ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 20 ปัญหาลิขสิทธิ์

    ตอนที่ 20 ปัญหาลิขสิทธิ์“พี่หลินครับ สวัสดีครับ”ถึงแม้ว่าในใจของหวังซินจะรู้สึกตกใจ แต่ใบหน้าก็มีรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาทันที แล้วจึงจับมือกับหลินชง“มาหาเธอตอนนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเธอใช่ไหม?” หลังจากที่จับมือกันแล้ว หลินชงก็ถามหวังซินอย่างสุภาพหวังซินจึงรีบพูดไปทันทีว่า :“วันนี้พึ่งจะแบ่งห้องเรียนสายศิลป์และสายวิทย์เสร็จครับ ยังไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่ได้กระทบอะไรเลยครับ”“ถ้างั้นไปหาสถานที่คุยกันดีกว่า พวกเรามาคุยเรื่องลิขสิทธิ์กัน” “ไม่มีปัญหาครับ กรุณารอสักครู่นะครับ ตอนนี้ผมขอไปลาคุณครูก่อนครับ”หวังซินกลับมาที่ห้องเรียน แล้วจึงรีบไปทำเรื่องขอลากับคุณครูทันทีภายในโรงเรียน การขอลาของหวังซินกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แทบจะไม่มีอะไรมาขวางก็ขอลาได้สำเร็จหลังจากที่ขอลาเสร็จแล้ว เขาก็มาเก็บของตรงที่นั่งของตัวเอง หยางเจียอิ่งเงยหน้าขึ้นมามองหวังซินพร้อมกลอกตาบน แล้วพูดเสียงเบา ๆ ว่า :“ทำไมนายขอลาอีกแล้วล่ะ?ไม่รู้เหรอว่าการเรียนในตอนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ?”“เหอะเหอะ ในด้านการเรียนเราไม่ละเลยหรอก ขอบคุณที่หัวหน้าห้องเป็นห่วงนะ”“เฮ้อ”ได้ยินคำตอบของหวังซิน หยางเจียอิ่งก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้วเมื่อหวังซินเก็บกระเป๋าหนังสือของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกจากห้องเรียนไปทันที โดยเดินตามหลังของหลินชง ซึ่งในช่วงเวลานี้ หลินชงกับเลขาของเธอในระหว่างที่ทั้งสามคนเดินอยู่นั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรใดใด เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน หลินชงถึงจะพูดกับหวังซินว่า :“นึกไม่ถึงเลยว่าเธอที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าจะมีความรู้ที่ลึกซึ้งขนาดนี้ ในส่วนของครอบครัวก็คาดไม่ถึงเลยว่าจะมองได้ลึกซึ้งถึงขนาดนี้”หวังซินไม่ทราบว่าเธอพูดถึงเรื่องใด คิดแล้วคิดอีกจึงเข้าใจได้ทันทีเลย ว่าเป็น Home With Kids บทละครเรื่องนี้ก็คือการบรรยายเกี่ยวกับความรักของคนในครอบครัว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าคนหนึ่งมีมุมมองเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลย“ไม่หรอกครับ แค่ว่างไม่มีอะไรให้ทำก็เลยเขียนไปเรื่อยเปื่อยน่ะครับ”หลินชงได้แค่ยิ้ม หลังจากนั้นจึงเรียกรถแท็กซี่คันหนึ่ง แล้วทั้งสามคนก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเมืองซีจิงตอนที่พวกหลินชงมาถึงก็ได้จองห้องเรียบร้อย เพราะว่ามีกันแค่สามคน และก็ไม่จำเป็นจะต้องไปจัดหาห้องประชุมอะไรเลย ซึ่งเรื่องที่พูดคุยในครั้งนี้ก็จะดำเนินการในห้องเพรสซิเดนสูทนี้ในห้องประชุมขนาดเล็ก หลินชงหยิบเอาบทละครตอนที่หนึ่งที่หวังซินส่งไปรษณีย์ให้กับหลินเจาฮว่าออกมา แล้วพูดว่า :“ของสิ่งนี้เธอสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าเธอเป็นคนแต่งมันขึ้นมาด้วยตัวเอง?”“ผมกลับคิดว่าอยากจะหาคนมาช่วยผมซักหน่อย”หวังซินตอบติดตลก จึงทำให้หลินชงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา และมีความรู้สึกประหลาดใจต่อหวังซินที่เป็นนักเรียนที่เพิ่งจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าคนนี้“ฉันไม่มีทางเชื่อได้เลยจริง ๆ ตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายนั้นยุ่งวุ่นวายมาก คาดไม่ถึงเลยว่าเธอจะยังสามารถหาเวลามาแต่งบทละครได้อีก”หลินชงพูด แล้วเสริมต่อว่า :“แนวเรื่อง Home With Kids ของเธอมีความแปลกใหม่มาก ด้านในมีหลายองค์ประกอบที่ละครโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมในท้องตลาดตอนนี้ก็ยังไม่มีเลย มีแค่โครงเรื่อง ก็สามารถคว้าใจคนได้แล้ว นับว่าเป็นแนวเรื่องที่ใช้ได้เลยทีเดียว” “ชมเกินไปแล้วครับ”หวังซินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เหมือนว่าเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง“นักเรียนหวัง Home With Kids เรื่องนี้เธอเตรียมจะเขียนออกมากี่ตอนกันนะ?” หลินชงยังถามวนอยู่ในเรื่องบทละครแล้วเริ่มเปิดประเด็นใหม่เขียนกี่ตอนงั้นเหรอ?ขอแค่สามารถเขียนได้ ฉันก็จะเขียนต่อไป ค่าตอบแทนในการเขียนที่สมน้ำสมเนื้อต่างหากถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ตอนนี้ฉันก็ต้องการพึ่งพาและดูแลตัวเองให้ได้!คำพูดนี้แน่นอนว่าไม่ได้พูดออกไป แต่หวังซินก็แสร้งทำท่าทีว่ากำลังครุ่นคิดอยู่ แล้วพูดว่า:“ปัจจุบันส่วนที่หนึ่งหากอ้างอิงตามเป้าหมายแรก ก็หนึ่งร้อยตอนครับ”พอน้ำเสียงของหวังซินเบาลง หลินชงก็ตกตะลึงหนึ่งร้อยตอนงั้นเหรอ?แนวคิดอะไรกันนะ?นี่ต้องเขียนนานแค่ไหนกัน แล้วต้องถ่ายทำนานแค่ไหนนะ?อีกทั้งเขายังพูดว่าเป็นแค่ส่วนที่หนึ่งเท่านั้นเอง แล้วยังไม่แน่ว่าหลังจากนี้จะมีส่วนที่สองและส่วนที่สามตามมาอีกรึป่าว?“นายหวัง เธอแน่ใจนะว่าหนึ่งร้อยตอน?เธอแน่เหรอว่าตัวเองจะมีเวลาในการเขียนออกมาได้มากมายขนาดนั้น?”หลินชงยืนยันอีกครั้ง เพราะกลัวว่าตัวเองจะฟังผิดไป“ไม่ผิดหรอกครับ ก็คือหนึ่งร้อยตอน นี่เป็นบทละครเกี่ยวกับครอบครัว ไม่จำเป็นต้องหาสถานที่ ดังนั้นสามารถเขียนส่วนหนึ่งได้ ถ่ายทำส่วนหนึ่งได้ แล้วก็ออกอากาศส่วนหนึ่งได้”สีหน้าของหวังซินจริงจังมาก แต่หลินชงจึงรีบสังเกตหวังซินใหม่อีกครั้ง ที่จริงแล้วนึกไม่ถึงว่าแม้แต่เรื่องพวกนี้เขาก็วางแผนไว้หมดแล้ว“งั้นฉันขอถามหน่อยละกันนะ ตอนนี้เธอต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเขียนหนึ่งตอน?”“ถ้าหากว่ามีคอมพิวเตอร์ สองวันสามารถเขียนได้หนึ่งตอน”หวังซินคิดแล้วคิดอีก แล้วจึงพูดอย่างจริงจังบทละครอันหนึ่งไม่เหมือนกับนิยาย ที่จะต้องเขียนให้ได้กี่ตัวอักษร ขอเพียงแค่โครงเรื่องเหมาะสม เมื่อถึงเวลานั้นจะจัดฉากยังไง นั่นก็เป็นเรื่องของผู้กำกับแล้ว“นายหวัง เธอไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?สองวันเขียนหนึ่งตอนงั้นเหรอ?เธอสามารถทำได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”“ไม่มีปัญหาจริง ๆ ครับ ถ้าหากผมไม่มีคอมพิวเตอร์ เขียนด้วยมือก็สามารถทำได้สี่ตอนต่อหนึ่งเดือน เชื่อเถอะครับว่าการพิมพ์ตัวอักษรบนคอมพิวเตอร์นั้นไวกว่าการเขียนมือมาก สองวันหนึ่งตอนก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาครับ”อ้างอิงตามความคิดของหวังซิน หนึ่งวันหนึ่งตอนก็น่าจะมีความเป็นไปได้แต่ว่าความเร็วระดับนี้ค่อนข้างทำให้คนตกใจ เขาเลยจงใจยืดเวลาออกไปอีกหนึ่งวันหลินชงเงียบไปสักพัก แล้วพูดว่า :“ถ้าหากการเขียนบทไม่มีปัญหาตามที่เธอพูดมา งั้นบทละครเรื่องนี้โดยส่วนตัวแล้วก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ถ้างั้นพวกเราก็มาปรึกษาหารือเรื่องของลิขสิทธิ์กันสักหน่อย”“ที่คุณพูดคือลิขสิทธิ์ทางด้านไหนครับ?”เมื่อได้ยินที่หวังซินตอบ หลินชงก็ชะงัก เพราะยังคิดว่าเขามีแค่ความสามารถในการเขียนบทละครเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ในด้านลิขสิทธิ์เองเขาก็รู้เรื่องเยอะด้วย?“เธอมีสิทธิ์ในการประพันธ์ สามารถเอาบทละครของเธอให้ฉันได้ บริษัทของฉันจะเป็นผู้ถ่ายทำ จัดจำหน่าย ในช่วงเวลาที่ละครโทรทัศน์ได้เผยแพร่ออกไป ลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์ก็จะเป็นของบริษัทฉันทั้งหมด แต่เธอแค่รักษาสิทธิ์ในการประพันธ์ที่เธอมีอยู่เดิมเท่านั้น”เมื่อหลินชงพูดถึงตรงนี้ จึงยิ้มแล้วพูดว่า :“สิ่งนี้พูดไปแล้วค่อนข้างน่าเบื่อเล็กน้อย สิทธิ์การประพันธ์อยู่ในมือของเธอ ถ้าฉันต้องการเอาบทละครนี้ถ่ายเป็นละครโทรทัศน์ ก็ต้องขอลิขสิทธิ์ที่อยู่ในมือเธอ ตอนนี้เธอมอบอำนาจมาให้ฉันโดยตรงก็ได้แล้ว พวกเราสามารถเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรได้”หวังซินครุ่นคิดไปสักพัก แท้ที่จริงแล้วตัวเองมีแค่สิทธิ์ในการประพันธ์งั้นเหรอ?งั้นหลังจากนี้ลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์ก็จะไปอยู่ในมือของหลินชง แต่ว่านี่จะเป็นละครโทรทัศน์ที่โด่งดังเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าให้หลินชงถือลิขสิทธิ์ไว้ในมือแบบนี้ ก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่มั้ง?“เธอยังมีความคิดอื่นอีกไหม?”เมื่อเห็นว่าหวังซินไม่พูด หลินชงจึงถามออกไปหนึ่งประโยคหวังซินส่ายหัว แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร และยังคงครุ่นคิดต่อไป เมื่อเห็นท่าทีของหวังซินแล้ว หลินชงก็ไม่ได้รีบร้อน ก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง ในเมื่อเขียนบทละครออกมาได้ แล้วจะไปเข้าใจเรื่องของลิขสิทธิ์มากน้อยแค่ไหนกัน?อีกทั้งบทละครที่ตัวเองเขียนออกมา ก็คงจะอยากให้บทละครของตัวเองถูกถ่ายทำเป็นบทละครโทรทัศน์สินะ?ถ้าลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์ถูกถืออยู่ในมือของหลินชง ถึงเวลานั้นเขาอยากจะขายให้กับสถานีโทรทัศน์ไหน เขาก็จะขายให้กับสถานีโทรทัศน์นั้น แบบนี้ก็ไม่ได้สิ ซึ่งก็จะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่จะช่วยเหลือพ่อของตัวเองน่ะสิ“ลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์ สามารถให้ผมจัดการได้ไหมครับ?”หวังซินเงยหน้ามองหลินชงแล้วถามออกไปหลังจากที่ถามประโยคนี้ออกไป เขาก็รู้สึกว่าเป็นการถามที่ไร้มารยาทมากแต่หลินชงมองหวังซินว่าเป็นแค่เด็กนักเรียนคนหนึ่งเท่านั้น จึงรีบส่ายหัวแล้วพูดว่า:“สิทธิ์การประพันธ์เป็นของเธอ แต่ถ้าหลังจากที่เราเซ็นสัญญากันไปแล้ว บริษัทของฉันก็จะมีสิทธิ์ในการถ่ายทำบทละครที่เธอเขียน ช่วงเวลาที่อยู่ในสัญญา บทละครของเธอจะสามารถขายให้แค่บริษัทของฉันได้ต่อเท่านั้น สิทธิ์ในการประพันธ์จะไม่เหมือนกับลิขสิทธิ์ละครโทรทัศน์ แม้ว่าเธอเองจะเป็นต้นฉบับก็ตาม”“งั้นไม่ได้ครับ ผมจะต้องได้ถือลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์ครับ” หวังซินรีบปฏิเสธทันทีเมื่อหลินชงได้เห็นท่าทีที่เด็ดเดี่ยวของหวังซิน จึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะเธอรู้สึกว่าบทละครเรื่องนี้ดีมาก แนวเรื่องแปลกใหม่ จุดสำคัญก็คือเน้นความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ละครโทรทัศน์แนวนี้ในตลาดยังมีไม่มากนัก ถ้าได้ถ่ายทำออกมาแล้ว จะต้องได้รับความนิยมจากทุกคนอย่างแน่นอน นึกไม่ถึงว่าเด็กที่อยู่ตรงหน้าคนนี้จะมีความคิดที่เพ้อฝันที่ต้องการจะถือลิขสิทธิ์บทละครโทรทัศน์ด้วยงั้นเหรอ?“น่าเสียดายมากนะ ถึงแม้บทละครนี้จะดีมาก แต่ว่าลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์ก็จะต้องอยู่ในกำมือของฉัน ถ้าหากว่าเธอไม่เห็นด้วย งั้นพวกเราก็คงไม่มีวาสนาที่จะได้ร่วมงานกันแล้วล่ะ”คำพูดของหลินชง ทำให้หวังซินพูดไม่ออกในที่สุดถ้าไม่ให้หลินชงคนนี้ถ่ายทำละครโทรทัศน์เรื่องนี้ ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ก็จะไม่โด่งดังสิเมื่อนึกถึงตรงนี้แล้ว หวังซินก็จงใจแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ คิดแล้วคิดอีกจึงพูดว่า :“แบบนี้แล้วกันครับ ผมถอยให้ก้าวหนึ่ง หลิวซิงที่อยู่ในละครโทรทัศน์เรื่องนี้จะต้องให้ผมเป็นคนแสดง หลังจากนั้นละครทั้งหมดจะต้องขายให้กับพ่อผมล้านนึง”หลินชงได้ยินคำพูดของหวังซินก็หัวเราะขึ้นมาทันทีเมื่อฟังน้ำเสียงที่หวังซินพูด ก็เหมือนกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังไม่โตเลย ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินเลขาผู้หญิงที่มาด้วยกันกับหลินชงก็ส่ายหัวเบา ๆ แล้วพูดกับหวังซินว่า :“เจ้าเด็กน้อยทำไมถึงได้คิดฟุ้งซ่านขนาดนี้เนี่ย ที่พวกเรามาคุยด้วย แน่นอนว่าไม่ได้จะมารังแกเธอ เธอกลัวว่าพวกเราจะรังแกเธอไม่สำเร็จสินะ!”“เหอะเหอะ”หวังซินยิ้มออกมาอย่างน่าอายแต่เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะพูดต่อไปว่า :“ผมไม่ได้กลัวว่าจะถูกรังแกครับ แต่ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ ตอนนี้ผมสามารถเขียนบทละครไปด้วย และสามารถเล่นละครไปด้วยได้ครับ หลังจากนั้นลิขสิทธิ์ของละครโทรทัศน์เรื่องนี้ส่วนนึงก็ขายให้กับพ่อผมหนึ่งล้าน ผมถึงจะเอาบทละครให้พวกคุณ”  สำหรับผู้กำกับทุกคนแล้ว ข้อเรียกร้องพวกนี้ของหวังซินเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีมารยาท แค่หลินชงเห็นโอกาสทางธุรกิจจำนวนมากในบทละครของเขา โดยทั่วไปแล้วทางสถานีโทรทัศน์ไม่ฉายละครแนวต่อต้านสงครามก็จะฉายแนวโศกนาฏกรรมทั้งวัน ละครโทรทัศน์ที่พรรณนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างแท้จริงนั้นมีไม่กี่เรื่อง ต่อให้เป็นเรื่อง《Green Green Grass By The River 》ที่ค่อนข้างโด่งดังในสมัยก่อน ก็เป็นแค่แนวโศกนาฏกรรมที่ดึงดูดคนดู เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่งไป ก็ทำให้คนดูขาดสุนทรียภาพในการรับชม อีกทั้งบริษัทของหลินชงก็เพิ่งจะก่อตั้งด้วย ถ้าตอนนี้ยังถ่ายทำละครโทรทัศน์แนวนั้นตามคนรุ่นก่อนต่อไป คาดว่าอีกไม่นานก็จะถูกบีบออกจากท้องตลาด แล้วการมีแค่แนวเรื่องที่แปลกใหม่ถึงจะสามารถทำให้บริษัทของตัวเองคว้าโอกาสเอาไว้ได้ และลายเป็นที่จับจ้องของทุกคนเป็นเพราะว่าเหตุนี้ เธอคือผู้จัดการคนหนึ่งที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ หลังจากที่ได้ดูบทละครนั่นแล้ว สิ่งแรกที่ทำก็คือบินจากเมืองเยี่ยนจิงมาที่เมืองซีจิงเพื่อตามหาคนเขียนบทแค่ตอนนี้ข้อเรียกร้องพวกนี้ของคนเขียนบททำให้เธอรู้สึกทำตัวไม่ถูก คิดแล้วคิดอีก ข้อเรียกร้องพวกนี้ก็ยังพอที่จะรับปากได้ จึงยิ้มแล้วรีบถามว่า :“เหอะเหอะ เจ้าเด็กน้อยความคิดความอ่านเธอนี่ช่างเยอะจริงเลย ให้เธอแสดงเป็นหลิวซิงบทบาทนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน นิสัยของเธอฉันก็พอจะดูออกนิดหน่อย ก็ถือว่าคล้ายกับหลิวซิงในบทละครอยู่ ลักษณะนิสัยที่คล้ายกับตัวละครนั้นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่ว่าจะสามารถซื้อลิขสิทธิ์ได้ก็มีแค่สถานีโทรทัศน์ แล้วพ่อเธอคือ?” ...