รุ่งอรุณของวันที่สี่มาถึงด้วยแสงทองอ่อนๆ ที่ส่องผ่านม่านไหมสีแดงเข้ามาในพระราชวิหารส่วนพระองค์ หลี่เฟิ่งหวงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ร่างกายของนางยังคงอ่อนระทวยและปวดเมื่อยไปทั่ว แต่ในความปวดเมื่อยนั้นกลับมีความสุขสมที่ยากจะลืมเลือน
นางรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่พัดโชยมาข้างหูของนาง และแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดร่างเปลือยของนางไว้อย่างแน่นหนา ฮ่องเต้ยังคงหลับใหลอยู่ข้างกายนาง พระพักตร์ที่ดุดันและเข้มงวดในยามตื่นกลับดูสงบเสงี่ยมและอ่อนโยนในยามหลับ
หลี่เฟิ่งหวงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของพระองค์อย่างเงียบๆ ใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกปะปนกัน ทั้งความรัก ความหวาดกลัว และความสับสน นางไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดจึงยอมให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสุขที่ได้รับจากพระองค์นั้นเหนือกว่าสิ่งใดที่เคยพบมา
"ตื่นแล้วหรือ ดอกบัวน้อย?" เสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้ดังขึ้น พระองค์เปิดพระเนตรขึ้นมาและมองนางด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความรักใคร่
"เพคะ ฝ่าบาท" นางตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ใบหน้าแดงก่ำเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา
ฮ่องเต้ทรงยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วทรงก้มลงจูบหน้าผากของนางเบาๆ "เจ้าสวยงามมากในยามเช้า รู้หรือไม่" พระองค์ทรงกระซิบ ขณะที่พระหัตถ์ลูบไล้ไปตามแก้มของนาง
แสงแรกของรุ่งอรุณยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องดูโรแมนติกและเร้าใจ ฮ่องเต้ทรงเริ่มจูบไปตามลำคอขาวผ่องของนาง สร้างความเสียวซ่านให้นางตัวสั่นเทา
"ฝ่าบาท... แสงแดดขึ้นแล้ว..." นางกระซิบประท้วงเบาๆ แต่ร่างกายกลับไม่ได้ขัดขืนการสัมผัสของพระองค์
"ยังเช้าอยู่ ที่รัก" พระองค์ทรงตอบด้วยเสียงแหบพร่า "ข้าต้องการเจ้าอีกครั้ง... ก่อนที่จะต้องส่งเจ้ากลับไป"
พระหัตถ์ของพระองค์เริ่มสำรวจร่างกายของนางอย่างช่ำชอง ลูบไล้ไปตามเส้นโค้งที่งดงาม จนนางต้องครางเสียงเบา ความปรารถนาที่เพิ่งจะดับลงกลับลุกโชนขึ้นมาใหม่
"อ๊ะ... ฝ่าบาท..." นางครางเมื่อรู้สึกถึงพระหัตถ์ที่ลูบไล้ยอดปทุมถันของนาง ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นไปทั่วร่างกาย
ฮ่องเต้ทรงยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นการตอบสนองของนาง พระองค์ทรงค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาข้างล่าง ใช้พระโอษฐ์และลิ้นสำรวจทุกตารางนิ้วของร่างกายนาง
"ฝ่าบาท... อย่า... มันอาย..." นางพยายามหนีบขาเข้าหากัน แต่พระองค์ทรงจับแยกออกอย่างง่ายดาย
"อย่าอายเลย ที่รัก" พระองค์ทรงกระซิบ "ข้าต้องการชื่นชมความงดงามของเจ้าทุกส่วน"
พระองค์ทรงใช้ลิ้นตวัดเลียบริเวณที่อ่อนไหวที่สุดของนาง ทำให้นางต้องแอ่นหลังขึ้นด้วยความเสียวซ่าน
"อ๊าาา... ฝ่าบาท... อ๊าาา..." นางกรีดร้องด้วยความสุขที่ท่วมท้น ร่างกายสั่นสะเทือนไปทั้งตัว
เมื่อเห็นว่านางพร้อมแล้ว ฮ่องเต้ทรงเคลื่อนตัวขึ้นมาและค่อยๆ สอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในตัวนางอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความเจ็บปวดเหมือนครั้งแรก มีเพียงความรู้สึกเต็มตื้นและสุขสมเท่านั้น
"อ๊ะ... อ๊ะ... อ๊ะ..." เสียงครางของนางดังขึ้นทุกครั้งที่พระองค์ทรงเคลื่อนไหว จังหวะที่ช้าแต่ลึกทำให้นางรู้สึกถึงความเป็นชายของพระองค์อย่างเต็มที่
"เจ้าแน่นและอุ่นมาก ที่รัก" พระองค์ทรงกระซิบข้างหูนาง "ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน"
ฮ่องเต้ทรงเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อย เสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้นในห้องที่เงียบสงัด
"ตับๆๆ... ป้าบบๆ... ตับๆๆ..." เสียงเปียกปอนสลับกับเสียงเนื้อกระทบกัน
"ฝ่าบาท... ข้า... ข้าใกล้แล้ว..." นางกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ
"ไปด้วยกันเถอะ ที่รัก" พระองค์ทรงตอบ ก่อนจะเร่งจังหวะให้เร็วและแรงขึ้น
"อ๊าาาาา! ฝ่าบาท!" นางกรีดร้องเมื่อถึงจุดสุดยอด ร่างกายโค้งงอและสั่นสะเทือนไปทั้งตัว
ฮ่องเต้ทรงปล่อยออกมาในตัวนางพร้อมกับเสียงคราง ทั้งคู่โอบกอดกันแน่นในช่วงเวลาแห่งความสุขสม
หลังจากที่ทั้งคู่ได้พักผ่อนและชื่นชมความอบอุ่นของกันและกันแล้วเพียงช่วงสั้นๆ ฮ่องเต้ทรงเริ่มรู้สึกถึงความปรารถนาที่ลุกโชนขึ้นมาใหม่ พระองค์ทรงมองนางด้วยดวงพระเนตรที่เต็มไปด้วยไฟปรารถนา
"ข้ายังไม่พอ... ดอกบัวน้อย" พระองค์ทรงกระซิบด้วยเสียงแหบพร่า "ข้าต้องการเจ้าอีกครั้ง... ก่อนที่จะต้องจากลา"
หลี่เฟิ่งหวงมองพระองค์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ร่างกายของนางยังคงอ่อนระทวยจากบทรักเมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นความปรารถนาในพระเนตรของพระองค์ ความรู้สึกเดียวกันก็เริ่มปะทุขึ้นในตัวนางเช่นกัน
"ฝ่าบาท... ข้ายังเหนื่อย..." นางกระซิบเบาๆ แต่ร่างกายกลับเริ่มตอบสนองต่อการสัมผัสของพระองค์
"ข้าจะทำให้เจ้าลืมความเหนื่อยล้า" พระองค์ทรงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเริ่มจูบไปตามลำคอของนางอีกครั้ง
คราวนี้ฮ่องเต้ทรงไม่ได้เริ่มต้นด้วยความอ่อนโยนเหมือนครั้งแรก พระองค์ทรงแสดงความปรารถนาอย่างเปิดเผยและรุนแรงมากขึ้น พระหัตถ์ของพระองค์เคลื่อนไหวไปทั่วร่างกายของนางอย่างหิวกระหาย
"เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน" พระองค์ทรงกระซิบขณะที่ใช้ปลายลิ้นเลียไปตามหูของนาง "ข้าไม่อาจต้านทานเจ้าได้"
นางครางเสียงเบาเมื่อรู้สึกถึงลิ้นร้อนชื้นของพระองค์ที่เลียไปตามจุดอ่อนไหวต่างๆ บนร่างกายของนาง ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นไปทั่วทั้งตัว
"อ๊ะ... ฝ่าบาท... ที่นั่น..." นางครางเมื่อพระองค์ทรงใช้ฟันเบาๆ กัดบริเวณหัวไหล่ของนาง
ฮ่องเต้ทรงยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วทรงเคลื่อนลงไปข้างล่าง ใช้พระโอษฐ์และลิ้นสำรวจยอดปทุมถันของนางอย่างช่ำชอง
"อ๊าาา... อ๊าาา..." นางกรีดร้องด้วยความเสียวซ่าน ร่างกายบิดเบี้ยวไปมาด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น
พระองค์ทรงใช้เวลานานในการปลุกเร้าอารมณ์ของนาง ทำให้นางถึงจุดสุดยอดด้วยพระโอษฐ์และลิ้นเพียงอย่างเดียวก่อนที่จะเริ่มบทรักที่แท้จริง
"ข้าจะทำให้เจ้าจำเสียงครางของตัวเองไม่ได้" พระองค์ทรงกระซิบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อนางพร้อมแล้ว ฮ่องเต้ทรงสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในตัวนางอีกครั้งด้วยความรุนแรงมากขึ้น คราวนี้พระองค์ทรงไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไป แต่เริ่มต้นด้วยจังหวะที่เร็วและแรงทันที
"อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ!" เสียงครางของนางดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายสั่นสะเทือนทุกครั้งที่พระองค์ทรงกระแทกเข้าไป
"ตับๆๆ! ป้าบบๆ! ตับๆๆ!" เสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้นอย่างรุนแรง ห้องเต็มไปด้วยเสียงแห่งความปรารถนา
"เจ้าชอบเช่นนี้หรือไม่ ที่รัก?" พระองค์ทรงถามด้วยเสียงหอบกระชั้น
"ชอบ... ข้าชอบ... อ๊าาา..." นางตอบด้วยเสียงสั่นเครือ ร่างกายขยับไปตามจังหวะของพระองค์อย่างเป็นธรรมชาติ
ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนท่าทาง ให้นางคว่ำหน้าลงแล้วเข้าไปจากด้านหลัง ท่าทางใหม่นี้ทำให้พระองค์สามารถเข้าไปได้ลึกกว่าเดิม
"อ๊าาา... ลึก... ลึกมาก..." นางครางเมื่อรู้สึกถึงความแตกต่าง
"ตับๆๆ! ป้าบบๆ! ตับๆๆ!" เสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้นในจังหวะที่เร็วและแรงขึ้น พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์จับเอวของนางไว้แน่น เคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วงและไม่ยั้ง
"อ๊ะ... อ๊ะ... อ๊าาา... อ๊าาาาาา..." เสียงครางของนางดังสลับกับเสียงหอบของพระองค์ เหงื่อของทั้งคู่ผสมปนเปกัน ร่างกายเปียกชื้นไปหมด
บทรักครั้งนี้ดำเนินต่อไปนานกว่าครั้งแรก พระองค์ทรงเปลี่ยนท่าทางหลายครั้ง แต่ละท่าทางสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันให้นาง จนกระทั่งทั้งคู่ไปถึงจุดสุดยอดพร้อมกันอีกครั้งด้วยความรุนแรงที่เหนือกว่าครั้งแรก
หลังจากบทรักอันเร่าร้อนสองครั้งติดต่อกัน ทั้งคู่นอนโอบกอดกันด้วยความหมดแรง แต่ในใจของฮ่องเต้ทรงรู้ดีว่าเวลาแห่งการจากลาใกล้เข้ามาแล้ว
พระองค์ทรงค่อยๆ ปลดออกจากอ้อมแขนของนาง พระพักตร์ที่อ่อนโยนเมื่อครู่ค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นท่าทีที่เข้มงวดและมีอำนาจเหมือนเดิม
"ถึงเวลาที่เจ้าต้องกลับแล้ว ดอกบัวน้อย" ฮ่องเต้ทรงตรัสด้วยสุรเสียงที่ทุ้มต่ำและแฝงด้วยความหมาย "จงกลับไปทำหน้าที่ของเจ้าในฐานะคู่หมั้นของรัชทายาท"
หลี่เฟิ่งหวงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของพระองค์ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสนและความโหยหา นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระองค์จึงส่งนางกลับไปสู่อ้อมแขนของบุรุษอื่น ในเมื่อร่างกายและจิตวิญญาณของนางถูกครอบครองโดยพระองค์แล้ว
"แต่... ฝ่าบาท..." เสียงของนางแหบพร่า ดวงตาเริ่มมีน้ำตาคลอ
ฮ่องเต้ทรงวางนิ้วชี้ลงบนริมฝีปากของนางอย่างแผ่วเบา "จำไว้ ที่รัก ความลับของเราต้องถูกเก็บไว้ให้ลึกที่สุด ไม่มีใครต้องรู้เรื่องนี้ แม้แต่เฉินชาง จงทำตัวให้สมบูรณ์แบบในฐานะฮองเฮาในอนาคต และรอสัญญาณจากข้า"
คำพูดของพระองค์เปรียบเสมือนคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธ หลี่เฟิ่งหวงพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางรู้ดีว่าอำนาจของฮ่องเต้นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่นางจะต่อต้านได้ นางจูบฝ่ามือของพระองค์อย่างนอบน้อม ความรักและความภักดีที่นางมีต่อบุรุษผู้นี้ฝังลึกอยู่ในดวงจิตของนางแล้ว
ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นจากเตียงและทรงเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกล่องเล็กๆ วางอยู่ พระองค์ทรงหยิบกล่องนั้นขึ้นมาแล้วเดินกลับมาหานาง
"นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าเก็บไว้" พระองค์ทรงเปิดกล่องออก เผยให้เห็นหยกชิ้นเล็กๆ สีเขียวใสที่แกะสลักเป็นรูปดอกบัว "เมื่อใดที่ข้าต้องการพบเจ้า ข้าจะส่งสัญญาณมา เจ้าจงนำหยกชิ้นนี้มาด้วย"
หลี่เฟิ่งหวงรับหยกชิ้นนั้นด้วยมือที่สั่นเทา หยกเย็นเฉียบแต่ความรู้สึกที่อบอุ่นและเร่าร้อนของพระองค์ยังคงติดตรึงอยู่บนผิวสัมผัสของมัน
ฮ่องเต้ทรงส่งหลี่เฟิ่งหวงกลับจวนแม่ทัพหลี่ด้วยราชรถคันเดิม องค์รักษ์เงาที่ติดตามมาด้วยทำหน้าที่กำกับดูแลทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนการ เมื่อนางก้าวลงจากราชรถ ท่านแม่ทัพหลี่และฮูหยินก็ต้อนรับนางด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
"เฟิ่งหวง! ฮองเฮาทรงโปรดปรานเจ้ามากจริงๆ สามคืนที่ผ่านมา เจ้าคงได้เรียนรู้เรื่องราวในวังหลวงมากมาย" ฮูหยินโอบกอดบุตรสาวด้วยความรักและความภาคภูมิใจ
หลี่เฟิ่งหวงยิ้มอย่างฝืนใจ นางรู้สึกเหมือนกำลังสวมบทบาทนางเอกในละครที่ถูกกำหนดไว้แล้ว นางตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานและนอบน้อม "เพคะ ท่านแม่ ฮองเฮาทรงเมตตาลูกมากจริงๆ ลูกได้เรียนรู้สิ่งที่มีค่ามากมาย"
คำว่า "มีค่า" ที่นางกล่าวถึงนั้น หมายถึงบทเรียนรักที่เร่าร้อนและลึกซึ้งที่ได้รับจากฮ่องเต้ รสรักที่หอมหวานและรุนแรงนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของนาง ทุกสัมผัส ทุกจุมพิต ทุกเสียงครางยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของนาง
การเตรียมการสำหรับงานอภิเษกสมรสระหว่างหลี่เฟิ่งหวงและรัชทายาทเฉินชางดำเนินไปอย่างรวดเร็วและยิ่งใหญ่ ผ้าไหม เครื่องประดับ และของหมั้นถูกส่งมาที่จวนแม่ทัพหลี่อย่างไม่ขาดสาย หลี่เฟิ่งหวงมองดูความวุ่นวายเหล่านั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกนำไปประดับไว้บนแท่นบูชาในฐานะเครื่องบรรณาการแห่งอำนาจ
ในยามค่ำคืน หลี่เฟิ่งหวงนอนอยู่บนเตียงที่นุ่มนวล แต่ร่างกายของนางกลับโหยหาความแข็งแกร่งและความเร่าร้อนของฮ่องเต้ นางลูบไล้ไปตามผิวเนื้อของตัวเอง สัมผัสถึงรอยรักที่จางหายไปแล้ว นางจินตนาการถึงท่วงท่าและจังหวะของพระองค์ ความปรารถนาที่รุนแรงปะทุขึ้นในดวงจิตของนางอย่างไม่สามารถควบคุมได้
"ฝ่าบาท... ฝ่าบาท..." นางกระซิบเรียกชื่อของพระองค์อย่างแผ่วเบา น้ำตาแห่งความโหยหาไหลรินลงมาอาบแก้มของนาง นางรู้ดีว่าความรักที่นางมีต่อรัชทายาทนั้นได้มลายหายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือความภักดีและความปรารถนาต่อบุรุษผู้เป็นบิดาของคู่หมั้น
นางหยิบหยกชิ้นเล็กๆ ที่ฮ่องเต้ทรงมอบให้ก่อนที่จะจากกัน หยกชิ้นนั้นเย็นเฉียบ แต่ความรู้สึกที่อบอุ่นและเร่าร้อนของพระองค์ยังคงติดตรึงอยู่บนผิวสัมผัสของมัน นางกอดหยกชิ้นนั้นไว้แน่น ราวกับกำลังกอดพระวรกายของพระองค์
หลี่เฟิ่งหวงรู้ดีว่าชีวิตของนางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว นางไม่ใช่คุณหนูที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป นางคือหมากตัวสำคัญในเกมอำนาจของฮ่องเต้ นางคือดอกบัวที่บานสะพรั่งด้วยพิษแห่งความปรารถนา นางเต็มใจที่จะเป็นหมากตัวนั้น ตราบใดที่รางวัลคือการได้กลับไปสู่อ้อมแขนของบุรุษที่ครอบครองจิตวิญญาณของนางไว้แล้ว
ในขณะที่รัชทายาทเฉินชางกำลังเตรียมการสำหรับงานอภิเษกสมรสด้วยความสุขและความตื่นเต้น พระองค์ไม่รู้เลยว่าเจ้าสาวของพระองค์ได้ถูกเปิดบริสุทธิ์โดยบิดาของพระองค์เอง และทายาทที่จะถือกำเนิดขึ้นมานั้นจะไม่ใช่สายเลือดของพระองค์ แต่เป็นสายเลือดของฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจ
เกมแห่งอำนาจและความปรารถนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลี่เฟิ่งหวงคือหมากตัวสำคัญที่ถูกวางไว้บนกระดาน นางจะทำตามคำสั่งของฮ่องเต้และรอคอยวันที่จะได้กลับไปสู่อ้อมแขนของบุรุษที่มอบความสุขสมที่แท้จริงให้แก่นาง
ดอกบัวในสายลมได้เริ่มต้นการเต้นรำตามจังหวะของลมแห่งอำนาจแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าการเต้นรำนี้จะนำพาทุกคนไปสู่จุดหมายใด ในเกมที่ความรักและอำนาจผสมผสานกันอย่างอันตราย