ตกดึกเย่เฉินออกจากสวนแห่งิญญาเสาะหาสถานที่เงียบสงบจนเขาได้ไปนั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง เพื่อศึกษาความลึกลับของทะเลลมปราณ
นับั้แ่ได้อัคคีเที่ยงแท้มาเย่เฉินก็ได้ประโยชน์จากมันมากมาย ประการแรกก็คือมันช่วยเขารักษาจุดตันเถียนก่อนจะช่วยเบิกทะเลลมปราณ พลังปราณเองก็ถูกมันหลอมจนบริสุทธิ์เรียกได้ว่ารากฐานพลังของเขาในเวลานี้นั้นมั่นคงเสียยิ่งกว่าตอนอยู่ที่สำนักเจิ้งหยางเสียอีก
“ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง” เย่เฉินพึมพำ ก่อนจะหลับตาตั้งสมาธิสงบจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ไม่นานพลังปราณิญญาฟ้าดินก็ไหลมาโอบล้อมร่างเขาแล้วก่อตัวเป็วังวนพลังิญญา มันถูกเขาผลักดันจนพลังิญญาไหลเข้าไปในร่างกายไปยังทะเลลมปราณแล้วหลอมอัคคีเที่ยงแท้สีทองอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งเขาก็แบ่งอัคคีเที่ยงแท้ออกเป็หลายสายแล้วโคจรไปยังเส้นชีพจรและห่อหุ้มกระดูก ใช้มันหลอมกระดูกและเส้นชีพจร
ผ่านไปนานระหว่างที่เขาซึมซับพลังเข้าไป เส้นชีพจรของเขาก็เบิกขยายจนยืดหยุ่นขึ้นกระดูกถูกอัคคีเที่ยงแท้หลอมและขจัดจุดด่างพร้อย จนเกลี้ยงเกลาและยืดหยุ่นซ้ำยังมีแสงทองเจืออยู่
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่เขาะโลงจากโขดหิน ร่างกายที่ผ่านการหลอมจากอัคคีเที่ยงแท้ทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“ดียิ่งนัก” เย่เฉินร้องอย่างสบายใจ เขาเหยียบฝ่าเท้าลงไปพลังปราณไหลมารวมตัวกันอยู่ที่ฝ่ามือ ระหว่างนิ้วมือมีแสงเปล่งประกายของสายฟ้า
เปรี้ยง!
เสียงดังสนั่นเขาฟาดฝ่ามือไปทางก้อนหิน
ปัง!
พลังฝ่ามืออันแข็งแกร่งส่งเสียงดังดั่งสายฟ้าฟาดก้อนหินจนแตก
วิชาฝ่ามือนี้เป็เคล็ดวิชาโจมตีที่เขาฝึกจากประสบการณ์มันมีชื่อเรียกว่า ฝ่ามืออสุนีบาตมันประกอบไปด้วยพลังจากสายฟ้าและเสียงอสุนีบาตช่างแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้เองการใช้เคล็ดวิชานี้จึงต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งมิเช่นนั้นเมื่อใช้พลังฝ่ามืออสุนีบาตในการต่อสู้กับศัตรูขณะเดียวกันพลังนี้ก็อาจจะทำร้ายกระดูกและเส้นชีพจรของตนเองเช่นกันและนี่ก็คือข้อเสียของเคล็ดวิชาลึกลับอันแข็งแกร่งนี้
ทว่าสำหรับเขาแล้วข้อเสียนี้สามารถมองข้ามได้
ในเมื่อเขานั้นมีอัคคีเที่ยงแท้หลอมกายความแข็งแกร่งของร่างกาย กระดูกและเส้นชีพจรของเขาตอนนี้นั้นสามารถทนต่ออาการาเ็ที่เกิดจากการใช้วิชาฝ่ามืออสุนีบาตได้
ฟู่!
เขาพ่นลมหายใจออกมาเย่เฉินสะบัดม้วนกระดาษที่จางเฟิงเหนียนมอบให้ออกมาดู
สำนักเหิงเยว่แบ่งออกเป็สำนักในและสำนักนอก
สำนักนอกแบ่งออกเป็หนึ่งตำหนักหนึ่งวิหาร สองสวน สามยอดเขา และแปดหอ
หนึ่งตำหนักได้แก่ ตำหนักบังคับคดี หากผู้าุโตนใดมีความผิดก็จะถูกส่งตัวมารับโทษที่นี่
หนึ่งวิหารได้แก่ วิหารประกาศิต หากศิษย์ตนใดมีความผิดก็จะถูกนำตัวมารับโทษที่นี่
สองสวนได้แก่ สวนสมุนไพริญญาและสวนผลไม้ิญญา
สามยอดเขาได้แก่ ยอดเขาเทียนหยาง ยอดเขาตี้หยาง ยอดเขาเหรินหยางซึ่งถือเป็สามยอดเขาหลักแห่งสำนักเหิงเยว่นอก
แปดหอได้แก่ หอศัสตราิญญา หอคัมภีร์ หอโอสถิญญา หอหมื่นสมบัติ หอฟ้าดิน หอภารกิจหอข่าวกรอง และหอจิ่วชิง
ทว่าสำนักในกลับมีเพียงหนึ่งตำหนักหนึ่งวิหาร สองสวน เจ็ดหอ และเก้ายอดเขา
เทียบกันแล้วสำนักในมีหอโอสถิญญาน้อยกว่าสำนักนอกหนึ่งแห่งแต่กลับมีหกยอดเขาหลักเพิ่มขึ้นมาแทน
“เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วที่นี่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสำนักเจิ้งหยางเลย”เย่เฉินลูบคาง เขาเคยเป็ศิษย์ที่หอข่าวกรองของสำนักเจิ้งหยางมาก่อนปกติแล้วนอกจากฝึกตน เขาก็มีหน้าที่รวบรวมข่าวสารทั่วไปด้วยเพราะเหตุนี้ครั้งสุดท้ายที่เขาลงเพื่อรวบรวมข่าวสารเขาจึงได้ถูกศิษย์จากสำนึกชิงอวิ๋นทำลายตันเถียน
ทว่าเพราะเป็ศิษย์หอข่าวกรองของสำนักเจิ้งหยางเย่เฉินจึงมีความรู้สึกที่ฉับไว สำนักเหิงเยว่เองก็เหมือนกับสำนักเจิ้งหยางฉากหน้าดูเงียบสงบ แต่ภายในกลับมีคลื่นใต้น้ำซ่อนอยู่ มีการต่อสู้กันเองระหว่างกลุ่มต่างๆล้วนไม่เคยได้หยุดพัก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรเขาจึงวางม้วนหนังสือลงแล้วยืดแขนบิดี้เี ก่อนจะกลับไปสวนแห่งิญญา พอหัวถึงหมอนเขาก็หลับไปในทันที
ราตรีเงียบสงัดเพียงชั่วพริบตาก็รุ่งสางเสียแล้ว
ยามเช้าตรู่ทางทิศตะวันออกสาดแสงอรุณ เย่เฉินถึงได้ลืมตาตื่น
ลมหายใจที่ถูกพ่นออกมาลอยเป็ไอเขาพลิกตัวลงจากเตียง ใบหน้าเปล่งปลั่งมีเืฝาด สดชื่นเต็มไปด้วยพลังแม้แต่ลมปราณก็แข็งแรงขึ้นไม่น้อย
เมื่อกินข้าวเรียบร้อยเย่เฉินก็เดินทางออกจากสวนแห่งิญญา
เบื้องหน้าของเขานั้นคือบันไดหินที่ทอดยาวไปยังบนเขาิญญา ตรงทะลุไปยังชั้นเมฆจนเย่เฉินมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เย่เฉินสูดหายใจเข้าลึกๆยกเท้าเดินขึ้นไปตามทาง ในแต่ละย่างก้าวเขาััได้ถึงพลังมหาศาลที่ไหลเข้ามาปะทะ
จวบจนก้าวสุดท้ายเย่เฉินเงยหน้ามองโลกเบื้องหน้า ไกลออกไปมีขุนเขาใหญ่ตั้งอยู่เรียงรายต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน พลังิญญาปกคลุมแ่า ม่านเมฆาลอยทั่วกลางเมฆมีนกกระเรียนเซียนร่ายรำอยู่
“ช่างให้ความรู้สึกเหมือนตอนอยู่ที่สำนักเจิ้งหยางยิ่งนัก” เย่เฉินยิ้มสูดพลังิญญาที่ลอยอยู่ในอากาศอย่างละโมบ
เย่เฉินเดินไปตามเส้นทางที่จางเฟิงเหนียนบอกเขา
รุ่งอรุณนี้ถือว่าเป็เวลาที่พลังิญญาและพลังตะวันจันทร์บริสุทธิ์ที่สุดตลอดทางที่เย่เฉินเดินผ่านมาเขาเห็นเหล่าศิษย์ขยันหลายคนนั่งสมาธิฝึกวรยุทธ์อยู่บนก้อนหินเมื่อเย่เฉินเดินผ่านกายของพวกเขา พวกเขาก็เพียงชำเลืองมองปราดหนึ่งเท่านั้น
เดินเลี้ยวไปไม่กี่โค้งเย่เฉินก็มาถึงเบื้องหน้าของหอจิ่วชิง
ในหอจิ่วชิงมีศิษย์เดินเข้าออกสองสามคนแต่ละคนเมื่อเห็นหน้าเย่เฉินก็มองด้วยสายตาที่ประเมินเขา เมื่อพวกเขามองออกว่าเย่เฉินนั้นอยู่ขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งต่างก็เผยให้เห็นประกายดูแคลน
“ที่นี่นี่เอง” เย่เฉินเงยหน้ามองหอตรงหน้า ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปส่งจดหมายแนะนำตนเอง
ในห้องโถงใหญ่มีผู้าุโชิงอีผู้หนึ่งซึ่งเป็ผู้ที่รับจดหมายแนะนำและเมื่อได้ยินว่าเขานั้นมาจากการแนะนำของจางเฟิงเหนียนผู้าุโชิงอีก็ยังไม่ลืมที่จะเงยหน้ามามองเพื่อประเมินเย่เฉินก่อนจึงเปิดจดหมายออกดู
ขณะที่ผู้าุโชิงอีใช้สายตามองประเมินเย่เฉินอยู่นั้นเย่เฉินเองนั้นก็ลอบมองผู้าุโชิงอีแห่งหอจิ่วชิงเช่นกัน
“ชายชราผู้นั้นช่าง...ช่างอัปลักษณ์นัก”เย่เฉินแอบพึมพำกับตนเองในใจอย่างอดไม่ได้
ไม่แปลกที่เขาจะพูดเช่นนี้ผู้าุโชิงอีนั้นหน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก ดวงตา จมูก และปากล้วนบิดเบี้ยวอีกทั้งยังไม่ได้เอียงไปในทิศทางเดียวกันจนทำให้เขานั้นแทบอยากจะเข้าไปจัดให้มันตรง
เย่เฉินย้ายสายตาออกจากร่างผู้าุโชิงอีไปยังด้านข้าง
ในนี้นอกจากผู้าุโชิงอีแล้วยังมีคนอีกสามคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งอ้วนพุงพลุ้ย อีกคนหนึ่งผอมแห้งส่วนคนที่สามนั้นนับว่าปกติอยู่บ้าง พวกเขาสนทนากันอย่างคึกคักดูจากท่าทางแล้วเหมือนว่าพวกเขานั้นจะไม่ใช่ผู้าุโของที่นี่เหมือนแค่แวะมาพูดคุยเท่านั้น
คนทั้งสามเองก็เป็ประมุขของสามยอดเขาหลักแห่งสำนักเหิงเยว่นอกทั้งสามมีนามว่า จ่งเหลาเต้า เก๋อหงและนักพรตชิงหยาง
หลังจากผู้าุโชิงอีดูเสร็จก็ส่งจดหมายแนะนำให้อีกสามคนที่เหลือ พลางยิ้มกล่าว “ศิษย์พี่ทั้งสาม พวกท่านลองหารือกันดูมีใครอยากเป็อาจารย์ให้สหายน้อยเย่เฉินผู้นี้หรือไหมเขาเป็คนที่จางเฟิงเหนียนแนะนำมา จะมากจะน้อยอย่างไรก็เห็นแก่หน้าเขาสักหน่อย”
“โอ้? หาได้ยากยิ่งนัก” คนทั้งสามผลัดกันดูจดหมายแนะนำก่อนจะหันไปมองประเมินเย่เฉิน
“เ้าอายุเท่าไหร่แล้ว” จ่งเหลาเต้าจอมอ้วนเอ่ยพลางมองไปทางเย่เฉิน
“สิบหกขอรับ”
“สิบหกหรือ” จ่งเหลาเต้าเลิกคิ้ว “อายุสิบหกแล้วเพิ่งจะฝึกถึงขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งพร์ของเ้านี่ช่างเหลือเกิน...จุ๊ๆ!”
จ่งเหลาเต้าพูดไปกระแอมไปเขายืดตัวขึ้น ตบท้องตนเอง กล่าวว่า “ยอดเขาเทียนหยางของข้ายังมีธุระต้องไปจัดการข้าขอตัวก่อน”
พูดยังไม่ทันจบจ่งเหลาเต้าจอมอ้วนก็รีบปรี่ออกจากห้องโถงไปราวกับเกรงว่าผู้าุโชิงอีจะลากตัวเขาให้กลับมารับเย่เฉินเป็ศิษย์
คล้อยหลังจ่งเหลาเต้าจากไปเก๋อหงเองก็ลุกขึ้นอีกคน เขายืนเอามือไพล่หลังมองเย่เฉินอย่างดูแคลนปราดหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ยอดเขาตี้หยางของข้าไม่รับขยะไร้ประโยชน์เช่นนี้”
พูดแล้วเก๋อหงก็เดินออกจากห้องโถงไปอีกคน
จ่งเหลาเต้ากับเก๋อหงชิงหนีไปพร้อมกันในห้องโถงจึงเหลือเพียงผู้าุโชิงอี ผู้าุโชิงอีมองไปทางนักพรตชิงหยาง“ศิษย์พี่ชิงหยาง โปรดเห็นแก่หน้าข้าสักครั้ง ท่านช่วยรับเขาเป็ศิษย์ด้วยเถิด!”
นักพรตชิงหยางขมวดคิ้วก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องชิงอีเขายังไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้ายอดเขาเหรินหยาง ขออภัยข้าไม่อาจรับปากได้พร์ของเขายังด้อยเกินไป”
“นี่…”
“ข้ามีธุระ ขอตัวก่อน” พูดจบนักพรตชิงหยางก็สะบัดแขนเสื้อก้าวออกจากห้องโถงอย่างรวดเร็วดุจลมหอบหนึ่ง
สามประมุขแห่งสามยอดเขาหลักของสำนักเหิงเยว่พากันทยอยจากไปเช่นนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่มีใครอยากรับเย่เฉินเป็ศิษย์
เย่เฉินเข้าใจเื่นี้ดีผู้ฝึกตนอายุสิบหกปีผู้หนึ่งฝึกตนได้แค่ขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งพร์จะแย่เพียงใด หากรับเป็ศิษย์แล้วสั่งสอนได้ไม่ดีไม่ถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะก็คงแปลก
แต่หากให้พวกเขารับรู้ถึงพร์ที่แท้จริงของเย่เฉินแล้วไม่รู้ว่าพวกเขาจะรีบกลับมาแย่งตัวเย่เฉินกันไหม
คนทั้งสามทยอยจากไปทำให้ตอนนี้ผู้าุโชิงอีตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ผู้าุโชิงอีมองเย่เฉินที่อยู่ในห้องโถงแล้วก็ถอนหายใจ“สหายน้อย ดูท่าเ้าคงต้องเป็ศิษย์ฝึกหัดเสียแล้ว เ้าจะยอมหรือไหม?”
“ฝึกหัดก็ฝึกหัดขอรับ ไม่แน่ว่าวันหน้าข้าอาจจะได้เป็ตัวจริง”
“เช่นนั้นก็ดี” ผู้าุโชิงอีนำป้ายหยกสีขาวแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งพลังปราณผ่านปลายนิ้วสลักชื่อเย่เฉินลงบนป้ายแล้วจึงส่งป้ายหยกนั้นให้แก่เย่เฉินพลางยิ้มกล่าว “เ้าหนุ่ม นี่ป้ายหยกของเ้า”
นอกจากป้ายหยกแล้วผู้าุโชิงอียังนำขวดหยกออกมาอีกหนึ่งอัน แม้ว่าขวดหยกจะถูกผนึกอยู่ แต่เย่เฉินก็ยังได้กลิ่นยาโชยออกมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในขวดหยกนี้ก็คือน้ำยาิญญาหยกที่ช่วยในการฝึกตน
“เพราะเ้าเป็ศิษย์ฝึกหัดดังนั้นจึงไม่ได้เคล็ดวิชาและชุดประจำสำนักเหิงเยว่ส่วนน้ำยาิญญาหยกเ้าก็รับได้เพียงขวดเดียว”
“ขอบคุณผู้าุโยิ่งนัก” เย่เฉินรับน้ำยาิญญาหยกมาเขามิได้สนใจของเหล่านี้เท่าใดนัก
“เอาล่ะ เ้าไปรับอาวุธิญญาที่หอศัสตราิญญาเถอะ!” ผู้าุโชิงอียิ้มเขาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นพลางไม่ลืมตบไหล่ของเย่เฉิน ไม่มีมาดเคร่งขรึมแม้แต่น้อย“เ้าหนุ่ม ตั้งใจฝึกตนล่ะ สามเดือนให้หลังข้าจะรอดูฝีมือเ้า”