บทที่ 26 คนครัวเริ่มแตกหักกันเองแล้ว
ชื่อแล้วชื่อเล่าถูกขานออกมา ผู้คนต่างทยอยกันแสดงสีหน้ายินดีอย่างตื่นเต้น
แต่จนกระทั่งชื่อสุดท้าย ก็ไม่มีชื่อของคนจากครัวหลักเลยแม้แต่คนเดียว
บรรดายายแก่ทั้งหลายก็ไม่ถูกเรียกเช่นกัน…
เย่ซานพับสมุดรายชื่อลงพลางกล่าวว่า "บรรดาหัวหน้าที่ขานชื่อไปเมื่อครู่ เดี๋ยวตามข้าไป ข้าจะจัดแจงสถานที่ให้พวกเ้า หลังจากนี้จงดูแลคนใต้บังคับบัญชาให้ดี ใครอู้งานให้มารายงานแล้วไล่ออกไปได้เลย
ส่วนคนที่ไม่ได้เป็หัวหน้า ก็กลับไปทบทวนเสียว่าตัวเองทำงานไปมากน้อยเพียงใด อู้งานไปกี่ครั้ง หากผู้ใดไม่พอใจ จะออกไปตอนนี้เลยก็ได้!"
เมื่อกล่าวถึงขั้นนี้ แม้จะมีคนที่ไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็จำต้องสะกดกลั้นอารมณ์นั้นเอาไว้
แต่ยายแก่เกาและพรรคพวกกลับทนไม่ไหว พวกนางเดินเข้าไปถามว่า "พระชายา ห้องครัวของพวกเราไม่มีตำแหน่งหัวหน้าเลยหรือเพคะ?"
"ตอนนี้ครัวของพวกเ้ามีงานอะไรหรือถึงขนาดต้องมีคนคอยคุม?" ซูเหวินยวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอย่างยิ่ง ห้องครัวมีคนมากมายขนาดนั้น แต่ละวันทำเพียงจัดเตรียมผักใบเขียวไม่กี่จานให้เซิ่งจิ่งอวี้ ยังจะหวังเงินเดือนเท่าไหร่กัน?
ยายแก่เกาไม่ยอมแพ้ กล่าวอย่างไม่พอใจว่า "หลายปีมานี้ บ่าวเป็คนดูแลจัดการเื่ในครัวมาโดยตลอด เบี้ยหวัดก็น่าจะปรับขึ้นบ้าง"
ซูเหวินยวนกล่าวเสียงเรียบ "ในจวนนี้ คนที่ทำงานมานานหลายปีไม่ได้มีแค่เ้าคนเดียว จะเบี้ยหวัดจะขึ้นหรือไม่ขึ้น นั่นก็อยู่กับข้าแต่เพียงผู้เดียว และก็ยังเป็คำเดิม ใครไม่พอใจ ก็เชิญออกไปได้!"
คำพูดที่เคยกล่าวกับคนอื่นก่อนหน้านี้ ตอนนี้สามารถใช้กับนางได้เช่นกัน
ยายแก่เกาฟังออกแล้วว่าซูเหวินยวนพยายามบีบให้พวกนางลาออกไปเอง แต่นางก็ยิ่งไม่มีทางไปเด็ดขาด
นางท้าวสะเอวพลางกล่าวว่า "พวกเราเป็คนที่อวี้เฟยส่งมา เหตุใดพวกเราต้องไปด้วย?"
"ใช่แล้ว พวกเ้าเป็คนที่อวี้เฟยส่งมา เบี้ยหวัดก็เป็อวี้เฟยที่กำหนดไว้ แล้วเหตุใดข้าต้องขึ้นเงินให้ด้วยเล่า?"
ซูเหวินยวนทำทีเป็พูดเื่ที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
คนจำนวนมากต่างกลั้นหัวเราะ พวกเขาไม่พอใจคนกลุ่มนี้นานแล้ว
ปกติก็เอาแต่ยกชื่ออวี้เฟยขึ้นมาอ้างอยู่ตลอดเวลา ถ้าเก่งจริงก็ไปเรียกอวี้เฟยให้มาขึ้นเงินให้สิ
ตอนนี้ในจวน พระชายาเป็ผู้กุมอำนาจแล้ว พวกนางยังเอาแต่พูดถึงอวี้เฟย ช่างไม่รู้จักดูสถานการณ์เอาเสียเลย
เมิ่งฉีซึ่งอยู่ไม่ไกลวางขาไก่ในมือลง มองไปยังเซิ่งจิ่งอวี้ด้วยความกังวล
พวกนางกล่าวถึงอวี้เฟยไม่หยุด จะเป็การเสียมารยาทเกินไปหรือไม่?
ท่านอ๋องจะไม่พอใจหรือเปล่า?
ตอนนี้เมิ่งฉีกลัวมากว่าเซิ่งจิ่งอวี้จะฆ่าซูเหวินยวน พระชายาผู้นี้ดีต่อเขายิ่งนัก
เซิ่งจิ่งอวี้สังเกตเห็นสายตาของเขา จึงถามเสียงเบาว่า "พระชายาเก่งหรือไม่?"
"เก่งมากขอรับ!" ในแววตาของเมิ่งฉีฉายแววชื่นชมออกมาเล็กน้อย
ความวุ่นวายในจวนอ๋องไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแค่วันสองวัน แต่พระชายาสามารถจัดการสะสางได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังตั้งกฎระเบียบสำหรับอนาคตได้ ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรับประกันความยุติธรรม คนขยันในจวนล้วนได้ขึ้นเงินเดือน
แถมยังทำให้คนในครัวได้แต่เจ็บใจโดยที่พูดอะไรไม่ออก
เซิ่งจิ่งอวี้ถามอีกครั้ง "เช่นนั้น นางฉลาดมากใช่หรือไม่?"
เมิ่งฉียังคงพยักหน้ารับ "ขอรับ!"
"แล้วเ้ารู้จักหัดเรียนรู้ไว้บ้างหรือไม่? รู้จักแต่กิน ขาไก่ไม่กี่ชิ้นกินมากี่วันแล้ว!"
เซิ่งจิ่งอวี้มองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง
ส่งเขาไปอยู่ข้างกายซูเหวินยวน ไม่ได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ อะไรมาเลย กลับเรียนรู้แต่เื่กิน
เมิ่งฉีวางขาไก่ลงอีกครั้งด้วยใบหน้าเจื่อน ๆ
อีกด้านหนึ่ง ยายแก่เกาพูดโต้แย้งไม่ออกแม้แต่คำเดียว เป็ครั้งแรกที่นางพบว่าการมีอวี้เฟยเป็ที่พึ่ง ไม่ใช่เื่ดีเสมอไป
นางเข้าใจเจตนาของซูเหวินยวนแล้ว ก็แค่้าไล่นางออกไปใช่หรือไม่?
ฝันไปเถอะ!
"ก็ได้ ในเมื่อพระชายาไม่ยินยอมขึ้นเงินให้พวกเรา เช่นนั้นพวกเราก็ต้องปรนนิบัติรับใช้อย่างเต็มที่ไม่ใช่หรือ? จะทำให้อวี้เฟยต้องผิดหวังไม่ได้ พวกเราไม่ใช่คนเนรคุณอกตัญญูเช่นนั้น!"
ยายแก่เกาหยิบถุงเงินขึ้นมา แล้วหมุนตัวเดินออกจากหอจู๋เยว่
ยายแก่ทั้งหลายเดินตามนางไปอย่างแน่วแน่ ส่วนคนที่เหลือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามยายแก่เกาไป
เบี้ยหวัดไม่ใช่เื่สำคัญ ผลประโยชน์ที่สามารถแบ่งปันกันได้ในครัวต่างหากคือของจริง
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พระชายาก็ยังคงจัดการเื่ในครัวไม่ได้ ดังนั้นการเลือกอยู่ข้างยายแก่เกาก็นับว่าเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว
ซูเหวินยวนยิ้มโดยไม่กล่าวอะไร
เย่ซานและเยว่ซิ่วจัดการจัดแจงหน้าที่ให้แก่คนรับใช้ที่เหลือ แต่ละคนรับผิดชอบส่วนไหน หัวหน้าแต่ละคนดูแลพื้นที่ใดบ้าง ซูเหวินยวนได้วางแผนไว้หมดแล้ว
นางเองก็ไม่ได้อยู่เฉย ลุกขึ้นไปยังศาลบรรพชนแล้วจุดธูปสามดอก
"หม่อมฉันไม่ได้มีความคิดจะลบหลู่พระสนมเลยนะเพคะ เพียงแต่คนเ่าั้ หาได้เป็เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว หากไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมสักหน่อย ก็คงขับไล่ไปไม่ได้ เป็การล่วงเกินแล้ว..."
นางพึมพำอยู่นาน โดยไม่ทันสังเกตเห็นเซิ่งจิ่งอวี้ที่อยู่ข้างหลังเลยแม้แต่น้อย
เซิ่งจิ่งอวี้ก็ไม่ได้รบกวนนาง เพียงแค่ยืนฟังอย่างเงียบ ๆ
ซูเหวินยวนปักธูปเสร็จก็ลุกขึ้น พอหันกลับมาก็อุทานออกมาคำหนึ่งด้วยความใ
"ท่านอ๋องมาั้แ่เมื่อไหร่เ้าคะ เหตุใดไม่ส่งเสียงบ้าง ใหมดเลย"
ซูเหวินยวนมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นคนรับใช้ จึงรีบเข้าไปประคองเขา
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวว่า "ไม่ต้องประคอง เมื่อก่อนข้าเคยสั่งไว้แล้ว ให้เก็บของที่ไม่จำเป็ในศาลบรรพชนออกไปให้หมด"
ซูเหวินยวนสังเกตมานานแล้วว่า สถานที่ไม่กี่แห่งที่เซิ่งจิ่งอวี้ไปบ่อย ๆ แทบจะไม่มีสิ่งของใด ๆ วางอยู่เลย
เช่นนี้เขาถึงจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเดินชน
ซูเหวินยวนอดถอนหายใจไม่ได้ ในอดีตเซิ่งจิ่งอวี้เคยเป็ท่านอ๋องที่องอาจผ่าเผย แต่ตอนนี้กลับต้องใช้ความเกรี้ยวกราดมาบดบังปมด้อยของตัวเอง
เซิ่งจิ่งอวี้ได้ยินเสียงถอนหายใจนั้น ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน สายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาสงสารเช่นนั้น ปรากฏขึ้นอีกแล้ว!
"เหตุใดพระชายาจึงถอนหายใจ?"
เซิ่งจิ่งอวี้ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าซูเหวินยวนคงเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับตัวเขา
ซูเหวินยวนรีบอธิบายอย่างลนลาน "แค่เหนื่อยน่ะเ้าค่ะ"
นางไม่กล้าพูดความจริงออกไปหรอก หากไปสะกิดโดนความภาคภูมิใจในตัวเองของเขาจะทำอย่างไร?
เซิ่งจิ่งอวี้คิดให้ตายก็คงคิดไม่ถึงว่า ท่านอ๋องผู้โหดร้ายอย่างเขา จะกลายเป็เพียงลูกแกะน่าสงสารในใจของซูเหวินยวนไปเสียได้
ทางด้านห้องครัว หลังจากแจกเงินเสร็จก็เกิดการทะเลาะกันขึ้น
เงินเดือนทั้งหมดอยู่ในมือของยายแก่เกา นางทำหน้าบึ้งตึงแล้วแจกเงินให้คนละห้าเฉียนเท่านั้น
แต่เดิมคนรับใช้ในจวนล้วนได้เงินเดือนแปดเฉียน ห้องครัวก็เช่นกัน แต่ยายแก่เกาจะหักส่วนแบ่งเอาไว้ส่วนหนึ่ง รอจนกระทั่งได้เงินค่าใช้จ่ายของห้องครัวมาแล้ว จึงค่อยแจกรางวัลให้พวกนางตามอารมณ์
คนที่ประจบสอพลอยายแก่เกา บางครั้งอาจได้ถึงสามถึงห้าตำลึง
คนที่ไม่ค่อยพูดจาเอาใจ แต่ก็พอได้สามถึงห้าเฉียน รวม ๆ แล้วก็ไม่น้อยไปกว่าเงินเดือนที่ทางจวนแจกให้
มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่รู้จักเอาใจและไม่มีไหวพริบ ที่จะได้เงินเพียงห้าเฉียน
เป็เช่นนี้ทุกเดือน แต่ในเดือนนี้ คนกลุ่มนั้นกลับไม่ยอมอีกต่อไป
คนจากเรือนอื่น หากได้เลื่อนเป็หัวหน้าก็ได้เงินสองตำลึง ถึงไม่ได้เลื่อนก็ได้แปดเฉียน
แต่พวกนางเลือกที่จะอยู่กับยายแก่เกา กลับได้เพียงห้าเฉียน ส่วนที่เหลือต้องได้มาจากการอ้อนวอนอย่างต่ำต้อยพวกนางกลัวว่าหากยายแก่เกาเกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ก็อาจจะไม่ได้เงินเดือนตามที่ควรจะได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ คนส่วนใหญ่ก็เริ่มรู้สึกไม่เป็ธรรม
ก่อนหน้านี้ยังพอทนได้ เพราะอย่างน้อยในครัวก็ยังได้กินดีอยู่ดี แต่ตอนนี้คนข้างนอกกลับกินดีกว่าพวกตนเสียอีก ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีแล้ว ใครจะยังยอมทนอยู่กับยายแก่เกาอีกล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ได้ทำงานในครัวพวกตนก็อาจจะมีโอกาสได้เป็หัวหน้างาน ได้เงินเดือนละสองตำลึงก็เป็ได้!
"ป้าเกา เดือนนี้จะให้พวกเราเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้หรือเ้าคะ"
"ใช่แล้ว คนอื่นเขาได้ตั้งสองตำลึง แต่พวกเราได้แค่ห้าเฉียน จะไปพอทำอะไรได้?"
"พวกเราอยู่ข้างท่านมาตลอดนะเ้าคะ พระชายาใจกว้างถึงเพียงนั้น พวกเรายังไม่ย้ายข้างเลย ท่านก็แค่ให้ในส่วนที่พวกเราควรจะได้ แล้วพวกเราก็จะยังอยู่ข้างท่านต่อไป"
ยายแก่เกาถลึงตาพลางด่าว่า "พวกเ้าคิดจะแข็งข้อรึไง? ปกติข้าให้รางวัลพวกเ้าไปเท่าไหร่? ดูพวกเ้าแต่ละคนสิ ช่างตาต่ำเสียจริง! เดี๋ยวก็เป็ที่หัวเราะเยาะของคนอื่นหรอก!"