไม่ใช่แค่วันธรรมดาแน่ ๆ”
่บ่ายวันเดียวกัน กริมถูกเรียกตัวไปยังห้องประชุมย่อยด้านหลังของกิลด์ ห้องที่นักผจญภัยแรงค์ F ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เข้ามานั่ง แม้แต่เขายังรู้สึกว่าประตูนั่นดูหนักกว่าปกติ
เมื่อเปิดเข้าไป ด้านในมีโต๊ะไม้ยาว ลีออนนั่งไขว่ห้างอยู่ที่หัวโต๊ะ ข้างเขาคือชายวัยกลางคนใส่ชุดเกราะเบา สีหน้าเคร่งขรึม
“กริม ส่วนนี่คือหัวหน้ากิลด์ ชารอน” ลีออนแนะนำ
ชารอนมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะถามตรง ๆ
“นายคือคนที่เอาดาบไม้หักฟาดหมาป่าใช่ไหม?”
“...ครับ”
“กลัวไหม?”
“...กลัวครับ” กริมตอบทันที
ชารอนพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในแววตาของกริม ราวกับกำลังแยกแยะว่าคำว่า 'กลัว' นั้นมีอะไรแฝงอยู่
“ดี กลัวคือสัญญาณว่ายังอยากมีชีวิตอยู่”
เขาลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะมายื่นซองเอกสารเล็ก ๆ ให้
“เตรียมของให้พร้อม พรุ่งนี้จะมีเควสสำรวจชายป่า โซนที่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน นายจะไปกับ Timber Fang”
กริมรับซองมาเงียบ ๆ ลีออนยิ้มมุมปากแล้วตบบ่าเขาเบา ๆ
“ยินดีต้อนรับสู่ปาร์ตี้ อย่างเป็ทางการนะ”
คืนนั้นกริมฝัน — ไม่ใช่ฝันร้าย แต่เป็ความฝันที่คลุมเครือ
ในฝัน เขาเห็นตัวเองเดินอยู่ในป่าหมอก เสียงเรียกของน้องสาวแว่วมาจากทิศทางที่ไม่ชัดเจน ยายยิ้มให้จากระเบียงบ้านที่ไม่มีหลังคา และเขาเองถือดาบไม้ที่ไม่มีวันหัก
เขาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยลมหายใจที่แ่ลงอย่างช้า ๆ หัวใจเต้นเบาและมั่นคง ราวกับได้พักจากความกลัวในที่สุด
เขาหันไปมองเป้ที่จัดไว้ข้างเตียง ในนั้นมีขวดน้ำเล็ก ๆ ผ้าพันแผล และเสื้อผ้าอีกชุด แต่สิ่งที่อยู่้าสุดคือ — เศษดาบไม้ที่ยังคงอยู่กับเขาเสมอ
“จะไม่ใช่แค่รอด...แต่จะกลับมา ‘พร้อมเื่เล่า’ ให้บ้านฟัง”
วันถัดมา ท้องฟ้าเปิดโล่ง แสงแดดยามเช้าส่องทะลุยอดไม้ในแนวป่ารอบนอกของเมือง ปาร์ตี้ Timber Fang เคลื่อนพลเข้าสู่เส้นทางสำรวจตามภารกิจที่ได้รับ
เรย์เดินนำหน้า อากิอยู่ด้านหลังสุด คาเรนกับกริมอยู่กลางขบวน ระยะห่างระหว่างแต่ละคนพอให้เห็นกันชัดแต่ยังเงียบพอให้ได้ยินเสียงป่า
“เงียบดีเนอะ” คาเรนเอ่ยเบา ๆ
“อืม...แต่ก็เหมือนมีอะไรผิดปกติ” เรย์ตอบทันควันโดยไม่หันมา
พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ตามพิกัดที่หัวหน้ากิลด์มอบไว้ ซึ่งควรจะเป็ ‘พื้นที่ร้างปราศจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่’ แต่ตลอดทาง กลับไม่มีแม้แต่เสียงนก
และแล้ว...เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นเบา ๆ จากพุ่มไม้ด้านขวา
ไม่ใช่เสียงคำราม ไม่ใช่เสียงฝีเท้าหนัก
มันคือ...เสียงเด็กหญิง ร้องเพลงเบา ๆ เป็ทำนองที่ไม่คุ้นหู
เรย์หยุดกะทันหัน ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนชะลอ
เสียงนั้นใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
กริมเพ่งมองผ่านแนวไม้ ก่อนจะเห็นร่างเล็ก ๆ นั่งอยู่บนก้อนหิน หันหลังให้พวกเขา ผมยาวสยายลงกลางหลัง ชุดกระโปรงขาดวิ่นบางส่วน แต่ไม่มีรอยเื ไม่มีาแ
“เด็กเหรอ?” อากิพึมพำ
คาเรนจับข้อมือของกริมไว้แน่นกะทันหัน — ไม่ได้แรงมาก แต่ก็พอให้เขารู้ว่าเธอเริ่มระแวง
“อย่าเพิ่งขยับ” เธอกระซิบ
เรย์เป็คนแรกที่ก้าวออกไปจากแนวพุ่มไม้ ช้า ๆ แต่มั่นคง
“เธอเป็ใคร มาทำอะไรที่นี่?” เขาถามเสียงเรียบ
เด็กหญิงหยุดร้องเพลง เงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหันมาช้า ๆ
ใบหน้าของเธอเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ดวงตากลมโตแต่ไร้อารมณ์ ผิวซีดราวกับไม่โดนแดดมานาน
“...กำลังรอใครบางคนอยู่ค่ะ” เธอตอบ
กริมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเย็นลงเล็กน้อยโดยไม่มีสาเหตุ
คาเรนเอ่ยเสียงเบา
“ลีออนเคยเล่าว่า มีบางจุดในป่าที่เวลา...มันแปลก”
“หมายความว่าไง?” กริมถามเบา ๆ กลับ
“หมายความว่า บางครั้งสิ่งที่เราเห็น...อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรจะอยู่ตรงนั้น”
เด็กหญิงลุกขึ้นยืนช้า ๆ แล้วชี้ไปยังแนวต้นไม้ด้านหลังเธอ
“ทางนั้น...มีที่ที่พวกพี่ต้องไปค่ะ”
ทุกคนเงียบ ไม่ได้ขยับตามทันที แต่เรย์กลับเดินไปสองก้าว — ก่อนหยุดแล้วพูดเสียงต่ำ
“ที่นี่มีบางอย่าง...ผิดธรรมชาติแน่”
พวกเขาเดินตามเด็กหญิงเข้าไปตามเส้นทางที่เธอชี้ ต้นไม้รอบตัวเริ่มเบียดแน่นขึ้น ทว่าบรรยากาศกลับแปลกตา — ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบใบไม้แห้งและเสียงลมหายใจของกันและกัน
เส้นทางจบลงที่ลานกว้างรูปวงรี ปกคลุมด้วยตะไคร่และหินโบราณที่ถูกกาลเวลาแทะเล็ม เถาวัลย์ขึ้นปกคลุมโครงสร้างหินสลักคล้ายวิหารพัง ๆ ที่ถูกฝังครึ่งหนึ่งในดิน
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนหยุดหายใจคือ — แผ่นศิลากลางลาน ที่มีลวดลายเวทรูนสลักวนเป็วงกลม สีจางแต่ยังสะท้อนแสงเบา ๆ เหมือนยังคงเต้นอยู่ภายใต้ผิวหิน
เด็กหญิงเดินไปหยุดตรงกลางแผ่นศิลา เงยหน้าขึ้นมองทุกคน
“ที่นี่...คือที่ ๆ พวกเขาทิ้งฉันไว้ค่ะ”
เสียงเธอราบเรียบจนกริมขนลุก เขาขยับถอยโดยไม่รู้ตัว
“เราควรกลับ...” คาเรนพูดพร้อมจับมือกริมอีกครั้ง
ทันใดนั้น เสียงหินบดกันดังขึ้นเื้ั — ประตูลับเปิดออกใต้ซากหินฝั่งหนึ่ง พลังเวทบางอย่างแผ่ออกมาจนขนแขนทุกคนลุกซู่
และจากความมืดของโพรงนั้น...มีเงาบางอย่างเริ่มเคลื่อนไหว
เสียงลากร่างกับหิน เสียงแหลมเหมือนเล็บขูด และกลิ่นเหล็กเปรี้ยวของเืเก่าลอยมาแตะปลายจมูก
“ทุกคน เตรียมสู้!” เรย์ะโ
บางอย่างกระโจนออกมา มันไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ — ร่างสูงใหญ่ ผิวแห้งเหี่ยว กรงเล็บยาวผิดธรรมชาติ ดวงตาเรืองแสงสีฟ้าซีด
คาเรนร่ายเวททันที แต่วงเวทของเธอกลับสั่นไหวและแตกกระจายเหมือนถูกอะไรบางอย่างรบกวน
“เวทใช้ไม่ได้! ตรงนี้มีแรงรบกวน!”
สิ่งมีชีวิตนั้นพุ่งใส่กริมทันที คาเรนเบี่ยงตัวขวางไว้โดยสัญชาตญาณ แต่อาวุธของเธอแค่เฉือนร่างมันได้ผิวเผินเท่านั้น มันฟาดกลับอย่างรุนแรง
แรงกระแทกทำให้เธอกระเด็นไปชนต้นไม้ ร่างไถลลงพื้นไม่ขยับ
“คาเรน!!”
กริมพุ่งเข้าไปโดยไม่คิด ดึงมีดสั้นที่เรย์ให้ไว้ก่อนออกเดินทางออกมา แทงใส่ร่างนั้นเต็มแรง
มันแผดเสียงกรีดลั่น ถอยกรูดไปเล็กน้อยก่อนจะหันมาทางเขาเต็มตัว
เขายืนคั่นกลางระหว่างมันกับคาเรน มือสั่น แต่สายตาไม่ถอย
“อย่าตาย...อย่าให้ใครต้องตาย...”
ร่างนั้นพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่ก่อนที่กรงเล็บจะถึงตัว ลูกธนูก็เจาะเข้าที่ข้อมือมันพอดี อากิยืนหอบอยู่ห่างออกไป มือยกธนูอย่างมั่นคง
เรย์เข้าซ้ำ ฟันเฉียงลึกที่ไหล่ของมันจนเืสีดำทะลักออกมา กลิ่นคาวแสบจมูก
ในที่สุด มันก็ล้มลงช้า ๆ แล้วสลายกลายเป็ฝุ่นเวทขุ่น ๆ
กริมรีบเข้าไปดูคาเรน — เธอหมดสติ แต่ยังมีลมหายใจ
“ไม่เป็ไร...” เขากระซิบเบา ๆ
“ฉันจะพาเธอกลับ...ให้ปลอดภัย”
แสงแดดถูกเมฆครึ้มกลืนกินช้า ๆ ขณะที่ทีม Timber Fang ค่อย ๆ ล่าถอยจากลานเวทโบราณ เรย์เดินนำเปิดทาง อากิคอยระวังหลัง ส่วนกริม — เขาแบกร่างของคาเรนไว้บนหลัง แม้แขนและขาจะสั่น แต่เขาไม่พูดแม้แต่คำเดียว
ความเงียบของป่ากลายเป็เสียงกดดันในหัว
"มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป...ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่อเต็ม ๆ ว่าอะไร"
ฝีเท้าทั้งสามคนเบาลงอย่างน่าประหลาด กลืนหายไปกับเสียงลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่าน
“นายโอเคไหม?” เสียงอากิดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลัง
“ไม่แน่ใจครับ” กริมตอบ ซื่อตรงอย่างไม่ปิดบัง
อากิหัวเราะเบา ๆ แบบที่ไม่แน่ใจว่าเป็การเยาะหรือเห็นใจ
“ดีแล้ว คนที่ยังรู้ว่า ‘ไม่แน่ใจ’ มักอยู่รอดนานกว่าคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง”
เรย์พูดขึ้นโดยไม่หันมา
“อย่าทำให้การที่เธอาเ็ต้องสูญเปล่า แบกเธอกลับให้ได้ก็พอ”
คำพูดเรียบ ๆ นั้นทำให้กริมกัดฟันแน่นขึ้นอีกหน่อย แล้วก้าวต่อไปโดยไม่ลังเล
คืนนั้นพวกเขากลับถึงที่พักชั่วคราวของกิลด์นอกเมือง คาเรนถูกส่งต่อให้ผู้ดูแลรักษาเวทช่วยดูอาการทันที กริมกลับมาที่ห้องพักตัวเองอย่างหมดแรง เสื้อเปื้อนเืของคาเรนยังอยู่บนตัวเขา กลิ่นยังไม่จาง
เขานั่งลงข้างกะละมังน้ำ ล้างคราบเืออกจากมืออย่างช้า ๆ
“เธอขวางแทนฉัน...ทั้งที่ไม่จำเป็ต้องทำเลย”
เขามองลงไปในเป้ หยิบเศษผ้าขาดที่หลุดจากแขนเสื้อของคาเรนตอนโดนฟาดขึ้นมาช้า ๆ
มันไม่มีค่าทางวัตถุใด ๆ แต่มือของเขากลับสั่นขณะพับมันเก็บไว้ในช่องเล็กที่สุดของเป้
แสงตะเกียงสะท้อนกับเศษดาบไม้ และผ้าขาดที่เปื้อนเืแห้ง
สองสิ่งนี้คือสิ่งที่เหลืออยู่จากสองวันที่ผ่านมา สองวันที่ทำให้เขารู้ว่า 'การอยู่รอด' ไม่ใช่เป้าหมายเดียวอีกต่อไป
“ฉันจะไม่ยอมให้ใครต้องมาตายแทนฉันอีก...ไม่ว่าใครก็ตาม”
เขาพึมพำเบา ๆ แล้วหลับตาลงใต้แสงไฟสลัวที่ยังสั่นไหวอยู่เงียบ ๆ