บทที่ 2: กฎของแดนรกร้าง
ความเงียบที่หนักอึ้งกดทับบรรยากาศในชั้นใต้ดินจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ร่วงหล่นจากท่อ้าเป็ครั้งคราวที่ช่วยย้ำเตือนว่าเวลายังคงเดินต่อไป คินยังคงอยู่ในท่าหมอบต่ำ ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับรูปสลัก แต่ภายในใจนั้น ความคิดกำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูงราวกับพายุ
ตรงหน้าเขาคือชายสามคน...ผู้บุกรุกที่มาพร้อมกับเจตนาอันไม่เป็มิตร
ชายคนที่พูดคนแรก ซึ่งดูเหมือนจะเป็หัวหน้า มีรอยแผลเป็น่ากลัวพาดผ่านคิ้วข้างหนึ่ง ดวงตาของเขาหรี่เล็กมองมาที่คินด้วยแววตาของผู้ล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ มันเป็สายตาที่ประเมินและตีค่า...คินรู้ดีว่าในสายตาของชายคนนี้ เขาเป็เพียง "ทรัพยากร" ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
"ไม่ต้องรีบร้อนไป จาร์ค" ชายร่างั์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มและหยาบกร้านเหมือนหินที่เสียดสีกัน ในมือของเขาถือท่อนเหล็กขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะเคยเป็ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรมาก่อน "หนูตัวเล็กๆ แค่นี้ จะหนีไปไหนได้"
"เงียบไปเลย กอร์น แกมันมีแต่กำลัง สมองกลวงโบ๋" จาร์คตวาดกลับโดยไม่ละสายตาไปจากคิน "จัดการเื่แบบนี้มันต้องมีศิลปะ"
คนที่สามเป็ชายร่างผอมเกร็งที่ดูขี้ขลาดที่สุด เขายืนอยู่ข้างหลังสุด คอยชะโงกหน้ามองอย่างอยากรู้อยากเห็น ในมือถือเพียงมีดสั้นๆ ที่ขึ้นสนิม ดูเหมือนเป็แค่ลูกไล่ที่คอยทำตามคำสั่ง
คินไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกมันทั้งหมด สมองของเขากำลังประมวลผลข้อมูลทุกอย่างที่มองเห็น...ระยะห่างระหว่างเขากับพวกมัน ทางออกที่เป็ไปได้...ทางเดียวคือบันไดที่พวกมันยืนขวางอยู่ อาวุธในมือของพวกมัน...ท่อนเหล็กของชายร่างั์ดูอันตรายที่สุด มันเป็การโจมตีวงกว้างที่เขาหลบได้ยาก ส่วนหัวหน้ากับลูกไล่ใช้อาวุธระยะประชิด...และที่สำคัญที่สุด สภาพแวดล้อมโดยรอบ
นี่คือข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของเขา...เขารู้จักชั้นใต้ดินนี้ดีกว่าพวกมัน
"เอาล่ะ ไอ้หนู" จาร์คเริ่มเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ รองเท้าบู๊ตของเขาย่ำลงบนพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้น "ส่ง 'ของดี' ที่แกเพิ่งได้มาซะ แล้วพวกเราอาจจะใจดีปล่อยให้แกเดินออกไปโดยที่ยังมีแขนขาส ครบ"
คินยังคงนิ่งเงียบ แสร้งทำเป็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขาเหลือบมองไปยังซากของตัวคลาน แล้วเบนสายตากลับมาที่จาร์ค ดวงตาแสดงความหวาดหวั่นอย่างเต็มที่...เป็การแสดงที่สมบทบาทที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
การแสดงความอ่อนแอคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในแดนรกร้างแห่งนี้ มันทำให้ศัตรูประมาท และความประมาทคือบ่อเกิดแห่งความผิดพลาด
จาร์คหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นท่าทีของคิน "ดูเหมือนจะกลัวจนพูดไม่ออกเลยแฮะ ไม่เป็ไร...แค่ส่งแกนคริสตัลนั่นมาก็พอ ของแบบนั้นมันไม่เหมาะกับเด็กกะโปโลอย่างแกหรอก"
พวกมันรู้... คินคิดในใจ แน่นอนว่าพวกมันต้องรู้ เสียงกรีดร้องของตัวคลานก่อนตายคงดังพอที่จะล่อให้พวกนักล่าที่อยู่ใกล้ๆ มาดูลาดเลา และเมื่อเห็นซากของมันกับคินที่อยู่ตรงนี้ การจะปะติดปะต่อเื่ราวก็ไม่ใช่เื่ยาก
"ผม...ผมไม่รู้ว่าพวกคุณพูดถึงเื่อะไร" คินเค้นเสียงที่สั่นเทาออกมา "ผมแค่...หลงเข้ามา"
"โกหก!" กอร์นตะคอกเสียงดัง "ข้าได้กลิ่นคริสตัลจางๆ จากตัวแก!"
คำพูดของกอร์นทำให้คินประหลาดใจเล็กน้อย จมูกดีอย่างกับหมา...แต่ข้อมูลนี้ก็มีประโยชน์ มันหมายความว่าพวกมันมั่นใจ 100% ว่าของอยู่กับเขา การปฏิเสธต่อไปไม่มีประโยชน์แล้ว มีแต่จะทำให้พวกมันโมโหเร็วขึ้น
ในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของคินเหลือบไปเห็นบางสิ่งในมุมมืดของห้อง...สิ่งที่เขาภาวนาให้เจอ
มันคือหย่อมของ ราสะท้อนแสง (Reflective Fungus) ราสายพันธุ์ประหลาดที่เติบโตได้ดีในที่มืดและอับชื้น ผิวของมันมีลักษณะคล้ายกระจกเงาเล็กๆ นับพันชิ้น เกาะกลุ่มกันอยู่บนผนังคอนกรีตที่ผุพัง มันดูสวยงามและไม่มีพิษภัย...แต่นักล่าผู้มีประสบการณ์จะรู้ดีถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ของมัน
เมื่อถูกรบกวนหรือััอย่างรุนแรง ราพวกนี้จะปล่อยสปอร์ละเอียดที่มองไม่เห็นออกมาในอากาศ สปอร์เหล่านี้ไม่มีพิษ แต่เมื่อมันัักับแสงไฟ...มันจะสะท้อนแสงกลับอย่างรุนแรงจนทำให้ตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
นั่นคือไพ่ตายของเขา...
"ก็ได้..." คินแสร้งทำเป็ยอมจำนน เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นช้าๆ "ของอยู่กับผม...แต่อย่าทำอะไรผมเลย"
"ก็แค่นั้น" จาร์คยิ้มอย่างพึงพอใจ "ส่งมันมา"
คินค่อยๆ เอามือล้วงเข้าไปในเสื้อ ทำทีเป็ควานหาแกนคริสตัลที่ซ่อนไว้ แต่สายตาของเขากำลังคำนวณองศาและจังหวะอย่างแม่นยำ เขาต้องทำให้พวกมันขยับเข้ามาใกล้อีกนิด...ใกล้กับหย่อมรานั่น
"มัน...มันตกอยู่แถวนี้ ตอนที่ผมสู้กับมัน" คินพูดตะกุกตะกัก พร้อมกับคลานไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทำทีเป็มองหาของบนพื้น
"หาเื่รึไงวะ!" กอร์นเริ่มหมดความอดทน เขาเงื้อท่อนเหล็กในมือขึ้น
"ใจเย็นน่า กอร์น" จาร์คห้ามไว้ แต่ก็ขยับตามเข้ามาเช่นกัน "ไหน? ตกอยู่ตรงไหน?"
"ตรงนั้น..." คินชี้ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าใกล้ๆ กับกำแพงที่มีราเรืองแสงเกาะอยู่ "ใกล้ๆ กับกองเศษเหล็กนั่น"
จาร์คหรี่ตามองอย่างไม่ไว้วางใจ แต่ความโลภก็เอาชนะความระแวง เขาส่องตะเกียงน้ำมันในมือไปทางที่คินชี้ แสงไฟสาดส่องไปทั่วบริเวณ...และนั่นคือสิ่งที่คิน้า
"พิพ ไปดูซิ" จาร์คสั่งลูกไล่
ชายร่างผอมพยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ตอนนี้แหละ!
คินไม่ได้รอให้พิพเดินไปถึง เขากระทืบเท้าลงบนแผ่นเหล็กที่วางอยู่บนพื้นอย่างแรง!
เคร้ง!
แผ่นเหล็กกระดอนขึ้นไปฟาดกับผนังคอนกรีตอย่างจัง...เฉียดหย่อมราสะท้อนแสงไปเพียงนิดเดียว แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว!
กลุ่มราที่ถูกแรงสั่นะเืรบกวน ปลดปล่อยสปอร์ที่มองไม่เห็นออกมาเป็กลุ่มก้อนทันที!
จาร์คและพวกยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขายังคงส่องตะเกียงมาทางนี้...และนั่นคือความผิดพลาดมหันต์
ในวินาทีต่อมา เมื่อแสงจากตะเกียงกระทบเข้ากับม่านสปอร์...
พรึ่บ!
เกิดแสงสว่างวาบจ้าขึ้นมาราวกับมีใครจุดพลุแฟลร์ขึ้นในห้องใต้ดินที่มืดมิด! มันสว่างจ้าเสียจนทุกสิ่งกลายเป็สีขาวโพลนไปชั่วขณะ
"อ๊ากกก! ตาข้า!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังขึ้นพร้อมกันจากทั้งสามคน พวกเขาทรุดลงกับพื้น เอามือกุมดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยความใ จาร์คทำตะเกียงน้ำมันหล่นลงพื้นจนไฟดับวูบไป ทำให้ทั้งห้องกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง...แต่เป็ความมืดที่เต็มไปด้วยจุดดำพร่างพรายในสายตาของพวกเขา
คินเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว ทันทีที่กระทืบแผ่นเหล็ก เขาก็ยกแขนขึ้นมาบังหน้าและหลับตาปี๋ทันที ผลกระทบที่เขาได้รับจึงน้อยกว่ามาก
เขาไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว!
ในความมืดและความสับสนอลหม่าน คินพุ่งตัวออกจากที่ซ่อนราวกับลูกธนู เป้าหมายแรกของเขาคือคนที่อ่อนแอที่สุด...พิพ!
เขาใช้ไหล่กระแทกเข้าที่ร่างผอมๆ ของพิพอย่างจังจนเสียหลักเซไปชนกับกอร์นที่กำลังงุ่มง่ามอยู่
"ไอ้เด็กเวร!" กอร์นคำรามอย่างบ้าคลั่ง เขาสะบัดแขนไปมาอย่างสะเปะสะปะ ท่อนเหล็กในมือเหวี่ยงไปโดนพิพที่เพิ่งล้มลงไปเต็มๆ!
อั้ก!
เสียงร้องของพิพเงียบหายไปทันที
คินไม่ได้อยู่รอดูผลงาน เขาวิ่งสวนทางไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องโถง ที่นั่นมีช่องระบายอากาศเก่าๆ ที่เขามองไว้เป็ทางหนีทีไล่ั้แ่แรกแล้ว
"มันหนีไปแล้ว! ตามไปจับมัน!" เสียงของจาร์คะโลั่นอย่างเกรี้ยวกราด ดูเหมือนว่าสายตาของเขาจะเริ่มกลับมาเป็ปกติแล้ว
คินได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกอร์นวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว เขาเหลือบมองกลับไป เห็นเพียงเงาร่างใหญ่โตที่กำลังตามมาในความมืดสลัว
ช่องระบายอากาศอยู่ข้างหน้าแล้ว!
มันเป็ช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อยู่สูงจากพื้นขึ้นไปประมาณสองเมตร คินะโเกาะขอบปูนที่ยื่นออกมา แล้วใช้แรงแขนดึงตัวเองขึ้นไปอย่างทุลักทุเล
ฟิ้ว!
ท่อนเหล็กของกอร์นเหวี่ยงผ่านจุดที่เขาเคยยืนอยู่ไปเพียงเส้นยาแดงเดียว มันกระแทกเข้ากับกำแพงคอนกรีตจนเกิดประกายไฟและเสียงดังสนั่น
"แกหนีไม่พ้นแน่!" กอร์นะโลั่น
คินไม่สนใจ เขาแทรกตัวเข้าไปในช่องระบายอากาศที่คับแคบและเต็มไปด้วยหยากไย่ได้อย่างพอดีตัว มันทั้งมืด เหม็นอับ และบาดผิว แต่ในตอนนี้มันคือเส้นทางสู่อิสรภาพ
เขาได้ยินเสียงจาร์คกับกอร์นสบถด่าอยู่ด้านหลัง แต่พวกมันตัวใหญ่เกินกว่าจะตามเข้ามาได้ คินอาศัยความทรงจำเกี่ยวกับโครงสร้างของโรงงาน คลานไปตามท่อระบายอากาศที่มืดมิดอย่างไม่ลดละ
คินคลานอยู่ในท่อระบายน้ำที่มืดและเหม็นอับเป็เวลานานจนแทบจะลืมไปแล้วว่าแสงแดดเป็อย่างไร เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นเป็จังหวะ และเสียงน้ำสกปรกที่ไหลเอื่อยๆ อยู่เบื้องล่าง เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบและอดทนราวกับสัตว์เลื้อยคลานที่คุ้นชินกับความมืด นี่คือเครือข่ายเส้นทางลับใต้ดินที่เขาท่องจำไว้ขึ้นใจ มันคือแผนที่แห่งการเอาตัวรอดที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์และการสังเกตมาหลายปี
ในที่สุด เขาก็มาถึงจุดหมาย...บันไดเหล็กที่ทอดตัวขึ้นไปสู่ตะแกรงอีกอันหนึ่ง เขาหยุดนิ่งและเงี่ยหูฟังอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ อยู่้า เขาจึงค่อยๆ ปีนขึ้นไป แล้วใช้แรงทั้งหมดดันตะแกรงเหล็กที่หนักอึ้งให้เปิดออก
แสงสว่างที่สาดส่องลงมาทำให้เขาต้องหยีตา ที่นี่คือชั้นบนสุดของตึกที่พักอาศัยเก่าแก่แห่งหนึ่งที่สูงตระหง่านอยู่ใจกลาง "สุสานเหล็ก" มันเป็หนึ่งในที่ซ่อนที่ดีที่สุดของเขา ยากที่จะเข้าถึง และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ายังมีทางขึ้นมาได้อยู่
เขารอดแล้ว...
คินนอนแผ่หราอยู่บนพื้นหญ้าที่ตายแล้ว หอบหายใจเอาอากาศที่เจือปนด้วยมลพิษเข้าไปเต็มปอด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและฝุ่นผง เสื้อผ้าขาดวิ่นยิ่งกว่าเดิม แต่เขาก็รอดมาได้
หลังจากนอนพักจนหัวใจเต้นช้าลง เขาก็ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง พิงกับกำแพงอิฐที่ผุพัง เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อ...ัักับก้อนผลึกที่ยังคงอยู่ดี
เขายิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน...รอยยิ้มของผู้ชนะ
นี่คือกฎของแดนรกร้าง...ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่ผู้รอดเสมอไป แต่เป็ผู้ที่ฉลาดที่สุดและปรับตัวได้ดีที่สุดต่างหาก พวกจาร์คอาจจะมีกำลังและอาวุธที่ดีกว่า แต่พวกมันขาดความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด...พวกมันประมาทเขา
คินหยิบแกนคริสตัลออกมาดูอีกครั้ง มันเป็เพียงผลึกสีฟ้าขุ่นมัวก้อนเล็กๆ แต่ในตอนนี้ มันดูมีค่ามากกว่าสมบัติใดๆ ในโลกเก่า มันคือข้อพิสูจน์...ข้อพิสูจน์ว่าเขาเลือกเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว
เขาจะไม่ยอมเป็แค่หนูสกปรกที่รอวันถูกเหยียบตายอีกต่อไป เขาจะใช้สติปัญญา...ใช้ทุกอย่างที่เขามีเพื่อปีนขึ้นไปให้สูงกว่านี้ สูงจนไม่มีใครสามารถมาเหยียบย่ำเขาได้อีก
คินกำแกนคริสตัลไว้แน่น แววตาของเขาฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าวดุจเหล็กกล้า แสงแดดยามบ่ายที่ส่องกระทบร่างของเด็กหนุ่มซอมซ่อ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันเพียงแค่ขับเน้นเงาของเขาให้ทอดยาวออกไป...ราวกับเงาของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นขึ้นจากการหลับใหล.