ป่ายซือ ปรณัมแห่งดวงดารา

    ตอนที่ 16 : เสวียนเฮ่ยหลาน

    หลังจากที่ข้าหลอมรวมแกนสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ระดับเทพพระเ๽้าแล้ว ข้าจึงมุ่งหน้าไปยังสู่ชั้น

    499 อีกครั้ง !!!
    เมื่อข้าเข้ามาถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าห่างออกไป ครึ่งลี้ (250ม) ข้าไม่กล่าวถามสิ่งใดๆทั้งสิ้นเนื่องจากรู้ๆกันอยู่ว่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตนนี้จะไม่มีวันร้องขอชีวิต หรืออ้อนวอนแต่อย่างใดเพราะมันคือคำสั่งของหอคอยทวิภพแห่งนี้
    ข้าจึงแปลงแหวนข้าให้คลุมร่างกายของข้า เมื่อข้าปล่อยพลังแห่งเทพพระเจ้า เต็มสิบส่วนของแหวนออกไป"แพละ !!!" เอิ่ม... ข้ายังไม่ทันได้ฟันเลยแค่ปล่อยออร่าระดับพลังเอง ~TT ลาก่อยยยยยแกนสัตว์ศักด์สิทธิ์ที่หล่นหลงพื้นนั้น มีสีของแกนเป็นสีรุ้งมี ภาษาสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์เขัยนไว้รอบแกนอสูรว่า ระดับแก่นแห่งสวรรค์ ขั้นที่ 9 ซึ่งตั้งแต่สัตว์ที่มีระดับสูงกว่าชนชั้นลมปราณแห่งดาราทวิภพ ขั้นที่ 999 นั้นจะมีดวงจิตอสูรหรือแกนสัตว์อสูร เป็นสีรุ้ง และมีรวดลายภาษาสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ อยู่ไม่ว่าจะระดับสวรรค์ จนไปถึงระดับแห่งทวยเทพ 
    ข้าทำให้มันลอยเข้ามาหาข้าและเก็บลงยังมิติของข้าอย่างรวดเร็ว และเริ่มเดินไปยังแท่นแต่ดูเหมือนว่า... จะไม่ใช่แค่ตัวเดียวเสียแล้ว 1000 ตัว !!! คืออะไร !!!"บิดาแกสิ!!! นี่มันเกิดทีเดียวยกทัพเลยหรือ หน้าเหมือนกันทุกอย่างหมดจดระดับก็เท่ากันโอ้ววว ว้อทททท" เอ๊?? แต่จะว่าไป ปล่อยแค่รังสี ก็พอม๊างงงง
    "แพละะ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" เอิ่ม.. เป็นเสียงที่น่าขนลุกเสียจริงระดับทวยเทพชนชั้นเทพพระเจ้าเนี่ยะสามารถบดระดับสวรรค์อย่างง่ายดายเลยงั้นหรือ???" หลังจากนั้นข้าจึงเปิดมิติออกและเร่งให้ แกนสัตว์อสูรทั้ง 1000 กว่าตัว ลอยเข้ามายังมิติของข้า หลังจากนั้นข้าจึงก้าว ออกไปและเริ่มสำรวจชั้น 499 ต่ออย่างต่อเนื่อง
    แน่นอนว่าตอนนี้ข้ามีเวลาไม่จำกัดในการสำรวจหอคอยนี้เพราะข้าสามารถดูดกลืนแรงกดดันที่ผลักตัวของข้าและผู้ออกไปยังหอคอยเป็นที่เรียบร้อย
    ดังนั้นในตอนนี้ข้าจะึงอยู่ในหอคอยมา 8 วันแล้ว โดยที่ไม่ได้ถูกผลักออกแต่อย่างใด แรงกดดันของหอคอยที่ผลักข้านั้น มีค่าน้อยกว่า น้ำหนักของขวดโลหิตเทพมารเสียอีกข้าจึงมิกังวลอันใดทั้งสิ้นในขณะนี้
    เมื่อข้าสำรวจไปสักพักข้าก็เจอแท่นที่วางสมบัติแล้วรู้สึกว่าคราวนี้ข้าลุ้นกว่าตอนเข้าหอคอยในทุกๆคนคงเพราะข้ารู้ว่าเมื่อถึง 99 ของแต่หล่ะหลัก แล้วจะมีของดีๆอยู่ล่ะมั้ง!!!ข้าเดินไปยังแท่น มันปรากฏสิ่งนึงขึ้นมาซึ่งมันมีระดับที่มากว่าระดับทวยเทพลูกแก้วใสลูกหนึ่งข้างในมีผงสีรุ้งลอยไปมา ข้าไม่ทราบว่าสิ่งนี้คืออะไรแต่ที่รู้ๆ...
    ข้าถามท่านโลกอีกคราซึ่งคำตอบที่ได้มานั้นก็ทำข้างง ไปอีก 1 ก้านธูปสติสตังค์จึงกลับคืนมาเพราะสิ่งนี้คือ อะไรก็ไม่รู้ !!! แม้แต่ท่านโลกยังไม่รู้จัก !!! แล้วข้าจะรู้จักมั้ย ห๊าาาา!!!แต่ข้าก็หยิบมันมาน้ำหนักมันเท่ากับความสามารถดูดกลืนแรงโน้มถ่วงของข้าเลยหล่ะมันคือดวงจิตี่หนัก ล้านล้านล้านล้านกิโลกรัม 
    ข้าจำต้องหยิบอย่างรวดเร็วและนำเข้ามิติเก็บของอย่างไว้ เพราะน้ำหนักมันทำให้ข้าทะลวงระดับชนชั้นลมปราณอีกแล้ว~ ข้าจึงต้องนั่งบ่มเพาะอย่างเร่งรีบ !!! ตู้มมมมมมมมมมมม !!!!!
    ชนชั้นลมปราณแห่งดาราทวิภพ ขั้นที่ 1
    ครึ่งชั่วยามผ่านไป
    ชนชั้นลมปราณแห่งดาราทวิภพ ขั้นที่ 100
    6 ชั่วยามผ่านไป ไวอย่างกลับเมื่อกี้....~~~
    ชนชั้นลมปราณแห่งดาราทวิภพ ขั้นที่ 997 รู้สึกว่าข้าจะไม่ได้ใช้ดวงจิตอสูรชนชั้นลมปราณแห่งดาราทวิภพ ขั้นที่ 999 เสียแล้วโถ่วววววว 
    ข้าปริตาลืมตาขึ้นมาและเริ่มสาวเดินไปยังทางเข้าชั้นที่ 500 เมื่อข้าก้าวย่าวเข้ามาถึงก็ต้องเบิกตากว้างเนื่องจากทั้งห้องล้วนเป็นสีขาว เหมือนกับว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดมีสัตว์อสูรน้อยนอนอยู่แต่ดูเหมือนระดับพลังของสูงกว่าระดับทวยเทพเสียอีก...
    อยู่ๆสัตว์ตัวน้อยนั้นก็ปริตาตื่นขึ้นและเปล่าลมหายใจออกมาซึ่งลมหายใจนั้นทำเอาข้ายืนแทบไม่ติดเนื่องจากมันหนักหน่วงมากๆ แม้แต่ กลืนกินแรงโน้มถ่วงยังมิมีผลกับมัน "โอ้วววว ทายาทของข้าเองหรือ ?? " สัตว์น้อยกล่าวออกมาโดยที่แรงกดดันจากลมปากของมันนั้นสามารถบดข้าได้อย่างง่ายดายเลยหล่ะ "คารวะผู้อาวุโส ? ผู้เยาว์ เป็นเพียงผู้ไต่หอคอยนี่ขึ้นมาจนถึงชั้นที่มี่ผู้อาวุโสอยู่ผู้เยาว์มิทราบความหมายของท่านสักเท่าไหร่ โปรดชี้แจงแก่ผู้เยาวว์ด้วย"
    ข้าตอบออกไปด้วยน้ำเสัยงคำน้อมรับ หลังจากผู้อาวุโสคนนี้กล่าวต่อว่า"หื้มมมม ข้าหมายถึงเจ้าจะได้กลายเป็นศิษของข้าเยี่ยงไงเล่า โฮ๊ะๆ ดูเหมือนตระกูลเจ้าจะมิได้บอกอะไรเกี่ยวกับตระกูลเจ้าเลยหรือ???"
    "ผู้เยาว์ขอน้อมพระทัยจากผู้อาวุโสมากๆขอรับ มิทราบว่าท่านผู้อาวุโส จะรู้จักตระกูลข้าด้วยหรือ"ข้าถามไปด้วยใบหน้าที่สงสัยพร้อมกับคำนับไปด้วย
    "ฮืมมม ตระกูลเจ้านั้นทุกคนล้วนเกิดมาจากข้า และตระกูลเจ้าก็มาอายุมากถึง ล้านปีบางผู้อาจจะมีอาจจำได้บ้าง ดูเหมือนเจ้าจะเป็นผู้เดียวสามารถปลุกพลังของข้าได้ !!!"หลังจากที่ท่านผู้นี้กล่างจบทำให้ข้านึกเรื่องของมังกรจันทรานิรันดร์ "ท่านคือมังกรจันทรานิรันดร์เยี่ยงงั้นหรือ???" ข้าถามไปเพราะว่าตอนนี้ในหัวของข้านั้นยุ่งเหยิงแล้วทั้งสิ้น 
    "?หึ ผู้คนก็แค่ตั้งชื่อให้ข้าแบบนั้นแหละ !!!"  "แล้วถ้างั้นท่านมีนามว่าอะไรหรือ แล้วเหตุใดท่านจึงมาอยู่ในหอคอยแห่งนี้บนโลกมนุษย์ผู้ต่ำต้อยเช่นหล่ะ !!???"ข้ากล่าวถามไปด้วยความสงสัย จนทำให้ผู้อาวุโสระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งขนทำให้รู้สึกได้ว่าเสียงหัวเราะนี่มันมีความขมขื่นอยู่ในตัว
    "โฮ้ะ ฮ้าๆๆๆๆๆๆๆ ข้าโดนสาป !!! ช่วงนั้นข้าออกมายังโลกนี้เพื่อเที่ยวเล่นแต่การเที่ยวเล่นของข้าทำให้โลกเกิดการพินาศเป็นระดับทวีปเลยก็ว่าได้ ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงของการเรียงกันของดาราทั้ง 9 ข้าจึงโดนผู้เป็นบุตรแห่งดาราสาปเข้าให้อยู่บนหอคอยแห่งนี้ที่ผู้นั้นใช้ชีวิตสร้างขึ้นมา แต่ก่อนที่ข้าจะโดนสาป ข้าได้แปลงกายเป็นบุรุเพศไปสุ่มสู่กับผู้หญิงตระกูลป่ายจนนางตั้งครร และกำเนิดบุรุษ ข้าได้มอบเคล็ดวิชาให้แก่ตระกูลเจ้าไป 5 เคล็ดวิชาและข้าได้บอกนางผู้นั้นแล้วด้วยว่า บิดาของบรรพบุรุษของเจ้าเป็นสัตว์เสูรศักดิ์สิทธิ์และหลังจากบอกนางไป 12 ชั่วยามก็เหตุการณ์ 9 ดารา ทำให้ข้าจึงโดนสาปไปในครานั้น"
    สิ่งที่ผู้นี้กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่นานมากๆ เพราะรุ่นของหัวหน้าตระกูลได้เปลี่ยนมามากกว่า1 ล้านครั้งแล้ว จนสายเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เจือจางมากๆแล้วก็ว่าได้ ในบันทึกตระกูลไม่เคยเขียนเล่าถึง เหตุการณ์นี้ !!!!
    "จะให้ผู้เยาว์เรียกท่านผู้อาวุโสว่าเยี่ยงไรอย่างนั้นหรือ???""อ่ะ ฮึ้มมม ข้านั้นเป็นมังกรระดับจักรวาล ที่มีนามว่า เสวียนเฮ่ยหลาน ""ระดับจักรวาล ??? คือสิ่งใดกันหรือขอรับ""ระดับจักรวาลเป็นระดับที่สูงกว่าระดับทวยเทพ แต่เจ้ามิควรรู้สู่สิ่งนี้มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะมิมีชีวิตอยู่อีกแต่ต่อไป เพราะผู้คนระดับนี้จะมิให้มนุษย์รับรู้ถึงสิ่งนี่และหากว่าเจ้าต้องการรู้ เจ้าก็จะสามารถรู้ได้ก็ต่อเมื่อ เจ้าอยู่ในระดับทวยเทพ ชนชั้นเทพพระเจ้าเท่านั้น !!!""ขอรับท่าน เสวียนเฮ่าหลาย !!"ถึงข้าจะต้องการรู้ในส่วนระดับนั้น แต่ข้าในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป !!"มิทราบว่า ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าผู้ใดระดับใด ส่งทัพมาทำลายตระกูลของข้า ??"
    "ฮื้มมม ดูเหมือนจะเป็นระดับเดียวกับข้าแต่ผู้นี้ไม่ใช่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์แต่เป็นเผ่าเทพ ที่ขึ้นมาถึงระดับจักรวาล แต่ดูเหมือนว่าทหารที่โจมตีตระกูลของเจ้าจะอยู่ในระดับสวรรค์เท่านั้นส่วนแม่ทัพอยู่ในระดับทวยเทพ ถ้าเจ้าหวังจะถามข้ามากกว่าข้าคงต้องปฏิเสธหาไม่แล้วเจ้าจะไม่มีแรงใจในการล้างแค้นเสีย !!!"
    "ผู้น้อยมิบังอาจ ว่าแต่ชั้นนี่คือชั้นสุดท้ายของหอคอยแล้วอย่างนั้นหรือท่านเสวียนเฮ่ยหลาน""ใช่แล้ว ใช่แล้ว หลังจากนี้ นี่คือพรของเจ้า พลังของข้าจะทำให้เจ้าทะลวงสู่ขั้นเทพมารแต่หากเจ้า จะเก็บพลังของข้าก็ได้ เพียงต้องใช้ ขวดแก้วระดับสีรุ้งเท่านั้นเจ้าคงมิมีปัญหาหรอกใช้มั้ย??"
    หลังจากได้ยินข้าเสนอข้าจึงตอบรับทันทีหลังจากนั้นข้าจึงถามเรื่องต่างๆทั้งเรื่องที่จะพามังกรตัวนนี้ออกจากหอคอยซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ หากข้าขึ้นระดับจักรวาลแล้วล่ะก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ข้าจึงให้คำสัจจะกับท่นมังกรเสวียนเฮ่ยหลานว่าเมื่อข้าเข้าสู้ระดับจักรวาลเมื่อไหร่ข้าจะมาปลดปล่อย ท่านมังกรเทพเสวัยนเฮ่ยหลานซะ
    หลังจากได้เก็บพลังของท่านเสวียนข้าจึงกระชากมิติออกไปยังห้องพักของข้าที่โรงเตี๊ยมข้าเหลือเวลาอีก 5 เดือน สำหรับการต่อสู้ในคราวหน้าข้าเลยคิดว่าจะเข้าสมัครยังสถานะศึกษานี้ดูเอ๊ะ .. แต่ว่าข้าลืมชื่อสถานที่เสียแล้ว แฮะๆ เพราะจำเยอะไปหล่ะมั้งงงง
    หลังจากนั้นข้าจึงเริ่มใช้คลื่นแสนลี้ ตรวจหาและรับฟังข่าวที่ข้าต้องการจนรับรู้รับได้ว่า(ไรท์: เปลี่ยนจากเสียงแสนลี้นะครับ)
    สถานศึกษานี้อยู่ที่ใด ครานี้คงต้องเรียก สมาพันธ์ฝึกฝนศาสตร์สินะหลังจากนั้นเมื่อข้าหาข้อมูลต่างเสร็จแล้ว ข้าจึงจำต้องออกจากโรงเตี๊ยมนี้เสียทีสมาพันธ์ฝึกฝนศาสตร์ นั้นเปิดรับสมัครได้ทุกวันจึงมิจะเป็นต้องรอใดๆ
    สมาพันธ์ฝึกฝนศาสตร์นั้น ตั้งอยู่บนเขาของเมืองมังกรบรรพชน อยู่ตอนเหนือของเมืองหากมองจากโรงเตี๊ยมก็จะเห็นเป็นเหมือนปราสาทหลังใหญ่พื้นที่กว่าๆพันๆลี้เลยหล่ะข้าว่าจะสมัครทั้งสามสายอาชีพเลยแฮร่ๆ อย่างน้อยข้าก็ต้องสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังก่อนหล่ะนะ
    เอาจริงๆตอนนี้ในโลกนี้มิมีใครสามารถสู้ข้าได้อยู่แล้วหล่ะนะ แล้วพวกเทพมารก็มีข้อห้ามลงมายังโลกมนุษย์เสียด้วย ยังเว้นซะว่าจะได้คำสั่งมากจากเทพระดับพระเจ้าจักรวาลอ่ะนะตอนนี้คราเรกข้าคิดว่าจะไปถล่มสำนักทั้ง 5 ของอาณาจักรก่อน แต่ดูเหมือนว่าข้าเปลี่ยนใจล่ะฮ่าๆ ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงเริ่มเปิดใช้แหวนมวลแห่งพระเจ้า 
    ปกปิดระดับชนชั้นลมปราณที่แท้จริงของข้า และปกปิดระดับผู้ฝึกใช้อักขระให้อยู่ชนชั้นสีชมพูซึ่งในโลกนี้แค่ชนชั้นสีส้มก็ถือว่าหายากแล้วแต่สำหรับสีชมพูนี่แทบจะเหมือนก้มหาเข็มในมหาสมุทรเลยกะว่าได้ฮิๆ ตอนนี้ข้าก็เหมือนอัจฉริยะคนนึงแต่มิถึงขนาดต้องอยู่ในระดับทวิถพ มิงั้นข่าวลือจะดังไวเกินไป การดำเนินชีวิตของข้าทุกอย่างต้องไปเรื่อยๆเหมือนกระแสน้ำเอิ่ม...แต่ไม่หันหลังกลับแน่นอนฮ่าๆๆๆ
    เอาตอนนี้ก็ถือว่าปกปิดครบหมดแล้ว ระดับชนชั้นลมปราณแห่งดาราทมิฬ ขึ้นที่ 1ผู้ใช้อักขระสีชมพูวววว เหลือแต่ระดับนักปรุงยาหล่ะนะ จักรพรรดิโอสถสิ่งที่ย่งบอกถึงระดับของนักปรุงยาคือรอยสักทีหลังฝ่ามือมันเป็นรูปวงกลมเล็กเท่าเล็บนิ้วโป้งสลักสีไว้และภาษาที่ผู้คนเข้าใจกันง่ายๆ
    ระดับนี้คงมิอาจปกปิดได้หรอเน้อ ...หลังจากนั้นข้าจึงเริ่มออกเดินทางและข้าได้ซื้อถุงมือมาสวมใส่ด้วยแต่ถึงยังไงทางสถาบันก็ต้องตรวจอยู่ดีล่ะนะ ข้าใช้เวลาไปถึงสถาบันประมาณ 2 ก้านธูป ของหน้ามีผู้คนเพียบเลย 
    สมาพันธ์ฝึกหัดศาสตร์นั้นมีพื้นที่ เยอะมากๆ เนื่องจากมีอยู่ที่เดียวในทวีปทวิภพและเป็นสถาบันที่โด่งระดับโลก คุณหนูคุณชายต่าง ทวีปก็ถูกส่งมายังที่นี่ผู้คุมสอบมีอยู่ 3 ตำแหน่ง ตำแหน่งล่ะ 3 คน ตำแหน่งแรกคือยอดยุธท์คือการต่อสู้นั่นแหละตำแหน่งที่สองอักขระสวรรค์ และสุดท้าย ก็ ปรุงยาหล่ะนั่นแหละนะดูเหมือนว่าที่นี่ยังไม่เคยมีใครเรียนสามสายรวดสินะ
    ข้าอยากจะเรียนสามสายโว๊ยยยยยยย จะได้ยึดครองความยิ่งใหญ่ของที่นี่ซะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ แฮ่กๆๆ 
    ไรท์: พระเอกหรือตัวร้าย 5555+ พี่ป่ายเราเป็นคนเทาๆ กางเกงในยังสีเทาฮิๆ
    ผ่านไป 1 ก้านธูป อ่ะตอนต่อไป

    จากไรท์ .... ในเนื้อข้อความมีคำหลุดออกไปคำนึงคือคำว่าตอนที่โปรดพิจารณาด้วยนะฮะ 5555+บริจาค ขั้นต่ำ 1บาท ผ่าน [True wallet]:064-530-3024เดี๋ยวนี้อีพช่วยเวลา 20.00 ไปถึง พรุ่งอ่ะนะครับแต่ถ้าไม่อัพแปลว่าไรท์ขี้เกียจฮ่าๆ