เสียงเคาะดังจากใต้ศาล
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
หลิงเทียนเงยหน้าจากคัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุเกล็ดัใต้เสื้อร้อนขึ้นตามจังหวะนั้นความร้อนไม่ได้แผ่ไปทั่วร่างเหมือนก่อนหน้าหากรวมตัวเป็จุดเล็กตรงกลางอกคล้ายมีใครกำลังเคาะจากด้านในให้เขาเปิดประตู
มู่ชิงหลัวเหลือบมองเขา
“เสียงมาจากใต้พื้น”
“แต่เกล็ดตอบสนอง”
“นั่นไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่ข้างใต้้าช่วยเ้า”
หลิงเทียนไม่ตอบเขาวางปลายพู่กันลงบนหน้ากระดาษคัมภีร์สั่นเบาๆจนหมึกบนปลายพู่กันหยดลงเป็จุด
ครั้งแรกที่คัมภีร์มีปฏิกิริยาเช่นนี้เขาคิดว่าเป็เพราะลมปราณ
ครั้งนี้ไม่มีลมปราณไหลผ่านมือ
มันกำลังตอบสนองต่อเสียง
หลิงเทียนเขียนลงบนกระดาษ
เสียงสามจังหวะ—เกิดจากสิ่งใด?
ตัวอักษรยังไม่ทันแห้งหมึกตรงคำว่า“สิ่งใด” ก็ไหลแยกออกเป็สองเส้นราวกับมีมือมองไม่เห็นลากปลายพู่กันต่อ
หนึ่งเส้นชี้ไปทางประตู
อีกเส้นชี้ลงพื้น
หลิงเทียนมองเส้นหมึกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
คัมภีร์ไม่ได้ตอบ
มันเพียงสะท้อนคำถามของเขากลับมาเป็ทางเลือกสองทาง
“มันเริ่มทำอะไร?” มู่ชิงหลัวถาม
“เตือนว่าข้ายังถามไม่ชัด”
“ดี อย่างน้อยมันก็ยังไม่ทำให้เ้าคิดว่าตนรู้ทุกอย่าง”
ประตูห้องสอบสวนเปิดออก
เ้าหน้าที่ผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมพยานหกคนเขาเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงสวมชุดทางการสีดำขลิบแดงที่ปลายแขนเสื้อมีรอยหมึกจางๆสามจุด
ใบหน้าของเขาเรียบเฉยเกินไป
ไม่ใช่ความสงบของคนที่ควบคุมสถานการณ์ได้แต่เป็สีหน้าของคนที่ฝึกไม่ให้ผู้อื่นเห็นความกลัว
เขาวางกระดานไม้ลงบนโต๊ะ
“ข้าคือเหอจิ้ง ผู้สอบสวนคดีเหมืองดาวตก”
เซี่ยอู๋เหินซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูมองตราบนกระดาน
“ผู้สอบสวนต้องมีตราศาลชั้นใน”
เหอจิ้งยื่นกระดานให้ดูด้านหลังมีตราสีแดงประทับอยู่จริงแต่ตรงขอบตรามีรอยขูดจนอ่านหมายเลขไม่ครบ
“ตราของข้าถูกเปลี่ยนเมื่อเช้า” เหอจิ้งกล่าว“ตราเดิมถูกเก็บไว้ตรวจสอบ”
“เหตุใดจึงเปลี่ยน?” เซี่ยอู๋เหินถาม
เหอจิ้งมองเขา
“ศิษย์สำนักกระบี่ไร้นามควรถามเื่กระบี่ไม่ใช่ตราศาล”
เซี่ยอู๋เหินไม่ตอบแต่ไม่ถอยออกจากประตู
เหอจิ้งหันไปทางพยาน
“เริ่มจากคนแรก”
พยานทั้งหกเดินไปนั่งเรียงกัน
หลิงเทียนมองพวกเขาทีละคน
ชายขาเป๋
ชายมีแผลเหนือคิ้ว
ชายร่างผอม
ชายที่กุมแขนขวา
ชายสวมผ้าพันคอ
และชายชราที่มีรอยไหม้ตรงลำคอ
ชายชราคนนั้นนั่งนิ่งเกินไป
เหอจิ้งเปิดคำให้การ
“พยานคนแรก บอกสิ่งที่เห็นในคืนเกิดเหตุ”
ชายขาเป๋ยกศีรษะ
“ข้าเห็นหลิงเทียนยืนอยู่หน้าแท่นผนึกเขาถือเกล็ดัแล้วทำให้คนงานทั้งหมดตาย”
เหอจิ้งเขียนบางอย่างลงบนกระดาน
“เห็นใบหน้าชัดหรือไม่?”
“ชัด”
“เขาสวมเสื้อสีใด?”
“สีดำ”
“มีาแหรือไม่?”
“แขนซ้าย”
หลิงเทียนเปิดคัมภีร์หน้ากระดาษไม่ปรากฏข้อความแต่หมึกที่เขาเขียนไว้ก่อนหน้านี้ค่อยๆซึมออกจากตัวอักษร
คำว่าผู้ต้องหาในคำให้การบนโต๊ะถูกวงด้วยหมึกบางๆ
เขาขมวดคิ้ว
คัมภีร์ไม่ได้สนใจว่าเื่ใดจริงหรือเท็จมันกำลังดึงคำที่ถูกใช้ซ้ำออกมา
พยานคนที่สองให้การแทบเหมือนกัน
หลิงเทียนไม่ได้จดเนื้อหาเขาจดจังหวะหายใจ
พยานคนแรกหยุดหลังคำว่า“ผนึก”
พยานคนที่สองหยุดตรงตำแหน่งเดียวกัน
พยานคนที่สามก็เช่นกัน
แต่เมื่อถึงพยานคนที่สี่จังหวะหยุดช้ากว่าเดิมครึ่งลมหายใจ
“ข้าเห็นหลิงเทียนถือเกล็ดั” ชายร่างผอมกล่าว“มันมีแสงสีแดง”
เหอจิ้งถาม“เ้ารู้ได้อย่างไรว่านั่นคือเกล็ดั?”
“มีคนบอก”
“ใคร?”
ชายร่างผอมกลืนน้ำลาย
เหอจิ้งเงยหน้าจากกระดานสีหน้าเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย
“ตอบ”
“จำไม่ได้”
หลิงเทียนเขียนลงในคัมภีร์
คำตอบไม่ครบไม่ได้แปลว่าโกหก
ปลายพู่กันหยุดอยู่ตรงนั้น
หมึกไหลย้อนขึ้นไปตามเส้นอักษรแล้วเติมคำอีกสองคำด้วยตนเอง
ตรวจคนถาม
หลิงเทียนมองคำบนหน้า
เขาเงยหน้าดูเหอจิ้ง
เ้าหน้าที่กำลังใช้นิ้วโป้งกดรอยหมึกสามจุดบนปลายแขนเสื้อรอยเดิมซ้ำกันเป็จังหวะเดียวกับการเคาะใต้พื้น
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
เหอจิ้งไม่ได้ยินเสียงนั้นหรืออาจได้ยินแต่ทำเหมือนไม่ได้ยิน
“พยานคนที่ห้า”เขากล่าว
ชายสวมผ้าพันคอให้การเื่เกล็ดัและผนึกเหมือนคนก่อนหน้า
เหอจิ้งถามด้วยคำถามเดิม
พยานตอบด้วยคำตอบเดิม
หลิงเทียนเห็นมือของเหอจิ้งสั่นเล็กน้อยตอนเขียนคำว่า“ผนึก”
ไม่ใช่ความกลัวจากคดี
เป็ความกลัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้อง
“ท่านรู้จักตราสามวงหรือไม่?” หลิงเทียนถาม
เหอจิ้งวางพู่กันลง
“คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับคดี”
“พยานทั้งหกเกี่ยวข้องกับคดีแต่ตราบนประตูห้องก็เกี่ยวข้องกับคดีเช่นกัน”
“ข้าจะเป็ผู้ถาม”
“เช่นนั้นท่านก็ควรตอบได้ว่าตราบนประกาศกับตราบนประตูแตกต่างกันอย่างไร”
เหอจิ้งเหลือบมองประตูเหล็กด้านหลัง
วินาทีนั้นเองเกล็ดัของหลิงเทียนเย็นลง
ไม่ใช่ร้อนไม่ใช่สั่น
มันนิ่งเหมือนก้อนหินตาย
คัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุบนโต๊ะพลิกหน้ากระดาษเองทั้งที่ไม่มีลมหน้าที่เปิดออกไม่มีข้อความมีเพียงเส้นหมึกสามเส้นพาดจากขอบกระดาษไปยังชื่อของพยานคนที่หก
หลิงเทียนมองชายชรา
คนผู้นั้นยังคงนั่งก้มหน้า
แต่ปลายนิ้วกำลังเคาะเข่า
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
จังหวะเดียวกับเสียงใต้พื้น
หลิงเทียนลุกขึ้นช้าๆ
“พยานคนที่หก”
เหอจิ้งขวาง“ยังไม่ถึงคิวของเขา”
“เหตุใด?”
“เขาป่วย”
“แต่ท่านนำเขาเข้ามา”
“เพื่อให้ศาลบันทึกว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์”
“ถ้าเขาป่วยจนให้การไม่ได้เขาจะยืนยันสิ่งที่เห็นได้อย่างไร?”
เหอจิ้งยื่นมือมาปิดคำให้การฉบับหนึ่ง
“นั่งลง”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป
ความเรียบเฉยหายไปเหลือเพียงความกดดัน
หลิงเทียนมองมือที่กดกระดาษ
ใต้เล็บของเหอจิ้งมีคราบหมึกสีดำและมีผงสีขาวติดอยู่เขาเคยเห็นผงชนิดนี้ในคลองเป็ผงที่ใช้กลบกลิ่นเืและติดตามรอย
เหอจิ้งเคยไปที่คลอง
หรือรับของจากคนที่ไปที่นั่น
“ท่านเคยพบชายชุดเทา” หลิงเทียนกล่าว
สีหน้าของเหอจิ้งซีดลง
เซี่ยอู๋เหินหันมอง
มู่ชิงหลัวขยับมือเข้าใกล้ถุงยา
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าพูดถึงใคร” เหอจิ้งตอบ
คัมภีร์บนโต๊ะสั่นแรงขึ้น
หมึกในคำว่า“ไม่รู้” แผ่เป็วงก่อนแตกร้าวออกเป็เส้นเล็กๆ
หลิงเทียนไม่ได้สรุปว่าเหอจิ้งโกหก
แต่คัมภีร์กำลังชี้ว่าคำตอบนี้มีบางอย่างขาดหาย
เขาไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร
รู้เพียงว่าเหอจิ้งกลัวชื่อของชายชุดเทามากกว่ากลัวผู้ต้องหา
“พยานคนที่หก”เหอจิ้งกล่าวอีกครั้ง“ให้การ”
ชายชราเงยหน้าขึ้น
ดวงตาขุ่นมัวค่อยๆจับอยู่ที่หลิงเทียน
ความว่างเปล่าในแววตานั้นหายไป
“เทียนน้อย…”
เสียงเบามากแต่ชัดเจน
หลิงเทียนรู้สึกเหมือนถูกมือเย็นจัดลูบผ่านต้นคอ
ไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อนี้มานานแล้ว
มู่ชิงหลัวหันมองเขาเซี่ยอู๋เหินขยับออกจากประตู
เหอจิ้งรีบก้าวเข้ามา“พยานมีอาการสับสนอย่าใส่ใจคำพูด—”
“ให้เขาพูด”หลิงเทียนกล่าว
“นี่เป็คำสั่ง”
“คำสั่งของท่าน หรือคำสั่งของคนที่เขียนคำให้การ?”
เหอจิ้งกำหมัด
ชายชรามองหลิงเทียนคล้ายพยายามจำใบหน้าเขาผ่านม่านหมอก
“เ้าสูงขึ้น…”
หลิงเทียนก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว
“ท่านรู้จักข้าหรือ?”
ชายชราไม่ตอบเขายกมือขึ้นเคาะโต๊ะ
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
เกล็ดัร้อนวาบ
คัมภีร์เปิดไปยังหน้าว่างอีกครั้งตัวอักษรปรากฏขึ้นเอง
ชื่อแรกไม่ใช่ชื่อสุดท้าย
หลิงเทียนกำพู่กันแน่น
“ใครสอนจังหวะนี้ให้ท่าน?”
ชายชรามองไปยังประตู
“หานเยว่…”
ชื่อหลุดออกมาเพียงครึ่งเสียง
มู่ชิงหลัวเบิกตา
เซี่ยอู๋เหินก้าวเข้าหาชายชรา“ท่านรู้จักนาง?”
ชายชราหันมองเซี่ยอู๋เหิน
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากสับสนเป็ใ
“อู๋เหิน…”
เซี่ยอู๋เหินหยุดนิ่ง
มือที่วางบนด้ามดาบค่อยๆคลายออก
“ท่านเรียกข้าว่าอะไร?”
ชายชราเอื้อมมือมาข้างหน้าราวกับ้าจับใบหน้าของเขาแต่โซ่ตรวนที่ซ่อนใต้แขนเสื้อกระตุกกลับ
“พี่…”
เสียงขาดหาย
ชายชรากระตุกทั้งร่างเส้นเืสีดำผุดขึ้นบนลำคอมู่ชิงหลัวรีบเข้าประคองแต่เหอจิ้งกลับคว้าข้อมือนางไว้
“อย่าแตะต้องพยาน”
“เขากำลังชัก!”
“ถ้าเขาตายระหว่างสอบสวนเ้าจะรับผิดชอบหรือ?”
“ถ้าไม่รักษา เขาจะตายต่อหน้าท่าน”
มู่ชิงหลัวสะบัดมือออกใช้เข็มที่เหลืออยู่ปักลงบนจุดชีพจรสามตำแหน่งนางกดนิ้วบนลำคอชายชราแล้วกลิ่นขมฉุนก็ลอยขึ้นจากเื
“สารกดปราณ”นางกล่าว“ชนิดเดียวกับที่ใช้ในหน่วยที่สาม”
เหอจิ้งหน้าถอดสี
เซี่ยอู๋เหินมองรอยไหม้บนลำคอของชายชราแล้วก้มลงดึงผ้าพันคอออกจนหมด
ใต้รอยไหม้มีตราสามวง
แต่เส้นวงด้านในถูกทำลายไปหนึ่ง่
เซี่ยอู๋เหินใช้นิ้วแตะตรานั้นเบาๆ
“ตรานี้…”เขาพูดเสียงต่ำ“พี่ชายข้ามีรอยเช่นนี้บนข้อมือ”
หลิงเทียนมองเขา
“พี่ชายเ้า?”
เซี่ยอู๋เหินไม่ได้ตอบ
แววตาของเขาไม่เหลือความลังเลแบบเดิมเหลือเพียงความโกรธที่ถูกกดไว้แน่นจนปลายนิ้วสั่น
“เขาหายไปเมื่อสิบสองปีก่อน” เซี่ยอู๋เหินกล่าว“คนในสำนักบอกว่าเขาตายแล้วแต่ไม่มีศพไม่มีบันทึกและไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนคนตาย”
หลิงเทียนหันไปมองชายชรา
ชายผู้นั้นกำลังหายใจรวยริน
มู่ชิงหลัวตรวจเืจากปลายเข็มแล้วหยดลงบนแผ่นโลหะที่หลิงเทียนวางอยู่บนโต๊ะ
เืซึมเข้าไปในรอยตราสามวง
วงด้านนอกเปลี่ยนเป็สีแดง
วงด้านในยังคงดำสนิท
“สารนี้ไม่ได้เพียงกดปราณ” มู่ชิงหลัวกล่าว“มันปิดกั้นความทรงจำบางส่วนและถูกเติมซ้ำเป็ระยะ”
“ใครเป็คนเติม?” หลิงเทียนถาม
“คนที่มีสิทธิ์เข้าถึงตัวเขา”
เหอจิ้งหันไปทางประตู“พาคนผู้นี้ออกไป”
ทหารสองคนเดินเข้ามา
หลิงเทียนก้าวขวาง
“ยังสอบสวนไม่จบ”
“เขาหมดสภาพให้การแล้ว”
“แต่เขาเรียกชื่อข้าและเซี่ยอู๋เหิน”
“คำพูดของคนป่วยไม่มีน้ำหนัก”
คัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุบนโต๊ะสั่นแรงขึ้น
หมึกบนคำให้การทั้งหกฉบับไหลรวมเข้าหากันแล้วลากเส้นไปยังประโยคสุดท้าย
ผู้ต้องหามองไปทางตะวันออกก่อนลงมือ
ตัวอักษรบางคำหลุดออกจากกระดาษกลายเป็หยดหมึกดำบนโต๊ะ
หยดหมึกเรียงตัวเป็คำใหม่
ก่อนลงมือ—มีใครสั่งให้มอง
หลิงเทียนมองเหอจิ้ง
เ้าหน้าที่ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เ้าอย่าทำให้เื่นี้ใหญ่ขึ้น” เหอจิ้งกล่าว
เสียงของเขาไม่ใช่คำขู่
เป็คำวิงวอนที่รีบซ่อนอยู่ใต้คำสั่ง
หลิงเทียนหันไปหาทหาร“ถ้าเขาตายตอนนี้คดีจะเหลือเพียงคำให้การหกฉบับที่เหมือนกันทุกคำ”
“เ้ากำลังข่มขู่ศาล?”
“ข้ากำลังบอกว่าพยานคนนี้เป็หลักฐาน”
มู่ชิงหลัวประคองชายชราไว้นางหันมากระซิบ“เขายังพอรอดแต่ต้องนำไปห้องแพทย์ทันที”
เซี่ยอู๋เหินชักดาบออกจากฝักเพียงหนึ่งชุ่น
“ผู้ใดแตะต้องเขา ข้าจะถือว่าเป็การทำลายพยาน”
ทหารชะงัก
เหอจิ้งมองเซี่ยอู๋เหินแล้วมองตราสามวงบนคอชายชราสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปหลายครั้งทั้งกลัวโกรธและตัดสินใจ
ในที่สุดเขาก็ยกมือ
“พาพยานไปห้องแพทย์”
ทหารเข้าประคองชายชราออกจากห้อง
เซี่ยอู๋เหินเดินตามไปแต่ก่อนออกจากประตูเขาหันกลับมามองหลิงเทียน
“ข้าจะรู้ว่าเขาเป็ใคร”
หลิงเทียนพยักหน้า
“ข้าจะช่วยดูตรา”
“ไม่”เซี่ยอู๋เหินตอบ“ข้าจะดูเอง”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือ
เป็เพียงการประกาศว่าเื่นี้ไม่ใช่คดีของหลิงเทียนฝ่ายเดียวอีกต่อไป
เมื่อประตูปิดลงเหลือเพียงหลิงเทียนมู่ชิงหลัวและเหอจิ้งในห้องสอบสวน
เหอจิ้งทรุดนั่งลงบนเก้าอี้มือกดขมับ
“ท่านกลัวเขา”หลิงเทียนกล่าว
“ข้ากลัวคนที่ส่งเขามา”
“คนชุดเทา?”
เหอจิ้งไม่ตอบ
หลิงเทียนเปิดคัมภีร์อีกครั้งหมึกบนหน้ากระดาษค่อยๆรวมตัวเป็เส้นเดียว
มันชี้ไปยังประตูห้องสอบสวน
เสียงเคาะดังจากด้านหลังประตู
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
หลิงเทียนวางมือบนตราสามวงเหนือประตู
คราวนี้เกล็ดัไม่ร้อนและไม่เย็น
มันเต้นเหมือนหัวใจ
เหอจิ้งเงยหน้าขึ้น
“อย่าเปิด”
หลิงเทียนหันมอง
“ท่านรู้ว่าข้างหลังมีอะไร?”
เหอจิ้งกลืนน้ำลาย
“ข้ารู้เพียงว่า คนที่เคาะประตูนั้นไม่ควรอยู่ในทะเบียนของนครอีกต่อไป”
เสียงเคาะดังขึ้นเป็ครั้งที่สาม
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
และจากอีกด้านของประตูมีเสียงแหบแห้งตอบกลับมา
“เทียนน้อย…”