ตอนที่ 39 หากต่อต้านคนนอก ฟ้าจะถล่มหรือ?
“ทำไมไม่ไปอีกเล่า เพราะรู้ดีว่าทำไม่ได้ใช่ไหม แล้วทำไมไม่ต่อต้าน เมื่อไปอยู่บ้านตระกูลเหอ ทำไมถึงเชื่อคนอื่นถึงเพียงนั้น นางใกล้ชิดกับเจ้ามากกว่าข้าหรือ เจ้าจึงไม่ฟังข้าแต่ฟังนางอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่...”
“แล้วทำไมยังไม่ไปกินขี้ตามข้าสั่งเล่า ทีแม่ยายเรียกใช้ เจ้ากลับวิ่งโร่ไวยิ่งกว่ากระต่าย ต่อต้านมารดาได้แต่กลับไม่ต่อต้านคนนอกอย่างนั้นหรือ หรือเป็นข้าที่ใจดีกับเจ้าเกินไป จนคิดว่าต่อต้านข้าก็ไม่เป็นไร แต่หากต่อต้านคนนอกแล้วฟ้าจะถล่มหรือ”
มีหรือเซี่ยหมิงหนานจะกล้าเถียง
การกินขี้ไม่เหมือนกับงานที่แม่ยายสั่งให้เขาทำหรือ
ทำงานหนักได้ก็ต้องกินขี้ได้...
“ข้าถามเจ้าว่าฟ้าจะถล่มหรือไม่”
“ไม่...”
“แล้วเหตุใดจึงไม่ขัดขืน คนจิกหัวใช้เรื่องอะไรก็ยอมเขา ไม่รู้จักปฏิเสธเลยหรือ”
“แต่นางเป็นแม่ยายข้า...”
หลังพูดอยู่นานไป๋เพ่ยเพ่ยก็เหลืออด อยากจะตบหน้าเขาสักที
ถึงเพียงนี้แล้ว ยังคิดไม่ได้เชียวหรือ
อะไรก็แม่ยาย แม่ยายเป็นบรรพบุรุษของเจ้าหรืออย่างไรกัน
อยากจะเชื่อฟังแม่ยายเสียเหลือเกิน!
นางกระชากเสียงบอก “ข้าขอถามหน่อย เจ้าเชื่อฟังข้าหรือแม่ยายกันแน่”
“... แน่นอน... ข้าต้องเชื่อฟังท่านแม่”
“ในเมื่อเชื่อฟังข้าแล้วทำไมยังลังเล หากไม่ต้องการสิ่งใด ก็ต้องรู้จักปฏิเสธ ทำไมเจ้าถึงปฏิเสธแม่ยายไม่เป็น”
“ข้า ...”
“ข้าให้เจ้าเลือก เซี่ยหมิงหนาน จะต่อต้านแม่ยายหรือถูกข้าขับไล่ออกจากบ้าน เจ้าเลือกเอง”
เซี่ยหมิงหนานเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง “ท่านแม่ ท่านจะบีบให้ข้าตายหรือ หากท่านขับไล่ข้าออกจากบ้านนี้ ข้าจะไปที่ไหนได้เล่า!”
“ไปบ้านแม่ยายเจ้าไง เลือกนางไม่ใช่หรือ หากอยากเป็นลูกเขยแสนประเสริฐของนางก็ไปเป็นเสียสิ ข้าไม่ได้มีเจ้าเป็นลูกชายคนเดียว และไม่ต้องการลูกชายที่ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูมายอมโอนอ่อนตามผู้อื่นง่ายถึงเพียงนี้ เขาสั่งอะไรก็ทำ ยังกลับมาทำให้ข้าอารมณ์เสียอีก”
“ข้าไม่ได้เลือกนาง”
“ไม่ได้เลือกนางแล้วพอข้าบอกให้เจ้าต่อต้านนาง ทำไมเจ้าถึงไม่ต่อต้านเล่า”
เซี่ยหมิงหนานลังเลใจ ครั้นจะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นแม่ยาย เป็นญาติกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องแข็งกร้าวต่อกันเกินไป
ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงหยิบไม้ขึ้นฟาดเขาทีหนึ่ง
เซี่ยหมิงหนานร้องโอดโอย “โอ๊ย ...”
ทุกคนหลังบ้าน “...”
โดยเฉพาะเซี่ยเสี่ยวหย่าที่ตั้งท่าจะแอบมองพลางเงี่ยหูฟัง นางจึงรีบหันหลังวิ่งหนีกลับมาทันที
ทุกคนเห็นหน้านางหลังกลับมา จึงโพล่งถามว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก เหตุใดเซี่ยหมิงหนานถึงได้ร้องคร่ำครวญเพียงนั้น
นางกระซิบบอก “ท่านแม่คว้าไม้หนาเท่านิ้ว... ตีเขาเต็มแรง”
“... เช่นนั้นพวกเราออกไปห้ามดีไหม”
“หากอยากถูกฟาดก็ไปเถิด แต่ข้าไม่ไปเด็ดขาด”
…
หลังตีอยู่หลายที ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ถามลูกชาย “เจ็บไหม?”
“ข้าเจ็บ!” จะไม่เจ็บได้อย่างไร เขารู้สึกราวว่าขาตนเองจะหักอยู่รอมร่อ
ลูกสะใภ้ใหญ่อย่างเหอเหลียนก็หวาดผวาเช่นกัน นางนั่งคุดคู้อยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าส่งเสียงสักแอะ กลัวว่าแม่สามีจะสังเกตเห็นตน จนพลอยถูกฟาดไปด้วย
นางรู้สึกราวกับว่าสามีถูกตีไม่ยั้งมือ ทั้งที่เขาเป็นลูกบังเกิดเกล้าของไป๋เพ่ยเพ่ย หากเป็นนางคงตกอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่านี้
“ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าข้ารู้สึกอย่างไรยามได้ยินคำว่าลูกชายตนเข้าข้างแม่ยาย ข้าขอให้เจ้าเชื่อฟังแต่กลับไม่ยอม ยืนกรานจะเชื่อฟังแม่ยายท่าเดียว ข้ารู้สึกราวกับถูกคนเอาไม้มาทุบตี อยากจะตีลูกชายให้ตาย… ข้าคลอดลูกอย่างเจ้าออกมาได้อย่างไร ไม่แม้แต่จะรู้ว่าควรเชื่อฟังใคร หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ คงไม่ให้ปล่อยให้เจ้าลืมตาดูโลกตั้งแต่แรก” เลี้ยงหมูยังดีกว่าเขาเลย อย่างน้อยพวกมันก็ยังกินเป็นอาหารได้
ไป๋เพ่ยเพ่ยโกรธเซี่ยหมิงหนานเต็มที
ถึงอย่างไรการยกเหตุผลก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป แม้จะสาธยายอย่างไรเขาก็ไม่อาจเข้าใจ ถ้านางตีเขาจนเจ็บตัว เขาจะยังจดจำความเจ็บนี้ได้ไหม
คำพูดนี้ทำให้เซี่ยหมิงหนานสะเทือนใจ มารดาคนใดกันถึงรังเกียจลูกชายตนเองเช่นนี้บ้าง
ตาเขาพลันแดง ไม่กล้าแม้แต่ปริปากพูดสักคำ
“ข้าถามเจ้าอยู่ เจ้าจะเชื่อฟังข้าหรือแม่ยาย?”
“เชื่อฟังท่าน”
“เช่นนั้นคราวหน้าหากแม่ยายเรียกเจ้ากลับไปใช้งาน เจ้าจะไปหรือไม่”
“... ข้าจะไม่ไปแล้ว”
“หากข้าจับได้จะหักขาเจ้าเสีย”
เซี่ยหมิงหนานคิด... ขาข้าจวนจะหักแล้วนี่ไงเล่า!
ไป๋เพ่ยเพ่ยมองเหอเหลียนลูกสะใภ้ใหญ่
ทันทีที่อีกฝ่ายรับรู้ถึงสายตาของนางก็ตัวสั่นเทาและรีบคำนับโดยเร็ว “ท่านแม่ ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ผิดไปแล้วจริง ๆ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว”
ไป๋เพ่ยเพ่ยบอกเสียงแข็ง “ข้าบอกให้เจ้าคำนับหรือ!”
หญิงสาวนั่งสั่นอยู่บนพื้น ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
บนหน้าผากของเจ้าตัวมีรอยเลือด
ไป๋เพ่ยเพ่ยเอือมระอากับการคำนับโขกหัวแบบนี้ นางไม่ทันทำอะไรอีกฝ่ายก็คำนับให้ หากรู้ตัวว่าผิดอะไรก็ยังดี ทว่าปัญหาคือลูกสะใภ้ใหญ่ผู้นี้แค่สารภาพผิดพล่อย ๆ ออกมา แท้จริงกลับไม่เข้าใจว่าตนเองได้ทำผิดอะไรไป และต้องแก้ไขอย่างไร
ทำได้เพียงโหวกเหวก พยายามหลบเลี่ยงบทลงโทษเท่านั้นเอง
คราวหน้าหากเกิดเรื่องอีกก็คงทำอีหรอบเดิม
“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าคำนับแล้วทำไปทำไม จะอวดอ้างความสามารถของตนหรือ รับบทสตรีบอบบางแสนอาภัพ ถูกแม่สามีบีบคั้นอย่างนั้นหรือ ข้าบอกให้เจ้าไปตายหรือ?”
คำถามรัวเป็นชุดชวนทำให้เหอเหลียนตั้งตัวไม่อยู่
“สิ่งที่ข้าบอก เจ้าไม่ทำ กลับทำสิ่งที่ไม่ได้บอกซึ่งเจ็บตัวกว่า เก่งกล้าเพียงนี้ได้อย่างไร หากเจ้าไม่อยากมีข้าเป็นแม่สามีแล้วก็บอกมา แบบนี้ตั้งใจจะให้ข้าเสียชื่อเสียงและกลายเป็นแม่สามีใจร้ายหรือ”
“... ข้าเปล่า ...”
“แล้วคำนับทำไม ข้าบอกให้ทำหรือ?”
“...”
“ข้าไม่ได้บอกให้ทำก็ไม่ต้องทำ แค่คุกเข่าก็พอ ทำไมต้องโขกหัวด้วย ข้าถามเจ้า รู้ตัวหรือไม่ว่าทำผิดอะไร?”
“...”
“ดูเหมือนจะไม่รู้สินะ แล้วรู้ไหมว่าทำไมข้าถึงไม่พอใจเจ้า?”
“...”
“การกระทำของเจ้าตอนนี้ เรียกว่าเหลวไหลยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ข้าถามทำไมถึงไม่ตอบ”
“ข้า... ข้าไม่รู้… ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...”
ไป๋เพ่ยเพ่ยสูดหายใจลึกก่อนบอก “ข้าถามว่าอะไร แล้วเจ้าตอบอะไรออกมา”
“เอาเถิด”
“ข้าขอถามเจ้า เจ้าเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเซี่ยหรือลูกสาวตระกูลเหอ”
หากคำถามนี้ถูกถามในยุคปัจจุบัน เกรงว่าคงถูกแฉในโลกออนไลน์เสียแล้ว ทว่าในยุคโบราณเช่นนี้
เฮ้อ ...
เมื่อถามเอากับลูกสะใภ้ใหญ่ของเจ้าของร่างเดิม ไป๋เพ่ยเพ่ยก็รู้สึกว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
เป็นไปตามคาด
นางได้ยินคำตอบจากคนที่คุกเข่าอยู่ “เป็นลูกสะใภ้ตระกูลเซี่ย”
“เช่นนั้นเจ้าก็เกิดใหม่เป็นคนตระกูลเซี่ยและตายตกเป็นผีตระกูลเซี่ยใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว”
“ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าขอถามเจ้า เจ้าควรเชื่อฟังข้าหรือแม่เจ้า”
“...”
“ตอบมา ทำไมเลือกยากนัก หากเลือกยากก็กลับไป...”
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ทันพูดจบ
อีกฝ่ายก็ปล่อยโฮราวกับถูกจับขายเข้าหอโคมเขียว
“ข้าเลือกแล้ว ๆ เลือกท่าน... ฮือ ๆ ๆ ข้าเลือกท่าน ...”
ไป๋เพ่ยเพ่ยมุมปากกระตุก ในใจเกรงว่าตนเองจะดูชั่วร้ายในสายตาลูกสะใภ้
ช่างเถิด
ปล่อยให้ดูชั่วร้ายไปก็แล้วกัน
เดิมทีเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้เป็นคนดีในสายตาใครอยู่แล้ว ตอนนี้เพียงเปลี่ยนเป็นความชั่วร้ายในอีกแง่หนึ่งเท่านั้น
ติดเพียงไม่รู้ว่าแบบไหนย่ำแย่กว่ากันเท่านั้น