Sol xx Mifa 19
“ตรงนั้นเหมือนจะมีคนมากางเต็นท์แล้วอ่ะ”
“อือ มองไกล ๆ แบบนี้รู้สึกคุ้นจัง” สองเพื่อนสาวเอ่ยคุยกันระหว่างที่ฉันกำลังก้มหน้าพิมพ์ข้อความตอบกลับพี่ ๆ ในไลน์กลุ่มครอบครัว ไม่ได้สนใจมองไปยังจุดที่เพื่อนกำลังให้ความสนใจอยู่
“ไปอาบน้ำกัน จะได้กินข้าว” ฉันเอ่ยชวนเมื่อส่งข้อความกลับไปยังพี่ ๆ เสร็จแล้วเรียบร้อย
“ไปกัน ๆ เหนียวตัวมาก ๆ เลยอ่ะ ว่าแต่เพลิงมันอยู่ไหนยังไม่เจอกันเลยตั้งแต่กินข้าวเสร็จ”
“คงไปอาบน้ำเหมือนกันแหละ” เราสามสาวเดินไปยังส่วนที่เป็นห้องน้ำก็เจอกับกลุ่มสาว ๆ ที่กำลังต่อคิวเพื่อเข้าไปอาบน้ำ ห้องน้ำมีเพียงห้าห้องตอนนี้เลยต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปใช้ ฉันเองก็ไม่ได้อะไรมากอยู่แล้ว การมาค่ายครั้งนี้ไม่ได้เคร่งครัดอะไรกันมากขนาดนั้น เพราะจุดประสงค์จริง ๆ คือช่วยซ่อมแซมอาคารเรียนของน้อง ๆ และเพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่ได้มาเพื่อเบ่งอำนาจข่มใคร
“โอ๊ะ แฟนโทรตามเช็คตลอดเลยนะเนี่ย” เข็มเอายแซวพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือฉันส่องแสงสว่างพร้อมกับเบอร์ของซีนที่ถูกบันทึกไว้เด้งขึ้นโชว์บนหน้าจอ ยังดีที่ว่าบริเวณที่เราอยู่ยังพอมีสัญญาณโทรศัพท์อยู่บ้างทำให้สามารถติดต่อครอบครัวและซอลได้อยู่ ไม่งั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าคนที่อยู่กรุงเทพจะเป็นห่วงมากขนาดไหน
“แซวตลอดเลย”
“ก็แซวแกสนุกที่สุดแล้วไง” เพื่อนหัวเราะน้อย ๆ อย่างพอใจ ส่วนฉันเองก็ได้แต่มองเพื่อนอย่างงอน ๆ มือก็เลื่อนรับสายของซอลที่กำลังโทรเข้ามา
“ค่ะ”
(อยู่ไหนแล้วครับ ทำอะไรอยู่)
“กำลังจะอาบน้ำ เสร็จแล้วก็จะไปกินข้าว”
(งั้นเหรอ? วันนี้นอนกับใครครับ) ซอลเอ่ยถามพร้อมกับเสียงตะโกนคุยกันของใครสักคนที่ฟังไม่ได้ศัพท์
“นอนกับเข็มค่ะ แล้วก็สรนอนเต็นท์ตรงข้ามกับเพื่อนอีกคน แล้วนั่นทำอะไรอยู่”
(รอไปกินข้าวครับ อาบน้ำเสร็จใส่เสื้อยืดกางเกงขายาวนะ เผื่ออากาศเย็นเดี๋ยวจะไม่สบาย ไหนจะยุงอีก)
“รู้แล้วค่า นายบอกเราแบบนี้ตั้งแต่เก็บของอ่ะ”
(ก็เป็นห่วงกลัวจะไม่สบาย)
“โอเค เราจะใส่กางเกงขายาวใส่เสื้อตัวหนา ๆ เลย สบายใจได้”
(ครับ อาบน้ำเสร็จก็โทรมานะเข้าใจไหม)
“ได้ค่ะ งั้นแค่นี้ก่อนนะเราจะอาบน้ำแล้ว”
(ครับ คิดถึงนะ)
“คิดถึงค่ะ”
“โอ๊ย อยากมีคนให้บอกคิดถึง”
“น้ำอาบกลายเป็นน้ำเชื่อมแล้วมั้งเนี่ย” สรและเข็มเอ่ยแซวอย่างเขิน ๆ ใบหน้าของเพื่อนทั้งสองแดงก่ำบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขินกับประโยคที่ฉันคุยกับซอลจริง ๆ ไม่ใช่การแสดง แต่ว่ามันไม่มีอะไรเลยนะ เราคุยกันแบบนี้เป็นปกติเลย ไม่มีอะไรให้เขินเลยเถอะ เพื่อนน่ะชอบแซวชอบเขินเอง
เราใช้เวลารออาบน้ำสักพักใหญ่ก็ถึงคิว เมื่ออาบน้ำเสร็จก็รีบกลับเต็นท์เก็บของจากนั้นค่อยเดินออกจากที่พักเพื่อไปโรงครัว เราทั้งสามนั่งรอเพลิงเดินมาสมทบเพื่อเดินไปกินข้าวพร้อมกัน คนที่เรากำลังรอเดินมาพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนชื่อว่าอิฐ เป็นเพื่อนที่เคยเห็นหน้าค่าตามาบ้างแต่ก็ไม่เคยได้พูดคุยหรือทักทายอะไรมากนัก รู้เพียงว่าเป็นเพื่อนร่วมร่วมในคณะ
“วันนี้ขอกินข้าวด้วยคนนะครับฟา” ประโยคทั่วไปที่อีกฝ่ายเอ่ยมาทำให้ฉันทำเพียงแค่ส่งยิ้มกลับไปน้อย ๆ ทำไมถึงรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาแบบแปลก ๆ ก็ไม่รู้ หรือไม่บางทีฉันอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้ หวังว่าคงเป็นแบบนั้นล่ะนะ
“ได้ ๆ ไปกัน” เข็มชวนเพื่อตัดบทสนทนาที่เหมือนอีกฝ่ายจะพุ่งมายังฉัน เราถึงได้เดินไปยังจุดที่ให้ตักข้าว ฉันพยายามเดินตามเข็มและสรเพราะความไม่คุ้นชินอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่จังหวะที่เพื่อนตักกับข้าวเสร็จแล้วขยับออกห่างเพื่อให้เพื่อนคนอื่นเข้ามาตักกับข้าว เพื่อนที่เพิ่งรู้จักอย่างอิฐขยับเข้ามายืนจนชิดร่างฉัน ความรู้สึกกลัวเข้าครอบงำจิตใจในทันที
“ฟาเอาไก่ไปให้ด้วยสิ” เพลิงที่ไม่รู้เดินมาจากไหนขยับมาแทรกระหว่างฉันและอิฐทันทีอย่างกับมองอยู่ตลอดว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะเดินเข้ามาประชิดฉันแบบนั้น ฉันแทบจะร้องไห้ด้วยความรู้สึกโล่งอกเมื่อเพลิงเข้ามาแทรก ฉันรีบตักกับข้าวและเดินออกจากบริเวณนั้นทันทีด้วยความรู้สึกไม่ดี เข็มและสรยืนรอและมองอย่างเป็นห่วง พอเดินเข้าไปใกล้เพื่อนก็รีบเข้ามาหา
“แก โอเคไหม มันทำอะไรหรือเปล่า”
“ไม่ ไม่เป็นอะไร”
“ไปนั่งเถอะ อย่าหวังว่าจะได้เข้าใกล้แกอีกเลย” สรบอกอย่างโมโห สายตามองไปยังจุดที่ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ โดยมีเพลิงกำลังพูดอะไรสักอย่างด้วยท่าทีไม่พอใจและโมโห ก่อนเดินออกมาเพลิงกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับผู้ชายคนนั้น ท่าทีลนลานมองซ้ายขวาของอิฐยิ่งทำให้ฉันสงสัย เพลิงพูดอะไรกับผู้ชายคนนั้นกันทำไมถึงแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมาแบบนั้น
“ไปนั่ง ๆ ” เพลิงที่เพิ่งเดินเข้ามาใกล้รีบเอ่ยบอกพวกฉันทั้งสามคนราวกับว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถ้ามันเข้าใกล้ให้รีบบอกเรา”
“อื้อ เมื่อกี้ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไร เราก็ไม่คิดว่ามันจะทำแบบนั้น ก็ว่าอยู่ทำไมจู่ ๆ มันยอมนอนเต็นท์เดียวกับเรา” เพลิงทำหน้าโมโห ก่อนจะได้คุยกันไปมากกว่านี้ ก็มีร่างสูง ๆ ของคุณหมอ ที่ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าคุณหมอก็เข้าร่วมค่ายอาสาในครั้งนี้ด้วย
“ขอนั่งด้วยนะครับ” เหมือนจะเอ่ยขอแต่การกระทำกลับตรงข้ามเพราะเขานั่งลงข้าง ๆ เพลิงทันทีโดยที่ไม่รอฟังคำอนุญาต เพลิงดูนิ่ง ๆ ไปเมื่อคุณหมอนั่งลงข้างกาย เหมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพลิงจะโกรธมากถึงขั้นบอกเลิก เหมือนจะมีสาวเข้ามาใกล้ชิดคุณหมอแล้วส่งข้อความมาอวดและพูดจาไม่ดีใส่ โดยที่คุณหมอเองก็ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกเพลิงมาก ไม่จัดการอะไรให้ชัดเจนอ้างว่าต้องทำงานร่วมกับผู้หญิงคนนั้น จนทนไม่ไหวเพลิงเลยพูดออกไปตรง ๆ เมื่อคนที่อดทนมาตลอดทนไม่ไหวและเลือกที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปตรงๆ กลับกลายเป็นถูกมองว่าทำตัวงี่เง่า นั่นคงเป็นจุดที่ทำให้เพลิงหมดความอดทนบอกเลิกไป แต่กลายเป็นว่าจากที่คุณหมอจะชอบที่ไม่มีเพลิงอยู่ทำให้เขาหนักใจในความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคน ๆ นั้น กลับทำให้คุณหมอตามมาง้อเพลิงอยู่แบบนี้ เพลิงเป็นคนใจแข็งมากง้ออยู่นานก็ยังไม่มีทีท่าจะใจอ่อน แต่ฉันรู้ว่าเพลิงยังรักคุณหมออยู่เหมือนเดิม มีบ่อยครั้งที่เห็นเพื่อนนั่งดูรูปคู่ของตัวเองกับคุณหมอแล้วซึมบางครั้งก็เผลอร้องไห้
“วันนี้คงไม่มีอะไรกันแล้ว รุ่นพี่คงจะปล่อยให้เราพักผ่อนกัน”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี นั่งรถมาทั้งวันเหนื่อยมาก” ใด ๆ คือเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของเราเท่านั้น จะยังไงต่อเราก็ไม่รู้แน่ชัด ต้องรอพี่ ๆ ประกาศอีกครั้ง
“กินนี่หน่อยไหม? เดี๋ยวไม่อยู่ท้องนะ” คุณหมอตักกับข้าวจากจานตัวเองใส่จานของเพลิง แต่เพื่อนตัวดีก็ทำเพียงแค่ปรายตามองนิ่ง ๆ ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก แทบจะมองคุณหมอเป็นอากาศเสียด้วยซ้ำ
“นั่นไง พี่ ๆ แจ้งแล้วว่าตอนเย็นยังไม่มีอะไร เราก็จะได้พักเร็วขึ้น” สรยื่นหน้าจอโทรศัพท์มาให้ดูข้อความจากไลน์กลุ่มของการจัดค่ายครั้งนี้ ดีจัง อยากจะนอนพักแล้วฉันแพลียจากการเดินทางอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ
ตอนนี้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์เริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาสิบแปดนาฬิกาแล้ว แสงเริ่มน้อยลงความมืดมิดเริ่มปกคลุมบริเวณรอบ ๆ ที่พัก หลอดไฟหลายสิบหลอดถูกวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้ความสว่างในค่ำคืนนี้ แต่ว่า....
ดวงตาหลายสิบคู่ที่กำลังจ้องมองมายังฉัน มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน
จู่ ๆ ภาพที่ฉันมองเห็นก็มืดดับไปพร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่ยื่นมาปิดดวงตาฉันไว้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยนั้นทำให้รู้สึกทั้งดีใจและสับสน ดีใจที่อาจจะเป็นเขาแต่สับสนเพราะนึกขึ้นได้ว่าเขาคงไม่ได้ตามมาแน่นอน ความคิดภายในหัวฉันสับสนตีกันไปหมด
“มองแค่เราก็พอ” เสียงทุ้มกระซิบบอก จังหวะที่ได้ยินเสียงนั้นหัวใจฉันก็พลันเต้นแรงตึกตักอย่างดีใจ เจ้าของฝ่ามือนั้นค่อย ๆ เลื่อนมือลง ยามที่เราได้สบตากันฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมามากกว่าเดิมที่มีเขาอยู่ข้าง ๆ ในเวลาแบบนี้
“มาได้ยังไง” สิ่งที่สงสัยที่สุดถูกเอ่ยถามกับคนตรงหน้า
“ก็ขับรถตามมา” ซอลตอบพร้อมกับขยับนั่งลงข้าง ๆ เมื่อสรขยับไปนั่งที่ว่างอีกที่
“แล้ว...”
“ค่อยถามต่อนะครับ” ซอลเอ่ยห้ามพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น เขายื่นมือมาจับมือฉันไว้ราวกับจะบอกว่าเขาเองก็จะอยู่ข้าง ๆ ฉัน ในห้วงอารมณ์ที่ฉันรู้สึกกลัวและต้องการที่พึ่งพิงแบบนี้ การกระทำของเขาแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น ดีจัง ที่เขาอยู่ที่นี่
ฉันปล่อยให้เพื่อนได้พูดคุยกันสลับกับคุยกับซอล ส่วนตัวเองนั่งมองคนนั้นทีคนนี้ทีไม่รู้จะคุยอะไร ตอนนี้ฉันแทบจะไม่อยากพูดอะไรเลยสักอย่าง ฉันอยากอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางเพื่อน
“กี่โมงแล้วเนี่ย เขาไม่มีกิจกรรมต่อเราก็แยกกันไปพักเถอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า” เข็มเอ่ยชวนทุก ๆ คน เพื่อนั่งคุยกันได้สักพักใหญ่
“ปะ งั้นไปพักกัน” เมื่อตกลงกันได้เราก็เอาจานข้าวไปทำความสะอาดก่อนจะเดินกลับเต็นท์ แต่ว่าคนที่เดินตามประกบฉันอยู่นี่ยังไงนะ เขานอนที่ไหน
“ซอล...”
“ครับ?”
“นอนที่ไหน?”
“ตรงนั้น” ซอลตอบพร้อมกับชี้นิ้วไปยังจุดที่ฉันกับเพื่อนเคยสงสัยว่าทำไมถึงกั้นไว้แบบนั้น ตอนนี้พื้นที่ตรงนั้นมีเต็นท์กางอยู่ห้าหลัง มองจากตรงนี้เหมือนจะเห็นเพื่อน ๆ ฉันด้วย เพื่อนในกลุ่มตอนเรียนมัธยม
“ตรงนั้นเหรอ?”
“ครับ คืนนี้ไปนอนด้วยกันนะ” ซอลเอ่ยขอเสียงเบา
“แต่เรานอนกับเพื่อนแล้ว เดี๋ยวเพื่อนนอนคนเดียว” มันอันตราย
“เดี๋ยวมนต์มานอนด้วย พวกนั้นก็พา” ซอลยังมีข้ออ้างอยู่ตลอด
“แต่...”
“ไม่มีแต่แล้ว จะนอนได้หรือไงถ้านอนกับเพื่อนน่ะ ไปตรงนั้นน่ะดีแล้ว อีกอย่างพ่อกับแม่ฝากมานะครับ พี่ ๆ ก็ฝากให้ดูแลด้วย”
“พ่อแม่เหรอ?”
“ครับ กลับเต็นท์ค่อยโทรหาท่านกัน แต่ตอนนี้ไปเอาของได้แล้ว แล้วก็ชวนเพื่อนไปรับมนต์มันด้วย มันหอบกระเป๋าเสื้อผ้ารอแล้วนั่น” เมื่อเถียงอะไรไม่ได้จึงต้องยอมทำตามที่เขาบอก ฉันเดินไปที่เต็นท์ของซอลโดยมีเข็มเดินตามมาด้วยอย่างตื่นเต้น เรานั่งพูดคุยกันเล็กน้อยก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน บริเวณนี้มีแค่เพื่อน ๆ ของซอลที่นอนด้วยกันและตอนนี้พวกเขากำลังนั่งคุยกันเบา ๆ อยู่จุดกึ่งกลางของที่กางเต็นท์ ส่วนคณะอาจารย์นอนอีกด้านหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่มแต่รอบข้างกลับเงียบสงัด แทบจะไม่มีเสียงพูดคุยกันเลย รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงลมพัดและเสียงจิ้งหรีดที่ต่างขับเสียงดังก้องลั่นป่ารอบ ๆ โรงเรียน ฉันทำเป็นมองไม่เห็นสายตาจากมุมมืดที่กำลังจับจ้องมองมาที่ฉัน ฉันต้องไม่สนใจ ฉันต้องสนใจแค่ซอล
“วันนี้เหนื่อยไหม?” ระหว่างที่กำลังจะหลับ ซอลที่นอนกอดฉันไว้แนบอกก็เอ่ยถามอย่างใส่ใจ เรากลับเข้ามาอยู่ในเต็นท์ที่ใช้นอนในช่วงเวลาเกือบสามทุ่มครึ่ง เพราะเห็นว่ามันดึกแล้วจึงแยกย้ายจากเพื่อนที่นั่งคุยกันกลับเข้ามานอน
“ไม่เท่าไหร่ วันนี้ทำอะไรไม่เยอะแต่พรุ่งนี้น่าจะหนักอยู่ แล้วนายมาที่นี่ได้ยังไง”
“มาแทนพี่ซีกับพี่สะใภ้ครับ” เขาตอบเสียงอุบอิบ
“มาแทน?”
“ใช่ พี่เราบริจาคช่วยโครงการนี้แต่มาไม่ได้เราเลยมาแทน แล้วก็ชวนเพื่อน ๆ มาช่วยด้วย”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เองเนอะ”
“ครับ ตามนี้เลย นอนพักได้แล้วนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”
“อื้อ นอนแล้ว”
กลางดึก
เสียงเดินลากท้าที่ดังอยู่รอบเต็นท์ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นกลางดึก โทรศัพท์ซอลที่อยู่ใกล้มือถูกยื่นไปหยิบขึ้นมาดูเวลา พบว่าตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงคืนนิด ๆ เสียงเดินลากเท้าสวบสาบดังใกล้เข้ามา ใกล้ราวกับว่าเดินลากเท้าชิดกับขอบเต็นท์ แต่จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงในเมื่อเต็นท์นอนนี้มีหลังคาคลุมอีกชั้นทำให้ชายขอบนั้นโผล่ออกจากตัวเต็นท์ที่ใช้นอนอยู่มาก
ฉันนอนตัวแข็งทื่อในอ้อมกอดซอลเมื่อเห็นบางอย่างคล้ายกับเงาของฝ่ามือใหญ่ยื่นมาแปะลงบนด้านหน้าส่วนที่เป็นประตูเต็นท์ แต่มันก็เพียงเสี้ยววิเพราะจู่ ๆ เงานั้นก็หายไป พร้อมกับแรงลมที่โหมกระหน่ำพัดเข้าใส่ เสียงหวีดหวิวดังระงมจนน่ากลัว ด้วยความกลัวทำให้ฉันแทรกตัวเบียดเข้าหาซอลมากยิ่งขึ้น คนที่แม้ยามหลับยังกอดปกป้องฉันอยู่ขยับตัวตื่นวงแขนกระชับแน่นโดยที่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา ซอลกอดฉันไว้แน่น ๆ เสียงหวีดร้องดังขึ้นพร้อมกับแรงลมที่โหมกระหน่ำพัดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
====
คำเตือนโปรกอย่ามองผ้าม่านตอนกลางคืน